
เนื้อหาสาระข่าว: แม้ผู้บริโภคจะสนใจเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจค้าปลีกเป็นอันดับแรก ตามผลการศึกษาล่าสุดของ AlixPartners
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปี 2026 ของบริษัทที่ปรึกษาที่ทำการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐฯ มากกว่า 9,000 คน โดยศึกษาว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่ พฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และความคาดหวังด้านความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้น กำลังส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในธุรกิจค้าปลีกอย่างไร
ปัจจุบันผู้บริโภคร้อยละ 10 เริ่มต้นค้นหาสินค้าผ่าน AI โดยสัดส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ 14 ในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ความสนใจในเทคโนโลยีเพื่อการซื้อสินค้ายังเด่นชัดในกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไปร้อยละ 68 มองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความสำคัญ เทียบกับร้อยละ 53 ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนผู้บริโภค Gen Z ร้อยละ 28 มองว่าเทคโนโลยีการซื้อสินค้าที่มีนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
โซเนีย ลาพินสกี หัวหน้าระดับโลกด้านแฟชั่น และหุ้นส่วนพร้อมกรรมการผู้จัดการของ AlixPartners กล่าวว่า “AI กำลังเริ่มเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า แม้ผู้บริโภคยังไม่พร้อมให้ AI ตัดสินใจซื้อสินค้าแทนก็ตาม” และเสริมอีกว่า “ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้น และเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ ผู้ประกอบการที่รอจนการซื้อสินค้าผ่าน AI กลายเป็นเรื่องปกติ อาจเสี่ยงต่อการตามหลังคู่แข่ง”
แม้ผู้บริโภคจะสนใจเครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น แต่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีความสำคัญ ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 87 ให้ความสำคัญกับการมีสินค้าวางจำหน่ายอยู่จริง มีร้อยละ 84 ที่ต้องการร้านค้าที่เป็นระเบียบและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก และร้อยละ 81 ต้องการให้มีพนักงานในร้านค้าที่พร้อมบริการ เทียบกับผู้บริโภคร้อยละ 57 เท่านั้น ที่มองว่าเทคโนโลยีการซื้อสินค้าที่มีนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญ
รายงานยังชี้ว่า ผู้ค้าปลีกเครื่องแต่งกายกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการแสดงให้เห็นว่าสินค้ามีความคุ้มค่า ข้อมูลของ AlixPartners ชี้ว่า ราคาปกติของเสื้อผ้าสตรีที่ร้านค้าประกาศขายปรับขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 ในช่วงสองปีจนถึงเดือนสิงหาคม 2026 ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคร้อยละ 88 เห็นว่าการกำหนดราคาที่โปร่งใสนั้นสำคัญ
การซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็มีพัฒนาการเช่นกัน แม้ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 81 เคยซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2026 แต่ผู้บริโภคที่เริ่มค้นหาหรือพบสินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น การใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อโปรโมตสินค้ามีความสำคัญน้อยลงในสายตาลูกค้าร้านค้าปลีกเฉพาะทาง โดยลดลงถึงหนึ่งในสามจากปีก่อน ในขณะที่ความร่วมมือระหว่างแบรนด์กลับได้รับความสนใจมากขึ้น
ท้ายที่สุด หน้าร้านยังคงสำคัญ เพราะลูกค้าไม่ได้เข้าไปเพียงเพื่อซื้อสินค้า แต่ยังต้องการสัมผัสประสบการณ์กับแบรนด์ด้วย ร้านค้าปลีกอย่าง Coach, Ralph Lauren และ Dick’s Sporting Goods จึงลงทุนทำคาเฟ่ เปิดบริการปรับแต่งสินค้า และจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองหรือมีส่วนร่วม AlixPartners รายงานว่า จำนวนสินค้าเฉลี่ยที่ลูกค้าซื้อต่อครั้ง (basket-size) ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 8 ที่ Coach ร้อยละ 7 ที่ Ralph Lauren และร้อยละ 3 ที่ Dick’s Sporting Goods (คำว่า Basket size ตามศัพท์ค้าปลีกหมายถึงจำนวนสินค้าเฉลี่ยต่อการซื้อหนึ่งครั้ง แต่คำอธิบายกราฟของ AlixPartners ระบุว่าลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้นต่อครั้ง)
บทวิเคราะห์: จากข้อมูลที่ผู้เขียนหยิบยกมาในบทความนี้ เชื่อว่าคงช่วยให้บรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกที่ยังจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้า คงจะค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นได้บ้างว่า ผู้บริโภคก็ยังต้องการมาเดินจับจ่ายในร้านอยู่ดี แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ชี้ว่า เขายังมาเดินที่ร้านอยู่นั้นก็ด้วยแรงจูงใจใหม่ๆ ด้วย พัฒนาการภายในร้าน การจัดรายการใหม่ๆ ร่วมกับแบรนด์สินค้าที่จำหน่ายในร้าน และกลยุทธการตลาดที่ให้ความรู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่อยู่เสมอนั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
จากบทความตั้งต้นฉบับนี้ เมื่อสืบค้นต่อไป ก็พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้บริโภคสหรัฐฯ จากงานวิจัยตลาดที่ AlixPartner รายงานและเผยแพร่บนเว็บไซต์ก็ยังมีอีกหลายประเด็น จึงขอนำมาเพิ่มเติมดังนี้
ภาพรวมตลาดและการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม 2026 ต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 11 แม้ความตั้งใจใช้จ่ายยังเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและปานกลางพยายามประหยัดด้วยการเลือกสินค้าราคาต่ำลง ซื้อของน้อยชิ้นลง และพึ่งบัตรเครดิตกับบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังมากขึ้น
ผลสำรวจช่วงเทศกาลปลายปีพบว่าผู้บริโภคมากกว่าครึ่งรู้สึกไม่มั่นใจ และร้อยละ 37 วางแผนลดการใช้จ่าย ขณะที่ผู้ใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังตั้งใจใช้บริการนี้มากขึ้นมากกว่าหนึ่งในสาม
บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการเลือกซื้อสินค้า
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: รายงานฉบับนี้มีการสำรวจผู้บริโภคมากกว่า 9,000 คน ครอบคลุมผู้ค้าปลีก 140 รายและสินค้า 9 กลุ่ม พร้อมแยกผลตามช่วงวัย กรอบวิเคราะห์ประกอบด้วยการเข้าถึง ประสบการณ์ ราคา สินค้า และบริการ โดยผลการวิจัยน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ในการวางแผนเจาะหรือขยายตลาดสหรัฐฯ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ประเด็นต่างๆ ที่จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นเพียงการจับประเด็นของผลจากรายงานมาไล่เรียงว่าผู้ผลิตสินค้าไทยอาจมีโอกาสปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง ดังนี้
*********************************************************
ที่มา: FASHION Network
เรื่อง: “US consumers prioritize retail basics over AI shopping: AlixPartners”
โดย: Jennifer Braun
สคต. ไมอามี /วันที่ 22 ตุลาคม 2569