fb
เวียดนามเร่งวางมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมต้นทุนการผลิต  ยกระดับศักยภาพส่งออกภาคเกษตร

เวียดนามเร่งวางมาตรการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง คุมต้นทุนการผลิต ยกระดับศักยภาพส่งออกภาคเกษตร

โดย
Tran
ลงเมื่อ 03 เมษายน 2569 18:07
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
4

เนื้อข่าว 

กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามได้จัดทำกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง เพื่อรองรับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นการจำกัดผลกระทบเชิงลบต่อภาคเกษตรกรรม การคงไว้ซึ่งแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และการประกันความสำเร็จของเป้าหมายการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในปี 2569 

image.png

ทั้งนี้ ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามตั้งเป้าหมายอัตราการขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.7 พร้อมทั้งกำหนดมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวมไว้ที่ระดับสูงสุดประมาณ 74,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลการดำเนินงานด้านการผลิตและการส่งออกในช่วงต้นปี 2569 ปรากฏสัญญาณเชิงบวก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในระยะต่อไป

ในระยะปานกลางถึงระยะยาว ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมีทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ภายใต้กรอบการพัฒนาเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ (green and ecological agriculture) โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเพิ่มรายได้ของครัวเรือนในชนบทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (agricultural GDP growth) จะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 4 ต่อปี ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง มีแนวโน้มขยายตัวในช่วงร้อยละ 8–12 ต่อปี แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนกระบวนการปรับโครงสร้างภาคเกษตรไปสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตผ่านการบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (science, technology and innovation: STI) รวมถึงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบและมีทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมีแนวโน้มปรากฏในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต ซึ่งมีทิศทางปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร อาหารสัตว์ และต้นทุนการขนส่ง เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเมินว่าต้นทุนการผลิตรวมอาจเพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 5 ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอัตราค่าระวางขนส่งทางทะเล ซึ่งอาจขยายตัวในช่วงร้อยละ 25–35 ประกอบกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลา หรือสินค้าเน่าเสียง่าย อาทิ สินค้าประมงและผักผลไม้สด

ในมิติของตลาดส่งออก สินค้าเกษตรบางรายการที่มีระดับการพึ่งพิงตลาดตะวันออกกลางค่อนข้างสูง อาทิ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย มีแนวโน้มเผชิญภาวะความไม่ต่อเนื่องของตลาด และความผันผวนด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจกดดันให้อุปสงค์รวมของตลาดโลกอ่อนตัวลง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการส่งออกของสินค้าเกษตรเวียดนามในภาพรวมอย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมประเมินว่าผลกระทบโดยตรงจากตลาดตะวันออกกลางยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 2 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวมของประเทศ ทั้งนี้ แม้ผลกระทบทางตรงจะไม่สูง แต่ความเสี่ยงทางอ้อมจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุนการขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดในเชิงนโยบายและการบริหารจัดการภาคการค้า

ทั้งนี้ บนพื้นฐานของผลการประเมินสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง (response scenarios framework) จำนวน 3 กรณี โดยจำแนกตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ได้แก่ ระยะ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี ควบคู่กับการกำหนดชุดมาตรการเชิงนโยบายทั้งในระยะสั้น และระยะยาว สำหรับมาตรการระยะสั้น ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของอุปทานและระดับราคาปัจจัยการผลิต การติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าและการเก็บรักษา และการส่งเสริมการค้าเชิงรุก เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดทางเลือก 

ในขณะเดียวกัน ภาครัฐมีแนวโน้มดำเนินการทบทวนและปรับปรุงกรอบนโยบายด้านสินเชื่อและมาตรการภาษี เพื่อยกระดับประสิทธิผลในการสนับสนุนผู้ส่งออก ลดภาระต้นทุนการผลิต และเสริมสภาพคล่องทางการเงินของภาคธุรกิจ ภายใต้ภาวะความผันผวนของตลาด ส่วนในระยะยาว นโยบายจะมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรม ไปสู่ระบบการผลิตที่มีความยั่งยืนและสร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่กับการเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต ตลอดจนการกระจายความเสี่ยงเชิงตลาดผ่านการกระจายตลาดส่งออกอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีเวียดนามให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการดำเนินมาตรการสนับสนุนแบบบูรณาการ ครอบคลุมด้านสินเชื่อ การอำนวยความสะดวกทางค้า และการประกันภัยภาคเกษตร ควบคู่กับการยกระดับการส่งเสริมตลาดเชิงรุก และการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจและผู้ผลิตทั้งนี้ กระทรวงฯ ประเมินว่า ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น การดำเนินมาตรการเชิงรุกภายใต้กรอบแผนสถานการณ์ตอบสนองจะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาคเกษตร สนับสนุนกระบวนการปรับโครงสร้างภาคการผลิต และรักษาเสถียรภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเกษตรกรรมเวียดนามในปี 2569 และในระยะถัดไปอย่างต่อเนื่อง

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงระบบที่สร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนามอย่างมีนัยสำคัญในหลายมิติ ภายใต้บริบทดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมจึงได้จัดทำกรอบแผนสถานการณ์ตอบสนอง (response scenarios framework) โดยจำแนกเป็น 3 กรณีตามกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ ได้แก่ 1 เดือน 3 เดือน และ 1 ปี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงนโยบาย มุ่งลดผลกระทบเชิงลบ รักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน และคงเป้าหมายการขยายตัวของภาคเกษตรในปี 2569 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก 

ในเชิงโครงสร้าง ผลกระทบที่สำคัญปรากฏชัดในด้านต้นทุนปัจจัยการผลิต ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงานในตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร อาทิ ปุ๋ย เชื้อเพลิง และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ทั้งนี้ แม้เวียดนามจะมีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยบางประเภทภายในประเทศ แต่ยังคงพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลัก ส่งผลให้ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มผันผวนและปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าต้นทุนการผลิตรวมอาจเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 3–5 ซึ่งมีแนวโน้มส่งผ่านไปยังระดับราคาสินค้าเกษตร และก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราค่าระวางขนส่งทางทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงร้อยละ 25–35 ประกอบกับระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้น อันเป็นผลจากการหลีกเลี่ยงเส้นทางขนส่งที่มีความเสี่ยงสูง เช่น บริเวณทะเลแดง (Red Sea) และคลองสุเอซ (Suez Canal) ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานและคุณภาพของสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อเวลา เช่น สินค้าประมงและผักผลไม้สด ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนการเก็บรักษาที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้า ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนจำเป็นต้องปรับแผนหรือชะลอการส่งออกส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดและการบริหารสินค้าคงคลัง

ในมิติของตลาดการค้า สินค้าบางประเภทที่มีระดับการพึ่งพิงตลาดตะวันออกกลาง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และพริกไทย มีแนวโน้มเผชิญภาวะชะงักงันของตลาดและแรงกดดันด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อันมีสาเหตุจากความไม่แน่นอนด้านพลังงานและระบบขนส่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอุปทานพลังงานโลก มีแนวโน้มส่งผลให้กำลังซื้อในตลาดสำคัญอ่อนตัวลง และสะท้อนกลับมายังสมรรถนะการส่งออกสินค้าเกษตรของเวียดนาม อย่างไรก็ดี แม้ว่าตลาดตะวันออกกลางจะมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 2–2.2 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรรวม แต่ผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นกลับมีผลในวงกว้างต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเวียดนามในตลาดโลก

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การกำหนดกรอบระยะเวลาของสถานการณ์ทั้ง 3 ระดับจึงมีความสำคัญในเชิงการวางแผนเชิงนโยบาย โดยแต่ละกรณีสะท้อนระดับความรุนแรงของผลกระทบต่อมูลค่าการส่งออกในตลาดสำคัญ อาทิ ตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาเหนือ สำหรับในระยะสั้น ภาครัฐให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพตลาด ผ่านมาตรการควบคุมราคาปัจจัยการผลิต การสำรองสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ข้าว เพื่อรักษาสมดุลด้านราคาในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านโลจิสติกส์ และการจัดตั้งกลไกสื่อสารฉุกเฉินเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปัญหาของภาคธุรกิจได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ มาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายระยะเวลาชำระหนี้ และการสนับสนุนด้านการเก็บรักษาสินค้า ได้ถูกนำมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน การกระจายตลาดส่งออกได้รับการยกระดับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเวียดนามเร่งขยายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTAs) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดที่มีความผันผวนสูง

ในระยะยาว ภาคเกษตรกรรมของเวียดนามมุ่งดำเนินการปรับโครงสร้างไปสู่ระบบการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและยั่งยืน ภายใต้กรอบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงนิเวศ (green and ecological agriculture) โดยเน้นการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับ และการพัฒนาแบรนด์สินค้าเกษตรในตลาดโลก ตลอดจนการเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต เพื่อลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก พร้อมกันนี้ การพัฒนาตลาดภายในประเทศ การส่งเสริมการค้าผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความปลอดภัยอาหาร ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างฐานอุปสงค์ภายในประเทศให้มีความเข้มแข็งและสมดุลกับภาคการส่งออก

แม้วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะสร้างแรงกดดันในระยะสั้นต่อภาคเกษตรกรรมของเวียดนาม ทั้งในด้านต้นทุน การค้า และห่วงโซ่อุปทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้เกิดการปรับโครงสร้างเชิงลึกไปสู่ระบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น การดำเนินมาตรการเชิงรุกภายใต้กรอบแผนสถานการณ์ตอบสนองจึงไม่เพียงช่วยจำกัดผลกระทบในระยะปัจจุบัน หากยังเป็นฐานรากสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรเวียดนามในระยะยาว ภายใต้บริบทของเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงอย่างต่อเนื่อง

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น ผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและในเวียดนามมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนการผลิต และค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลา นอกจากนี้ ความผันผวนของอุปสงค์ในตลาดโลก และความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ยังทำให้การบริหารคำสั่งซื้อและสินค้าคงคลังมีความซับซ้อนมากขึ้น

ผู้ประกอบการไทยควรเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก อาทิ การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้า รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการติดตามมาตรการสนับสนุนของเวียดนาม เช่น นโยบายสินเชื่อ มาตรการภาษี และการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด

                 สถานการณ์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เวียดนามยังมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อีกทั้ง แนวโน้มการปรับโครงสร้างภาคเกษตรของเวียดนามไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเชิงนิเวศยังเอื้อต่อการลงทุนร่วม และความร่วมมือด้านเทคโนโลยี ระหว่างผู้ประกอบการไทยและเวียดนาม ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยั่งยืนทางการค้าในระยะยาว

News 30 March - 3 April 2026 - VN agricultural production scenarios amid Middle East conflict-Edit(1).pdf
Share :
Instagram