
เนื้อข่าว
ตลาดเนื้อสัตว์ของเวียดนามกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการนำเข้าเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์แช่แข็งและส่วนประกอบอื่น ๆ ของสัตว์ (Frozen meat and by-products) ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นในตลาด ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ และก่อให้เกิดความท้าทายสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ตลาดเนื้อนำเข้าในเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างคึกคัก โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ที่เร่งรัดการส่งออกเข้าสู่ประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอมุ่งเน้นคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานการผลิตระดับสากล ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคของผู้บริโภคชาวเวียดนามที่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture: USDA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ระบุว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีการบริโภคเนื้อสุกรสูงที่สุดในโลก และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2572 ปริมาณการบริโภคอาจสูงถึง 4 ล้านตันต่อปี สะท้อนศักยภาพทางการตลาดที่ดึงดูดผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ในมิติด้านการค้า สถิติครึ่งแรกของปี 2568 ชี้ให้เห็นว่า เวียดนามใช้งบประมาณกว่า 900 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำเข้าเนื้อสัตว์กว่า 451,000 ตัน เพิ่มขึ้นทั้งเชิงปริมาณและมูลค่าเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื้อนำเข้าหลัก ได้แก่ เนื้อกระบือ เนื้อโค เนื้อสุกร และสัตว์ปีกแช่แข็งจากประเทศที่มีความได้เปรียบด้านการผลิตขนาดใหญ่และต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ราคาจำหน่ายมีความสามารถในการแข่งขันสูง เช่น เนื้อสุกรจากบราซิลมีราคาต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ภายในประเทศร้อยละ 20 – 30 และเนื้อจากยุโรป แคนาดา และออสเตรเลียบางรายการมีราคาต่ำกว่าถึงร้อยละ 40 ทำให้ผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
นอกจากการแข่งขันด้านราคาแล้ว ผู้ประกอบการจากยุโรปยังใช้กลยุทธ์การตลาดที่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสูงเพื่อเจาะตลาดเวียดนาม โดยนาย Tomasz Parzybut ผู้อำนวยการสมาคมโรงฆ่าสัตว์และผู้แปรรูปเนื้อสัตว์โปแลนด์ (The Polish Association of Slaughterhouses and Meat Processors) เปิดเผยว่า โครงการ Europe full of flavor – Tradition and Quality ที่จัดขึ้นในนครโฮจิมินห์ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 10 ราย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองกระแสรักสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเวียดนาม พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ตามมาตรฐานสากล เพื่อเข้าสู่ระบบค้าปลีกสมัยใหม่และขยายเครือข่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตในโฮจิมินห์และฮานอย ขณะเดียวกัน ประเทศจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียก็เพิ่มความเข้มข้นในการส่งออกเนื้อสัตว์เข้าสู่เวียดนามเช่นกัน โดยปัจจุบันเวียดนามนำเข้าเนื้อสัตว์และส่วนประกอบอื่น ๆ ของสัตว์จากกว่า 40 ประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่เนื้อสุกร เนื้อวัว เนื้อกระบือ เนื้อไก่แช่แข็ง ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดเนื้อสัตว์ภายในประเทศรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผู้ประกอบการในประเทศกลับต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงจากการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะอาหารสัตว์ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 80 ของต้นทุนทั้งหมด อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายภาษี เช่น การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 5 สำหรับอาหารสัตว์ (ซึ่งเดิมได้รับการยกเว้น) ส่งผลให้ต้นทุนยิ่งสูงขึ้นและลดขีดความสามารถในการแข่งขัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ บริษัท Viet Uc Agricultural Livestock ซึ่งมีจำนวนฝูงโคลดลงกว่าร้อยละ 90 ภายใน 4 ปี เนื่องจากภาระต้นทุนและกำไรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันผู้บริโภคเวียดนามยังนิยมเนื้อสดที่เชือดและบริโภคได้ทันทีมากกว่าเนื้อสัตว์แช่แข็ง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการพึ่งพาพฤติกรรมดังกล่าวไม่อาจสร้างความมั่นคงในระยะยาวได้ หากราคาผลิตภัณฑ์ในประเทศยังคงสูงกว่านำเข้า ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะหันไปบริโภคเนื้อสัตว์แช่เย็นและแช่แข็งมากขึ้น
ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมปศุสัตว์ภายในประเทศ ทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร การออกมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด การกำหนดกลไกทางเทคนิคที่เหมาะสม รวมถึงการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์และการพัฒนาสายพันธุ์คุณภาพ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนควรเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ พัฒนาระบบการเลี้ยงสัตว์ตามห่วงโซ่มูลค่า และสร้างความร่วมมือระหว่างธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดผลกระทบจากเนื้อนำเข้า การดำเนินงานเชิงรุกทั้งจากภาครัฐและเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนให้แก่อุตสาหกรรมปศุสัตว์เวียดนามในอนาคต
(แหล่งที่มา https://thesaigontimes.vn/ ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2568)
วิเคราะห์ผลกระทบ
เวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการนำเข้าเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์อยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เฉพาะเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว การนำเข้ามีมูลค่าสูงถึง 400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ เนื้อสัตว์และส่วนประกอบอื่น ๆ ของสัตว์ ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง สวนทางกับข้อจำกัดของผู้ผลิตในประเทศที่ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์มีความผันผวนสูง ส่งผลให้ราคาจำหน่ายเนื้อสัตว์ในประเทศอยู่ในระดับสูงและแข่งขันได้ยาก ขณะที่เนื้อนำเข้ามีราคาต่ำกว่าและผ่านมาตรฐานการผลิตที่น่าเชื่อถือ จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำและอาศัยอยู่ในเขตเมืองใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า
สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดแรงกดดันโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และผู้ประกอบการแปรรูปภายในประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น อัตรากำไรลดลง และความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด หากไม่สามารถยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่ผลิตภัณฑ์นำเข้าจะขยายบทบาทและครอบครองตลาดภายในประเทศมากขึ้น
ในอีกมิติหนึ่ง สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความต้องการของผู้บริโภคเวียดนามที่เปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคาและคุณภาพ ผู้ผลิตภายในประเทศจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์และการผลิต เพิ่มความโปร่งใสผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อคุณภาพสูงหรือเนื้อพรีเมียม เพื่อตอบสนองต่อผู้บริโภคกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความปลอดภัย นอกจากนี้ การสร้างตราสินค้าและการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าเกษตรในประเทศยังเป็นแนวทางที่สำคัญต่อการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
ในเชิงนโยบาย รัฐบาลเวียดนามเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้ผลิตภายในประเทศกับการดูแลราคาสินค้าเพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน การกำหนดมาตรการสนับสนุน เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกร การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ลดต้นทุน การกำหนดมาตรฐานคุณภาพที่ชัดเจน รวมถึงการพิจารณามาตรการทางการค้าอย่างเหมาะสม ถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ หากขาดการดำเนินการเชิงรุก อาจส่งผลให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์เวียดนามอ่อนแอและพึ่งพาการนำเข้าในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะยาว
นำเสนอโอกาส/แนวทาง
ปัจจุบัน เวียดนามมีแนวโน้มการนำเข้าเนื้อสัตว์และส่วนประกอบอื่น ๆ ของสัตว์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากร ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตภายในประเทศยังเผชิญความผันผวนจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูง ทำให้ราคาเนื้อสัตว์ท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขันได้กับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีคุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากกว่า ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ตลาดเวียดนามเปิดกว้างต่อสินค้านำเข้าและเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ในด้านนโยบายการค้า เวียดนามมีแนวทางที่เปิดกว้างต่อการนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแน่นแฟ้นและมีความสะดวกด้านการขนส่ง ปัจจัยนี้ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของไทย เนื่องจากไทยมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนความเชื่อมโยงการค้าในระดับทวิภาคีและภูมิภาค
ในด้านโครงสร้างตลาด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่มีรายได้สูงขึ้น กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แช่เย็นและแช่แข็งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยดังกล่าวสอดคล้องกับศักยภาพของไทยที่มีอุตสาหกรรมปศุสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารพัฒนาไปไกล ทั้งในด้านมาตรฐานความปลอดภัย ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย จึงทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะตอบสนองความต้องการของตลาดเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไทยยังคงเผชิญข้อจำกัดสำคัญจากการที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกเนื้อสัตว์ไปยังเวียดนามโดยตรง ข้อจำกัดนี้แม้จะเป็นอุปสรรคเชิงการค้า แต่ก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณากลยุทธ์อื่น ๆ ในการเข้าสู่ตลาด เช่น การจัดตั้งโรงงานแปรรูปในเวียดนาม การร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่นในระบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold chain) รวมถึงการพัฒนาแบรนด์อาหารพร้อมบริโภคเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ กลยุทธ์ดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่ยั่งยืนและเสริมความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทยในตลาดเวียดนามในระยะยาว