fb
รัฐบาลเวียดนามเร่งปฏิรูประบบอัตราค่าไฟฟ้า เตรียมทดสอบโครงสร้างใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
โดย
Tran
ลงเมื่อ 17 ตุลาคม 2568 18:43
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
54

เนื้อข่าว 

ตามนโยบายและทิศทางของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity Group: EVN) ได้ดำเนินโครงการการพัฒนาระบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบ (Two-Component Electricity Pricing System) ซึ่งประกอบด้วย อัตราค่ากำลังไฟฟ้า (Capacity Charge) และอัตราค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) พร้อมจัดทำแผนการดำเนินงานในภาคพลังงานไฟฟ้าของประเทศอย่างครบถ้วน โดยขณะนี้ได้เสนอให้กระทรวงฯ พิจารณาอนุมัติเพื่อเริ่มดำเนินการทดลองคำนวณในรูปแบบจำลองเอกสาร (Paper-based Simulation) ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป การทดลองดังกล่าวมุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อเดือน ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้าโดยตรงจากหน่วยงานในสังกัดของการไฟฟ้าเวียดนาม โดยการจำลองนี้จะใช้ข้อมูลการใช้ไฟฟ้าจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการนำระบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบมาใช้จริงตามมาตรา 50 ของกฎหมายว่าด้วยไฟฟ้าที่แก้ไขเพิ่มเติมของเวียดนาม พ.ศ. 2567 (Article 50 of the Amended Law on Electricity of the Socialist Republic of Viet Nam, 2024)

image.png

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค่อย ๆ ทดแทนโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบส่วนประกอบเดียวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และระดับความพร้อมของผู้ใช้ไฟฟ้าต่อการเปลี่ยนผ่านรูปแบบราคา ทั้งนี้ โครงสร้างใหม่นี้ประกอบด้วยสององค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) อัตราค่ากำลังไฟฟ้า (Capacity Charge) ซึ่งสะท้อนต้นทุนคงที่ของระบบไฟฟ้า เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบจำหน่าย โดยคำนวณจากค่ากำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ผู้ใช้ไฟฟ้าใช้ในแต่ละเดือน (Pmax) และ (2) อัตราค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) ซึ่งสะท้อนต้นทุนผันแปรจากการใช้ไฟฟ้าจริงในแต่ละรอบบิล ครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านการผลิต การส่ง และการจำหน่าย โดยทั้งสององค์ประกอบนี้จะถูกรวมเป็นค่าไฟฟ้าสุทธิที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องชำระในแต่ละงวด

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ปรับปรุงการบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด (Peak Demand) และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม ผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถบริหารกำลังการใช้สูงสุด (Pmax) ให้ลดลงได้ แม้ว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมจะเท่าเดิมจะได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลง ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าในช่วงพีค ลดต้นทุนการลงทุนระยะยาว และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่สำคัญในเส้นทางพัฒนาตลาดไฟฟ้าแบบค้าปลีกเชิงแข่งขัน (Competitive Retail Electricity Market) ของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของระบบไฟฟ้าอย่างโปร่งใส ทั้งในส่วนของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้บริโภคใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นกลไกเชิงนโยบายสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการตามพันธกรณีของเวียดนามภายใต้โครงการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition Partnership: JETP) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

ในระยะทดลองปี 2568 การไฟฟ้าเวียดนามและหน่วยงานในเครือจะดำเนินการคำนวณค่าบริการไฟฟ้าในรูปแบบจำลอง โดยใช้สูตรอัตราค่ากำลังไฟฟ้า (Capacity Charge = Cp × Pmax) ซึ่งสะท้อนต้นทุนคงที่ของระบบไฟฟ้า และสูตรอัตราค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge = Ca × Ap) ซึ่งสะท้อนต้นทุนผันแปรจากการผลิต การส่ง และการจำหน่าย พร้อมจัดทำการเปรียบเทียบกับบิลค่าไฟฟ้าแบบส่วนประกอบเดียว เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถประเมินผลกระทบและให้ข้อเสนอแนะก่อนการนำไปใช้จริง การทดลองดังกล่าวยังเป็นโอกาสสำคัญในการปรับปรุงสูตรคำนวณระบบวัดพลังงาน (Metering Infrastructure) และระบบบริหารจัดการข้อมูลของการไฟฟ้าเวียดนาม ตลอดจนทดสอบระดับความพร้อมของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไฟฟ้าของเวียดนามให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 14 ตุลาคม 2568)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ภายใต้แนวนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม และตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 50 แห่งกฎหมายว่าด้วยไฟฟ้า (Law on Electricity) ที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity: EVN) ได้เสนอแนวทางการนำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบ (Two-Component Electricity Pricing System) มาทดลองใช้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการผลิต การส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบดังกล่าวประกอบด้วย ค่ากำลังไฟฟ้า (Capacity Charge) ซึ่งสะท้อนต้นทุนคงที่ในการจัดหาและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Charge) ซึ่งสะท้อนต้นทุนผันแปรจากการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ระบบนี้เป็นแนวทางที่หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา จีน ไทย และอินโดนีเซีย นำมาใช้ในการพัฒนาตลาดไฟฟ้าที่มีการแข่งขันเสรี โดยมุ่งให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของระบบ

ในอดีต เวียดนามใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ที่คำนวณจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าเป็นหน่วยกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งแม้จะอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บรายได้ แต่ไม่สามารถสะท้อนต้นทุนเชิงโครงสร้างของระบบไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีความผันผวนสูง จำเป็นต้องมีการสำรองกำลังผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ ซึ่งต้นทุนดังกล่าวไม่ได้ถูกรวมอยู่ในอัตราค่าไฟที่เรียกเก็บจริง จึงก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ไฟที่มีรูปแบบการใช้คงที่กับผู้ใช้ไฟที่มีระดับการใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุดแตกต่างกัน การนำระบบสองส่วนประกอบมาใช้จึงเป็นการยกระดับโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเหมาะสม และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตามแนวทางที่การไฟฟ้าเวียดนามเสนอ การทดลองนำร่องจะเริ่มจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีการใช้ไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อเดือน โดยจะดำเนินการในลักษณะการคำนวณจำลอง (Simulation) โดยยังไม่เรียกเก็บเงินจริง เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนการผลิต พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และเสถียรภาพของระบบในภาพรวม ข้อมูลที่ได้จากการทดลองจะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดทำสูตรคำนวณราคาที่เหมาะสมก่อนพิจารณาขยายผลสู่กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอื่นในระยะต่อไป

การปรับโครงสร้างดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาไฟฟ้าแห่งชาติฉบับที่ 8 (Power Development Plan VIII: PDP8) และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหมายเลข 63/QĐ-TTg ปี 2566 ที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างตลาดไฟฟ้าให้มีการแข่งขัน โปร่งใส และมีเสถียรภาพทางพลังงานระยะยาว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีฮานอย (Hanoi University of Science and Technology) ได้ประมาณการว่า หากลูกค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพียงร้อยละ 20 สามารถลดภาระโหลดสูงสุด (Peak Load) ลงได้ร้อยละ 10 ระบบไฟฟ้าทั้งประเทศจะประหยัดพลังงานได้กว่า 1,200 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 900,000 ตันต่อปี

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบอัตราค่าไฟฟ้าในลักษณะนี้ยังเผชิญข้อกังวลด้านความเป็นธรรม โดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บส่วนค่ากำลังไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ในระยะเริ่มต้น รัฐบาลเวียดนามจึงมีแนวโน้มจำกัดการใช้โครงสร้างดังกล่าวเฉพาะกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม เพื่อประเมินผลกระทบและเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบวัดไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Metering System) และ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการใช้ไฟฟ้า (Electricity Data Management System) ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขยายระบบอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบให้ครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต

ในเชิงเศรษฐกิจ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อการลงทุนของรัฐในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเวียดนามในระยะยาว อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) และการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ตามพันธกรณีของเวียดนามในเวทีนานาชาติ

การนำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบมาทดลองใช้ในปี 2568 ถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูประบบพลังงานของเวียดนาม ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การค้า และสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากดำเนินการอย่างรอบคอบและได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ระบบดังกล่าวจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนา ตลาดไฟฟ้าที่มีการแข่งขันและยั่งยืนและเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การทดลองโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบสองส่วนประกอบในเวียดนามจะส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่มีฐานการผลิตหรือการลงทุนในเวียดนามอย่างชัดเจน ระบบราคานี้สะท้อนต้นทุนจริงของการผลิต การส่ง และการจำหน่ายไฟฟ้า ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระโหลดสูงสุด (Peak Load) และควบคุมต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก การปรับตัวในระยะเริ่มต้นจะช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานในเวียดนาม ที่ประสบปัญหาเรื่องอัตราค่าไฟฟ้าในอดีตซึ่งมักไม่สะท้อนต้นทุนการผลิตและการส่งไฟฟ้าอย่างครบถ้วน ทำให้ค่าไฟฟ้าไม่สะท้อนต้นทุนจริงของระบบและสร้างความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีรูปแบบการใช้ต่างกัน การนำโครงสร้างราคาแบบสองส่วนประกอบจึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงาน (Energy Management Solutions) เช่น ระบบวัดไฟอัจฉริยะ (Smart Metering System) การวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน และแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์บริหารจัดการโหลดไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารจัดการระบบไฟฟ้ารวม ลดความจำเป็นในการลงทุนขยายกำลังผลิตในช่วงพีค และสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า 

                   นอกจากนี้โครงสร้างราคาสองส่วนประกอบยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การให้บริการวิเคราะห์พลังงานเชิงพาณิชย์และโซลูชันสำหรับภาคอุตสาหกรรม ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สร้างรายได้ใหม่ และสนับสนุนการปรับตัวของตลาดไฟฟ้าเวียดนามสู่ระบบแข่งขันเสรี (Competitive Retail Electricity Market) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ การนำโครงสร้างราคาใหม่มาประยุกต์ใช้ยังช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าโดยรวม และสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ เช่น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในระยะยาว

News 13 - 17 October - two-component pricing model-Edit.pdf
Share :
Instagram