
แนวโน้มความนิยมสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกในเวียดนาม

จากรายงานสถิติของศูนย์วิจัยธุรกิจและสนับสนุนวิสาหกิจเวียดนาม (Business Studies and Assistance Center: BSA) รายได้จากสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีก (House Brand) ปัจจุบันคิดเป็นร้อยละ 20–30 ของรายได้รวมของหมวดสินค้าบางประเภทได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารสด อาหารแปรรูปและอาหารบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ในช่วงปี 2553 – 2563 โดยซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่ในเวียดนาม เช่นห้างสรรพสินค้า Co.opmart ห้างสรรพสินค้า LOTTE Mart ร้านสะดวกซื้อ Winmart และห้างสรรพสินค้า GO! เป็นต้น ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตในการพัฒนาสินค้าแบรนด์ของตนเอง ครอบคลุมเกือบทุกหมวดสินค้า ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าอาหาร และสินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ เครื่องสำอาง ของใช้ในครัวเรือน และเครื่องนุ่งห่ม โดยกลุ่มบริษัท Central Retail ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้า GO! ได้เปิดตัวสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองหลากหลายรายการ ครอบคลุมตั้งแต่สินค้าเกษตรภายใต้แบรนด์ GO! Viet Farm ไปจนถึงสินค้าเอกลักษณ์ท้องถิ่นตามโครงการ OCOP ภายใต้แบรนด์ Viet Gems ในช่วงเทศกาลปีใหม่เวียดนาม (TET) ที่ผ่านมา โดยได้จัดจำหน่ายกระเช้าของขวัญปีใหม่เวียดนาม ซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของเวียดนามภายใต้แบรนด์ของบริษัทออกสู่ตลาดมากกว่า 3,000 ชุด สำหรับบริษัท Saigon Co.op ปัจจุบันอยู่ในช่วงก้าวเข้าสู่ระยะการพัฒนาใหม่ โดยบริษัทได้ร่วมมือกับผู้ผลิตภายในประเทศมากกว่า 100 แห่ง เพื่อพัฒนากลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองที่มีจำนวนรวมกว่า 2,000 รายการ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มสินค้าทั่วไป (Co.op Select) กลุ่มสินค้าเชิงประหยัด (Co.op Happy) และกลุ่มสินค้าพรีเมียม (Co.op Finest) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ทั้งนี้ สถิติภายในของบริษัทระบุว่า ลูกค้าสมาชิก 6 ใน 10 คน มีการซื้อสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทอย่างน้อย 1 รายการในแต่ละครั้งที่เข้าใช้บริการซูเปอร์มาร์เก็ต ขณะเดียวกัน ซูเปอร์มาร์เก็ต VinMart และ VinMart+ ได้สร้างความโดดเด่นผ่านสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มสินค้า VinEco เช่น ผัก ผลไม้สะอาด ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง กลุ่มสินค้า VinMart Home เช่น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ในครัวเรือน กลุ่มสินค้า VinMart Care เช่น เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และกลุ่มสินค้า VinMart Cook เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารพร้อมรับประทาน ซึ่งมีราคาต่ำกว่าสินค้าในกลุ่มเดียวกันในตลาดร้อยละ 10–20 นอกจากนี้ ซูเปอร์มาร์เก็ต AEON Vietnam มีสินค้าภายใต้แบรนด์ AEON มากกว่า 8,000 รายการ ครอบคลุม 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ TOPVALU และ Hóme Cóordy ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ต Lotte Mart มีสินค้าแบรนด์ของตนเองประมาณ 2,000 รายการ ภายใต้แบรนด์ Choice L
จากข้อมูลของสมาคมผู้ค้าปลีกเวียดนามระบุว่า ปัจจุบัน มากกว่าร้อยละ 50 ของสมาชิกสมาคมมีสินค้าแบรนด์ของตนเอง โดยสินค้ากลุ่มนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของจำนวนสินค้าทั้งหมดในระบบค้าปลีก สินค้าภายใต้แบรนด์ของผู้ค้าปลีกได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเวียดนาม เนื่องจากมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปร้อยละ 15–30 แต่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดวิเคราะห์ว่า สินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้ อย่างตรงจุด เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทายและระดับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าที่อยู่ในโครงการการส่งเสริมการขายของซูเปอร์มาร์เก็ตมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับความต้องการได้รับการรับรองด้านคุณภาพจากระบบการคัดเลือกและควบคุมมาตรฐานของผู้ประกอบการค้าปลีก
นาง Tran Thi Phuong Lan ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกเวียดนาม (Vietnam Retailers Association: AVR) ให้ความเห็นว่า การที่ผู้ประกอบการค้าปลีกผสานความร่วมมือกับภาคการผลิตเพื่อพัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองนั้น ช่วยเสริมสร้างผลกำไรให้แก่ซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากสามารถลดต้นทุนการขายได้ อาทิ ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด การโฆษณา และ การจัดจำหน่าย รวมถึงยังเอื้อให้ผู้ค้าปลีกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบต่างๆ เช่น ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพื่อสร้างโรงงานหรือเครื่องจักรเพิ่มเติม นาง Nguyen Thi Thu Trinh รองผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท Saigon Food เปิดเผยว่า แนวโน้ม
การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท Saigon Co.op ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างรายได้และส่งผลให้เกิด การจ้างงานที่มั่นคงแก่แรงงาน ในขณะเดียวกัน สินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท Saigon Food เองก็ยังคงมีศักยภาพใน การแข่งขันและสามารถสร้างจุดยืนเฉพาะตัวเพื่อดึงดูดผู้บริโภคได้ดีเช่นกัน และในมุมมองด้านการสร้างแบรนด์ สินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกยังถือเป็นบททดสอบ และตัวชี้วัดที่ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถประเมินได้ว่าแบรนด์ของตนมี ความแข็งแกร่งในท้องตลาดมากเพียงใด ดังนั้น การผลิตสินค้าในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อผู้ผลิต แต่เป็นตัวเร่งที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจต้องพัฒนาและขยายสายผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความหลากหลายของบรรจุภัณฑ์ รูปแบบสินค้า และคุณภาพเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
จากผลการสำรวจของบริษัท Nielsen ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกในประเทศ ที่พัฒนาแล้วที่ร้อยละ 20 โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรปมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ขณะที่ในตลาดเวียดนาม สินค้าประเภทดังกล่าวมีส่วนแบ่งตลาดเพียงกว่าร้อยละ 3 ของจำนวนสินค้าทั้งหมดในระบบค้าปลีก ทั้งนี้ การที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเร่งขยายการดำเนินธุรกิจสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองอาจเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมการผลิตและเพิ่มการขายสินค้าอุปโภคบริโภค ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงศักยภาพและต้นทุนในการเข้าร่วมกระบวนการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีก เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงมี ขีดความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญยังให้ข้อเสนอแนะว่า ผู้ผลิตไม่ควรมุ่งเน้น การผลิตสินค้าแบรนด์ของบริษัทค้าปลีกมากจนเกินไป จนละเลยการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ ของตนเองในกลุ่มสินค้าที่ตนมีความเชี่ยวชาญ เนื่องจากการสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเฉพาะตัวของแบรนด์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
(จาก https:// vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
จากข้อมูลสถิติในรายงาน Vietnam Domestic Market Report 2568 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามระบุว่า ตลาดค้าปลีกสินค้าและบริการของเวียดนามในปี 2568 มีมูลค่า 269,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9–10 เมื่อเทียบกับปี 2567 ในขณะเดียวกัน รูปแบบค้าปลีกทันสมัยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมี ซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 1,293 แห่ง ศูนย์การค้า (Shopping Mall) จำนวน 276 แห่ง ตลาดดั้งเดิม (Traditional Market) มากกว่า 8,274 แห่งทั่วประเทศ ร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต (Mini Supermarket) จำนวน 7,806 แห่ง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ารูปแบบ ค้าปลีกสมัยใหม่และร้านสะดวกซื้อจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6.35 ในช่วงปี 2569–2574 ตลาดเวียดนามกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงไทย ในการขยายส่วนแบ่งการตลาดของกลุ่มสินค้าภายใต้ แบรนด์ตนเอง เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีกในเวียดนามยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศ ที่พัฒนาแล้ว และราคาขายของสินค้ากลุ่มนี้ยังอยู่ในระดับต่ำ รายได้จากสินค้ากลุ่มนี้เติบโตได้ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงแนวโน้มการบริโภคและความต้องการของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างชัดเจน ซึ่งเอื้อต่อผู้ประกอบการต่างประเทศใน การเข้าร่วมกระบวนการรับจ้างการผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทค้าปลีก และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาดค้าปลีก ในเวียดนาม โดยเฉพาะผ่านบริษัทที่มีเครือข่ายอยู่แล้ว เช่น บริษัท Central Retail บริษัท Aeon Vietnam เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต่างประเทศยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ เนื่องจากต้องแข่งขันกับบริษัท ค้าปลีกภายในประเทศและจากต่างประเทศที่มีความแข็งแกร่งสูง โดยบริษัทหลายแห่งได้พัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองในจำนวนมาก ทำให้เกิดแรงกดดันด้านต้นทุนการขายและราคาขาย การที่กลุ่มสินค้าดังกล่าวครอบคลุมร้อยละ 10 ของสินค้าภายในซูเปอร์มาร์เก็ตสะท้อนถึงการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเข้าร่วมกระบวนการรับจ้างการผลิต อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพาระบบการกระจายสินค้าของบริษัทค้าปลีก และเผชิญความท้าทายต่อ การสร้างแบรนด์ของตนเอง ในขณะที่ยังต้องรองรับการผลิตในจำนวนมากและควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม สิ่งเหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องมีการปรับสมดุลระหว่างการขยายกำลังการผลิตและการรักษาความสามารถในการแข่งขันที่สำคัญ เพื่อให้สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนในตลาดเวียดนาม