fb
อินเดีย “Luxury Boom”: โรงแรมหรูโตทะลุเพดาน
โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 10 เมษายน 2569 13:30
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
10

      ตลาดโรงแรมหรูของอินเดียกำลังขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนจากผู้ประกอบการระดับโลก อาทิ Marriott International, Accor, Hilton และ Hyatt ที่เร่งเพิ่มการลงทุนและขยายเครือข่าย ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการภายในประเทศ ได้แก่ Indian Hotels Company Limited (IHCL), The Leela Palaces Hotels and Resorts และ The Oberoi Group ก็มีการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโต ได้แก่ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอนาคต รายได้ประชากรที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงมาก (Ultra-High-Net-Worth Individuals) ในเชิงโครงสร้าง ตลาดโรงแรมหรูของอินเดียกำลังเผชิญกับการพัฒนาโครงการใหม่และการลงนามสัญญาบริหารโรงแรมในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจนี้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มผู้ประกอบการระหว่างประเทศได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะ Hilton ที่ประกาศเปิดโรงแรมแบรนด์ Waldorf Astoria แห่งที่สามในอินเดีย คือ Waldorf Astoria Goa สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของตลาด ในด้านยุทธศาสตร์แบรนด์ Accor ได้รายงานการลงนามโครงการโรงแรมระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแผนขยาย       แบรนด์ชั้นนำ เช่น Sofitel Legend และ Raffles ไปยังทำเลใหม่ๆ ควบคู่กับการเปิดตัวโรงแรมใหม่ อาทิ Roswyn- A Morgans Originals in Mumbai นอกจากนี้ Chalet Hotels ยังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดโรงแรม Ritz Carlton แห่งแรกในอินเดียที่เมือง Hyderabad ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นเชิงบวกต่อแนวโน้มของอุตสาหกรรม โดยการขยายตัวดังกล่าวครอบคลุมทั้งมหานครหลักและแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนสำคัญ 

luxury hotel -1.png

             สำหรับอุปทานในอนาคต ปัจจุบันมีโครงการโรงแรมหรูในระหว่างพัฒนาจำนวน 77 แห่ง คิดเป็นห้องพักประมาณ 11,800 ห้อง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2031 โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณสองในสามของจำนวนห้องพักโรงแรมหรูที่มีอยู่ในปัจจุบัน ในเชิงผลประกอบการ ภาคธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตที่โดดเด่น โดยรายได้ต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (Revenue per Available Room: RevPAR) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 12 เมื่อเทียบรายปี ระหว่างช่วงปี 2023–2024 และ 2024–2025 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มโรงแรมประเภทอื่น  ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการอินเดียยังคงเร่งขยายธุรกิจเพื่อแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลก Indian Hotels Company Limited (IHCL), The Leela Palaces Hotels and Resorts และ The Oberoi Group ต่างดำเนินกลยุทธ์การเติบโตเชิงรุกทั่วประเทศ โดยล่าสุด The Leela Palaces Hotels and Resorts ได้เข้าซื้อกิจการรีสอร์ตระดับอัลตราลักชัวรีในเมือง Coorg มูลค่า 560 โครรรูปี และมีแผนปรับภาพลักษณ์เป็น The Leela Coorg Forest Sanctuary
             ผู้บริหารของ The Leela Palaces ระบุว่า ตลาดโรงแรมหรูของอินเดียยังมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาวในลักษณะ “multi-decade opportunity” พร้อมชี้ให้เห็นถึงส่วนแบ่งที่สำคัญของ Leela ในตลาดโรงแรมหรูแบบมีแบรนด์ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กรรมการผู้จัดการของ NOESIS Hotel Advisors เสริมว่า การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (feasibility studies) ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโรงแรมระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ในตลาดที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในการลงนามโครงการล่าสุด ได้แก่ โรงแรมภายใต้แบรนด์ Taj Hotels ที่เสริมกับที่พักอาศัยระดับอัลตราลักชัวรีในเขต Delhi NCR ตลอดจนโครงการโรงแรมภายใต้แบรนด์ Hyatt ในเมือง Jaipur และ Kumbhalgarh ทั้งนี้ ความสนใจของนักลงทุนที่ยังคงต่อเนื่องดังกล่าว มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือน โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่ขยายตัว และจำนวนประชากรกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ความต้องการด้านการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลเพิ่มเติม
            1.    การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต โดยเฉพาะจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและฐานผู้บริโภค (aspirational consumers) ขนาดใหญ่ กลุ่มตลาดสำคัญ เช่น งานแต่งงาน (destination weddings) การจัดประชุมและสัมมนาองค์กร (corporate retreats) การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (experience-driven travel)  การแสวงบุญ และการท่องเที่ยวระยะสั้นช่วงสุดสัปดาห์ ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อความต้องการที่พักระดับลักชัวรี ทั้งนี้ ตลาดได้พัฒนาการบริการให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น แพ็กเกจเฉพาะบุคคล บริการสำหรับครอบครัว และประสบการณ์ท้องถิ่น
           2.    มิติของความยั่งยืนและสุขภาวะ (sustainability & wellness) ได้กลายเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างเชิงการแข่งขัน โดยโครงการใหม่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบประหยัดพลังงาน และแนวปฏิบัติด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน โรงแรมระดับลักชัวรีได้นำโซลูชันดิจิทัลมาใช้มากขึ้น อาทิ ระบบเช็คอินแบบไร้สัมผัส การปรับแต่งการบริการด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-driven personalization) และห้องพักอัจฉริยะ เพื่อยกระดับประสบการณ์
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
           1.    แรงกดดันด้านการแข่งขันจากผู้ผลิตภายในประเทศอินเดีย :นโยบาย Make in India ส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบภายในประเทศอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการและหน่วยงานรัฐมีแนวโน้มเลือกใช้สินค้าอินเดียมากขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการขยายตลาดของสินค้านำเข้าจากไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า HoReCa และซัพพลายเชนโรงแรม
           2.    โอกาสด้านการลงทุนและความร่วมมือในอุตสาหกรรมโรงแรม: การขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคโรงแรมระดับลักชัวรีเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินเดียผ่านการลงทุนโดยตรง การร่วมทุน (joint venture) หรือความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งในด้านการพัฒนาโรงแรม การบริหารจัดการ รวมถึงการส่งออกบริการ (service export) เช่น สปา และอาหารไทย
            3.    ข้อจำกัดด้านราคาและพฤติกรรมผู้บริโภค: แม้ว่ากลุ่มโรงแรมลักชัวรีจะมีศักยภาพในการใช้สินค้าและบริการระดับพรีเมียม แต่ตลาดอินเดียโดยรวมยังคงมีความอ่อนไหวต่อราคา (high price sensitivity) ผู้ซื้อจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเป็นหลัก ส่งผลให้สินค้าจากไทยซึ่งมักมีต้นทุนสูงกว่า อาจเผชิญความท้าทายในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตภายในประเทศที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ
ข้อคิดเห็น
            1. อินเดียกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของโครงการโรงแรมระดับลักชัวรีในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ด้านการท่องเที่ยวระดับพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่ง และการเติบโตของการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการบริการจึงเร่งขยายการลงทุนอย่างเชิงรุก ครอบคลุมทั้งเมืองมหานคร แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน และตลาดเกิดใหม่ สะท้อนถึงการปรับยุทธศาสตร์ไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการระดับไฮเอนด์อย่างชัดเจน
           2.ในปี 2568 ธุรกิจ HORECA  อินเดียมีการนำเข้าสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมและบริการ อาทิ สบู่ เครื่องสำอาง แชมพู อุปกรณ์ทำความสะอาด และของใช้ส่วนบุคคล รวมมูลค่า 451.07 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า และในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 32.46 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 4.77% สะท้อนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในภาคการบริการ ทั้งนี้ ประเทศคู่ค้าหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 9 มีมูลค่า 8.04 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่า 0.36 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวเล็กน้อย -4.36% โดยสินค้าสำคัญของไทย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและความงาม สบู่ และแชมพู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสินค้าไทยยังมีศักยภาพในกลุ่มพรีเมียมและสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ตลาดที่มีความท้าทายนั้นยังส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการแข่งขันด้านราคาและผู้ผลิตภายในประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสจากการเติบโตของธุรกิจโรงแรมเจาะตลาดอินเดีย โดยมุ่งเน้นตลาด HORECA ด้วยการวางตำแหน่งสินค้าเป็นสินค้าคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ไทย สร้างความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่น ใช้แพลตฟอร์ม B2B เพื่อขยายตลาด และพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับโรงแรม เช่น เทศกาลอาหารไทยและความร่วมมือกับเชฟ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นอุปสงค์ในระยะยาว


ที่มา: 1 https://hospitalitycareerprofile.com/surge-in-luxury-hotel-signings-india-hospitality-growth-2026
2.https://www.whalesbook.com/news/English/tourism/India-Luxury-Hotels-Surge-Demand-Fuels-Massive-Expansion/69c74a1063d6db8f4b59a961
 

Share :
Instagram