
แอฟริกาใต้กำลังเผชิญแรงกดดันด้านราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศมากขึ้น โดยข้อมูลจาก Fuels Industry Association of South Africa (FIASA) ระบุว่า ปัจจุบันประมาณร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดีเซลของแอฟริกาใต้มาจากตะวันออกกลาง (เมื่อสองปีที่ผ่านมา นำเข้าประมาณร้อยละ 66.6) โดยแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ โอมาน บาห์เรน และคูเวต
สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังตลาดโลกหยุดชะงัก และทำให้ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้า เช่น แอฟริกาใต้ มีความเปราะบางด้านพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ มาตรการภาษีของอินเดียยังซ้ำเติมสถานการณ์ โดยอินเดียได้ประกาศเก็บภาษีส่งออกน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เพื่อรักษาอุปทานภายในประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าน้ำมันดีเซลของแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้นประมาณ 3.90 แรนด์ต่อลิตร ขณะนี้ อินเดียยังไม่เพิ่มภาษีพิเศษกับน้ำมันเบนซิน
ในด้านอุปทานภายในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันของแอฟริกาใต้มีข้อจำกัดอย่างมาก โดยปัจจุบันมีโรงกลั่นที่ยังดำเนินการอยู่เพียง 2 แห่ง ได้แก่ Astron ซึ่งอยู่ระหว่างปิดซ่อมบำรุง และ Natref ซึ่งผลิตเฉพาะน้ำมันอากาศยาน ส่งผลให้กำลังการกลั่นน้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับ 785,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2562 เหลือเพียง 385,000 บาร์เรลต่อวันในปีที่ผ่านมา และทำให้แอฟริกาใต้ต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันถึงร้อยละ 70 ของความต้องการทั้งหมด ทั้งนี้ ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง โดยเฉพาะราคาพาราฟินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในครัวเรือน มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ : ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้แอฟริกาใต้เผชิญปัญหาอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแอฟริกาใต้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง
เครดิตภาพและที่มาข่าว www.scrolla.africa
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงพริทอเรีย
เมษายน 2569