

1 โปรตีนที่เน้นเรื่องความสมดุลและการแปรรูปน้อยลง
แม้กระแสการบริโภคโปรตีนจะยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องในปี 2569 แต่แนวโน้มของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการบริโภคโปรตีนแบบสุดโต่งไปสู่การเลือกรับประทานอย่างสมดุลและพอดีมากขึ้น ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับแหล่งโปรตีนที่สะอาด เป็นธรรมชาติ และผ่านการแปรรูปน้อย แทนอาหาร Plant-Based ที่ผ่านกระบวนการผลิตซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทางเลือกอย่างเบอร์เกอร์หรือไส้กรอกจากพืชยังพบเห็นได้ในร้านค้าที่จำหน่าย แต่จะอยู่ควบคู่กับอาหารแนว whole foods ที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น
2 ใยอาหาร (Fiber) จะได้รับความสนใจมากขึ้น
ในปี 2569 “ใยอาหาร” (Fiber) จะกลายเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ได้รับความสนใจมากขึ้นควบคู่กับโปรตีน เนื่องจากผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพระบบย่อยอาหาร การควบคุมน้ำหนัก และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีใยอาหารสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในตลาดอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าใยอาหารจะกลายเป็นสารอาหารหลักที่ผู้บริโภคเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายในกระแสสุขภาพยุคใหม่และในระยะยาว ใยอาหารอาจมีบทบาทสำคัญในการช่วยปกป้องสุขภาพจากความเสี่ยงใหม่ ๆ เช่น ผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อร่างกายมนุษย์อีกด้วย
3. อาหารจากพืชเชิงฟังก์ชันและขนมเพื่อสุขภาพจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น
ในปี 2569 เทรนด์อาหารจะมุ่งเน้นไปที่ “อาหารเชิงฟังก์ชัน” (Functional Foods) ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารจากพืชที่ช่วยเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เช่น เห็ดเชิงฟังก์ชัน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากความตระหนักของผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณประโยชน์ด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ อาหารที่ดีต่อสุขภาพลำไส้ (Gut-Friendly Foods) เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์ กิมจิ และซาวเคราท์ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ตลาดขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพก็เติบโตมากขึ้น โดยผู้บริโภคมองหาของว่างที่ให้ทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ขนมโปรตีนสูง ขนมใยอาหารสูง และผลิตภัณฑ์โฮลเกรน ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการเลือกรับประทานอาหารที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้นในชีวิตประจำวัน
4. ไข่และชีสวีแกนจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตลาดไข่และชีสวีแกนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปัญหาราคาไข่ที่สูงขึ้น การระบาดของไข้หวัดนก และความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ ทำให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตหันมาสนใจผลิตภัณฑ์จากพืชมากขึ้น
ไข่จากพืช (Plant-Based Egg) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะมีความเสถียรด้านห่วงโซ่อุปทานมากกว่า และถูกพัฒนาให้มีรสชาติและการใช้งานใกล้เคียงไข่จริง ขณะเดียวกัน ตลาดชีสวีแกนก็เติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะชีสวีแกนแบบงานฝีมือที่เน้นคุณภาพ รสชาติ และประสบการณ์ใกล้เคียงชีสแบบดั้งเดิมมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเปิดรับผลิตภัณฑ์ Plant-Based ที่มีคุณภาพสูงและตอบโจทย์ทั้งรสชาติและความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อย ๆ
5. ร้านอาหารวีแกนจะเน้นการสร้างสรรค์เมนูใหม่ ๆ และการร่วมมือกันมากขึ้น
แม้อุตสาหกรรมร้านอาหารวีแกนจะเผชิญความท้าทายจากต้นทุนที่สูงขึ้น กำไรที่ลดลง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนตัวลงในช่วงวิกฤตค่าครองชีพ แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังคงปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยความร่วมมือ” ระหว่างแบรนด์และร้านอาหารกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนและขยายฐานลูกค้า
ผู้เชี่ยวชาญในวงการมองว่า ธุรกิจร้านอาหารวีแกนไม่ได้กำลังหายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การสร้างชุมชน ความแตกต่าง และประสบการณ์ที่โดดเด่นมากขึ้น ร้านอาหารที่สามารถปรับตัวและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จะมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต
6. เทรนด์รสชาติอาหารจากทั่วโลกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ
ในปี 2569 อาหารนานาชาติ โดยเฉพาะอาหารเกาหลี ตะวันออกกลาง และเมดิเตอร์เรเนียน จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในตลาดอาหารวีแกนและ Plant-Based โดยกระแส K-pop และวัฒนธรรมเกาหลีช่วยผลักดันความนิยมของเมนูเกาหลีจากพืช เช่น บูลโกกิ มันดู และไก่เกาหลีวีแกน กำลังเติบโตในตลาดอเมริกาเหนือ
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไม่ได้มองหารสชาติระดับโลกเฉพาะในร้านอาหาร แต่ยังนิยมซื้ออาหารพร้อมรับประทานและวัตถุดิบมาปรุงเองที่บ้านมากขึ้น ทำให้อาหารแช่แข็งและผลิตภัณฑ์ Plant-Based ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารนานาชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ รสชาติจากตะวันออกกลาง เช่น ฮาริสซา ซาอาตาร์ ซูมัค ทับทิม และพิสตาชิโอ ก็กำลังกลายเป็นเทรนด์สำคัญ เพราะให้รสชาติที่แปลกใหม่ แต่ยังเข้าถึงง่ายและสามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย ทั้งในของว่าง อาหารจานหลัก ซอส และเครื่องดื่ม สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคยุคใหม่เปิดรับประสบการณ์ด้านรสชาติที่หลากหลายและมีความเป็นสากลมากขึ้น
7. จะมีอาหารวีแกนที่ออกแบบสำหรับผู้ใช้ GLP-1 มากขึ้น
ในปี 2026 ตลาดอาหารวีแกนและ Plant-Based จะเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ยากลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic มากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารและความต้องการทางโภชนาการเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการมองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง รับประทานง่าย และเหมาะกับความอยากอาหารที่ลดลง
ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเริ่มออกสินค้าเฉพาะทาง เช่น เครื่องดื่มโปรตีนสูง และขนมเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ GLP-1 สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารกำลังปรับตัวตามเทรนด์สุขภาพใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้าและการตลาดให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้มากขึ้น
ความเห็น สคต.
จากเทรนด์อาหารข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดอาหารในแคนาดากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญทั้งเรื่องสุขภาพ รสชาติ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการอาหารไทยในการพัฒนาสินค้าและเมนูใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นการขายอาหารเพียวอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญไปสู่การขายประสบการณ์ ร่วมกับสุขภาพและความยั่งยืน โดยใช้จุดแข็งคือรสชาติไทยผสมผสานกับเทรนด์อาหารโลก เช่น อาหารจากพืช อาหารเฉพาะบุคคล เพื่อสามารถแข่งขันในตลาดอาหารได้อย่างมั่นคงและและยั่งยืนท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุนและสถานการณ์โลกที่ผันผวน
ที่มา https://vegnews.com/vegan-food-trends-2026