
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มอีก 25% ต่อสินค้าจากอินเดีย ส่งผลให้อัตราภาษีรวมปรับสูงขึ้นเป็น 50% ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงที่สุดที่สหรัฐฯ เคยกำหนดใช้ สร้างความกังวลอย่างมากต่อรัฐบาลอินเดีย มาตรการดังกล่าวมีผลเชื่อมโยงกับการที่อินเดียยังคงนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย รวมถึงบทบาทของอินเดียในกลุ่ม BRICS ที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการสร้างความท้าทายในเวทีระหว่างประเทศ

ในปี 2567 สหรัฐอเมริกาและอินเดียมีมูลค่าการค้าระหว่างกันที่ 190 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าต่ออินเดียถึง 45.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกหลักของอินเดียไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ ยาและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (8.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เครื่องมือโทรคมนาคม (6.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และอัญมณี/หินมีค่า (5.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ) การจัดเก็บภาษีครั้งใหม่นี้อาจทำให้การส่งออกของอินเดียที่มีมูลค่ารวม 87 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.5% ของ GDP อินเดีย ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง
โครงสร้างอัตราภาษีและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ หากพิจารณาอัตราภาษีดังกล่าวที่มีการจัดเก็บนั้นจะประกอบด้วยภาษีฐาน และ ภาษีตอบโต้ รวม 25% และภาษีลงโทษเพิ่มเติมอีก 25% รวมเป็น 50% แตกต่างจากกรณีของจีน (30%) และเวียดนาม (20%) โดยอินเดียและบราซิลต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูงที่สุด
• ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก: สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์ประมง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ เหล็ก ผลิตภัณฑ์เกษตร เฟอร์นิเจอร์ และผลิตภัณฑ์นม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ค่อนข้างมีความเปราะบางสูง
• ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ : ยาและผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน และแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งช่วยปกป้องสินค้าส่งออกหลักของอินเดียอย่างยาสามัญ (generic drugs) เนื่องจากสหรัฐฯ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของอินเดียในห่วงโซ่อุปทานยาสามัญราคาประหยัด สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐฯ ได้ถึง 219 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 อินเดียผลิตยาสามัญประมาณ 40-47% ของความต้องการทั้งหมดในสหรัฐฯ และมากถึง 70% สำหรับยาจำเป็นบางประเภท การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลให้อินเดียได้เปรียบทางการแข่งขันเมื่อเทียบกับตลาดผู้ส่งออกรายอื่นๆ เช่น จีนและเวียดนาม ซึ่งยังต้องเผชิญกับอัตราภาษีที่สูง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
มาตรการภาษีนำเข้าใหม่อาจส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงจากระดับ 6.5% เหลือเพียง 6% โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในกลุ่มวิศวกรรมคาดว่าจะหดตัวลงราว 4-5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องหนังมีแนวโน้มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งจากเวียดนามและบังกลาเทศซึ่งเผชิญอัตราภาษีต่ำกว่า นอกจากนี้ ค่าเงินรูปีของอินเดียอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมที่อาจเพิ่มสูงขึ้น
ท่าทีตอบสนองของอินเดีย
รัฐบาลอินเดียระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ “ไม่เป็นธรรมและปราศจากเหตุผล (Unfair and Unjustified)” แต่ในขณะนี้ยังหลีกเลี่ยงการตอบโต้โดยตรง โดยเลือกใช้มาตรการเชิงนโยบายดังต่อไปนี้
• ดำเนินการเจรจาทางการทูตเพื่อจัดทำข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี โดยมีกรอบเวลาแล้วเสร็จภายในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ. 2025
• จัดมาตรการสนับสนุนสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (MSMEs) เช่น การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินอุดหนุน และการลดค่าธรรมเนียมการรับรองมาตรฐาน
• ส่งเสริมการหาตลาดส่งออกใหม่ที่หลากหลายนอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา
• กระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศและส่งเสริมแนวทางพึ่งพาตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก
ข้อมูลเพิ่มเติม
1. มิติภูมิรัฐศาสตร์ : ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเห็นว่ามาตรการภาษีดังกล่าว เป็นการดำเนินเชิงการเมืองมากกว่าการค้าโดยแท้จริง สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการนี้เป็นแรงกดดันต่ออินเดียในประเด็นความสัมพันธ์กับรัสเซีย ทั้งที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังคงมีการค้ากับรัสเซียอยู่เช่นกัน แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะแสดงความเป็นมิตรต่อนายกรัฐมนตรีอินเดีย แต่การดำเนินการครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “การแบล็กเมล์ทางเศรษฐกิจ” เพื่อบีบบังคับให้อินเดียยอมรับข้อเรียกร้องบางประการ
2. กรอบเวลาเจรจา: สหรัฐฯ เปิดช่วงเวลา 21 วันก่อนที่มาตรการเก็บภาษีเพิ่ม 25% จะมีผลบังคับใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจา หากการเจรจาประสบความสำเร็จ อัตราภาษีอาจถูกปรับลดลงเหลือ 15–20% อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรและนมซึ่งเป็นภาคที่มีความอ่อนไหวสูง จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาข้อยุติ ในขณะที่อินเดียกำลังเผชิญการถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 50% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2568 การเจรจารอบที่ 6 ภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าแบบ
ทวิภาคี (Bilateral Trade Agreement: BTA) อาจถูกเลื่อนออกไป เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยต่อสำนักข่าว PTI ว่าคณะผู้แทนจากสหรัฐฯ ซึ่งเดิมมีกำหนดเดินทางมายังอินเดียระหว่างวันที่ 25–29 สิงหาคม เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบถัดไป มีแนวโน้มที่จะเลื่อน ภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 และมีเป้าหมายร่วมกันที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีมากกว่าสองเท่าให้แตะระดับ 500 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 (2030) จากมูลค่าปัจจุบันที่ 191 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1. ความสามารถในการแข่งขันของไทยที่เพิ่มขึ้น:ในภาคส่วนที่อินเดียและไทยมีการแข่งขันโดยตรง (เช่น สิ่งทอ
อัญมณีและเครื่องประดับ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์ประมง) การที่สินค้าอินเดียส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้นจากอัตราภาษีใหม่ จะเปิดโอกาสให้ไทยมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันมากขึ้นในตลาดสหรัฐฯ
2. แรงหนุนต่อสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย: หากการส่งออกสินค้าเกษตรของอินเดียลดลง ไทยจะมีโอกาสเข้ามาทดแทนช่องว่างในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะในหมวดอาหารทะเล ข้าว ผลไม้ อาหารแปรรูป และสินค้าฟรีซแช่แข็ง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยที่มีศักยภาพสูง
3. อำนาจซื้อของอินเดียที่ลดลง: หากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียชะลอลงจาก 6.5% เหลือราว 6% ความต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยอาจอ่อนตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการบริโภค
ข้อคิดเห็น
มาตรการภาษีนำเข้า 50% ของสหรัฐฯ กลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของอินเดีย โดยเฉพาะสิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ และผู้ประกอบการ MSMEs ขณะที่รัฐบาลอินเดียยืนยันว่าจะ “ดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ชาติ เกษตรกร และอุตสาหกรรม” ควบคู่กับการรักษาจุดยืนไม่เปิดตลาดเกษตร/นมในแบบที่กระทบผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมเร่งมาตรการบรรเทาผลกระทบแบบรายสาขาและส่งเสริมตลาดส่งออกทางเลือก แทนการตอบโต้โดยตรงทันที ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียใช้เวลาก่อน 27 ส.ค. 2568 เป็น “หน้าต่างเจรจา” ควบคู่การชะลอแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ และการคงท่าที “ข้อตกลงต้องมีความสมดุล” ในการเร่งปิดดีลการค้าแบบทวิภาคี สำหรับด้านโครงสร้างภาษี สินค้าเภสัชภัณฑ์และโทรศัพท์มือถือยังได้รับการยกเว้น ทำให้ห่วงโซ่เวชภัณฑ์ยาและอิเล็กทรอนิกส์ยังคงเดินหน้าส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ ขณะที่กลุ่มสิ่งทอและอัญมณีเสี่ยงสูงขึ้นต่อการสูญเสียความสามารถแข่งขัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของอินเดียที่เน้นพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศและเร่งยกระดับศักยภาพการผลิต เพื่อชดเชยผลกระทบต่อการเติบโตในปี 2025–26 (คาดว่าจะลดลงได้ประมาณ 0.4%) ทั้งนี้ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเป็นช่วงชี้ขาดว่ามาตรการภาษีจะยืดเยื้อหรือผ่อนคลายลงผ่านการเจรจา โดยไทยควรใช้โอกาสจากมาตรการทางภาษีต่อการยกเว้นกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพเช่น ยา ในการเชื่อมห่วงโซ่กับผู้ผลิตอินเดีย และพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านบรรจุภัณฑ์–อุปกรณ์การแพทย์–R&D เพื่อบุกตลาดที่มีฐานมูลค่าเพิ่มสูง ขณะเดียวกันติดตามความเสี่ยงอุปสงค์นำเข้าจากอินเดียที่อาจอ่อนตัวลงหากการเติบโตชะลอจริง
ที่มา: 1. https://cleartax.in/s/us-tariff-on-india
2.https://timesofindia.indiatimes.com/business/india-business/india-us-trade-deal-us-team-cancels-august-visit-50-trump-tariffs-to-take-effect-from-august-27/articleshow/123337006.cms