fb
ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังพอใจจะจับจ่ายแบบดั้งเดิมมากกว่าใช้ AI
โดย
Worawut
ลงเมื่อ 23 ตุลาคม 2569 12:31
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
2

เนื้อหาสาระข่าว: แม้ผู้บริโภคจะสนใจเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจค้าปลีกเป็นอันดับแรก ตามผลการศึกษาล่าสุดของ AlixPartners

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปี 2026 ของบริษัทที่ปรึกษาที่ทำการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐฯ มากกว่า 9,000 คน โดยศึกษาว่าเทคโนโลยีเกิดใหม่ พฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และความคาดหวังด้านความคุ้มค่าที่เพิ่มขึ้น กำลังส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อในธุรกิจค้าปลีกอย่างไร

ปัจจุบันผู้บริโภคร้อยละ 10 เริ่มต้นค้นหาสินค้าผ่าน AI โดยสัดส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ 14 ในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล ความสนใจในเทคโนโลยีเพื่อการซื้อสินค้ายังเด่นชัดในกลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีขึ้นไปร้อยละ 68 มองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความสำคัญ เทียบกับร้อยละ 53 ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 45,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนผู้บริโภค Gen Z ร้อยละ 28 มองว่าเทคโนโลยีการซื้อสินค้าที่มีนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

โซเนีย ลาพินสกี หัวหน้าระดับโลกด้านแฟชั่น และหุ้นส่วนพร้อมกรรมการผู้จัดการของ AlixPartners กล่าวว่า “AI กำลังเริ่มเปลี่ยนวิธีที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้า แม้ผู้บริโภคยังไม่พร้อมให้ AI ตัดสินใจซื้อสินค้าแทนก็ตาม” และเสริมอีกว่า “ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้น และเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่ตอนนี้ ผู้ประกอบการที่รอจนการซื้อสินค้าผ่าน AI กลายเป็นเรื่องปกติ อาจเสี่ยงต่อการตามหลังคู่แข่ง”

แม้ผู้บริโภคจะสนใจเครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น แต่ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงมีความสำคัญ ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 87 ให้ความสำคัญกับการมีสินค้าวางจำหน่ายอยู่จริง มีร้อยละ 84 ที่ต้องการร้านค้าที่เป็นระเบียบและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก และร้อยละ 81 ต้องการให้มีพนักงานในร้านค้าที่พร้อมบริการ เทียบกับผู้บริโภคร้อยละ 57 เท่านั้น ที่มองว่าเทคโนโลยีการซื้อสินค้าที่มีนวัตกรรมเป็นสิ่งสำคัญ

รายงานยังชี้ว่า ผู้ค้าปลีกเครื่องแต่งกายกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในการแสดงให้เห็นว่าสินค้ามีความคุ้มค่า ข้อมูลของ AlixPartners ชี้ว่า ราคาปกติของเสื้อผ้าสตรีที่ร้านค้าประกาศขายปรับขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15 ในช่วงสองปีจนถึงเดือนสิงหาคม 2026 ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคร้อยละ 88 เห็นว่าการกำหนดราคาที่โปร่งใสนั้นสำคัญ

การซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ก็มีพัฒนาการเช่นกัน แม้ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 81 เคยซื้อสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2026 แต่ผู้บริโภคที่เริ่มค้นหาหรือพบสินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น การใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อโปรโมตสินค้ามีความสำคัญน้อยลงในสายตาลูกค้าร้านค้าปลีกเฉพาะทาง โดยลดลงถึงหนึ่งในสามจากปีก่อน ในขณะที่ความร่วมมือระหว่างแบรนด์กลับได้รับความสนใจมากขึ้น

ท้ายที่สุด หน้าร้านยังคงสำคัญ เพราะลูกค้าไม่ได้เข้าไปเพียงเพื่อซื้อสินค้า แต่ยังต้องการสัมผัสประสบการณ์กับแบรนด์ด้วย ร้านค้าปลีกอย่าง Coach, Ralph Lauren และ Dick’s Sporting Goods จึงลงทุนทำคาเฟ่ เปิดบริการปรับแต่งสินค้า และจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองหรือมีส่วนร่วม AlixPartners รายงานว่า จำนวนสินค้าเฉลี่ยที่ลูกค้าซื้อต่อครั้ง (basket-size) ขยายตัวจากปีก่อนร้อยละ 8 ที่ Coach ร้อยละ 7 ที่ Ralph Lauren และร้อยละ 3 ที่ Dick’s Sporting Goods (คำว่า Basket size ตามศัพท์ค้าปลีกหมายถึงจำนวนสินค้าเฉลี่ยต่อการซื้อหนึ่งครั้ง แต่คำอธิบายกราฟของ AlixPartners ระบุว่าลูกค้าใช้จ่ายมากขึ้นต่อครั้ง)

บทวิเคราะห์: จากข้อมูลที่ผู้เขียนหยิบยกมาในบทความนี้ เชื่อว่าคงช่วยให้บรรดาผู้ประกอบการค้าปลีกที่ยังจำหน่ายสินค้าผ่านร้านค้า คงจะค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นได้บ้างว่า ผู้บริโภคก็ยังต้องการมาเดินจับจ่ายในร้านอยู่ดี แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็ชี้ว่า เขายังมาเดินที่ร้านอยู่นั้นก็ด้วยแรงจูงใจใหม่ๆ ด้วย พัฒนาการภายในร้าน การจัดรายการใหม่ๆ ร่วมกับแบรนด์สินค้าที่จำหน่ายในร้าน และกลยุทธการตลาดที่ให้ความรู้สึกว่ามีอะไรแปลกใหม่อยู่เสมอนั้น เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้

จากบทความตั้งต้นฉบับนี้ เมื่อสืบค้นต่อไป ก็พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้บริโภคสหรัฐฯ จากงานวิจัยตลาดที่ AlixPartner รายงานและเผยแพร่บนเว็บไซต์ก็ยังมีอีกหลายประเด็น จึงขอนำมาเพิ่มเติมดังนี้

  • ภาพรวมตลาดและการใช้จ่ายของผู้บริโภค

    • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม 2026 ต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 11 แม้ความตั้งใจใช้จ่ายยังเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและปานกลางพยายามประหยัดด้วยการเลือกสินค้าราคาต่ำลง ซื้อของน้อยชิ้นลง และพึ่งบัตรเครดิตกับบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังมากขึ้น

    • ผลสำรวจช่วงเทศกาลปลายปีพบว่าผู้บริโภคมากกว่าครึ่งรู้สึกไม่มั่นใจ และร้อยละ 37 วางแผนลดการใช้จ่าย ขณะที่ผู้ใช้บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังตั้งใจใช้บริการนี้มากขึ้นมากกว่าหนึ่งในสาม

  • บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการเลือกซื้อสินค้า

    • ระบบปัญญาประดิษฐ์ใช้ข้อมูลสินค้าเพื่อช่วยค้นหาและเปรียบเทียบสินค้า เช่น คุณสมบัติสินค้า สินค้าคงเหลือ และราคา มากกว่าการดูภาพหรืออ่านข้อความโฆษณา
    • หากข้อมูลสินค้าไม่ครบหรือไม่ชัดเจน สินค้าอาจไม่ปรากฏในผลการค้นหา หรือระบบอาจให้ข้อมูลสินค้าไม่ถูกต้อง
    • ผลกระทบแตกต่างกันตามประเภทสินค้า
      • สินค้าพื้นฐานที่มีลักษณะคล้ายกัน ผู้บริโภคอาจตัดสินใจจากคุณสมบัติและราคา และอาจให้ AI ช่วยเลือก
      • สินค้าหรูหรือสินค้าที่ผู้บริโภคเลือกซื้อด้วยความรู้สึก ยังต้องอาศัยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์
    • ปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมให้ AI ตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแทน ผู้บริโภค Gen X และกลุ่มสูงวัยร้อยละ 51 ให้ความสำคัญกับการได้รับความช่วยเหลือจากพนักงาน เทียบกับร้อยละ 23 ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีช่วยซื้อสินค้า ต่างกัน 28 จุดร้อยละ
    • อย่างไรก็ตาม ความนิยมอาจเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ผู้มีรายได้สูงอาจใช้ AI เป็นผู้ช่วยเลือกสินค้า ส่วนผู้บริโภคทั่วไปอาจใช้ช่วยเปรียบเทียบราคาและตัดสินใจ
  • สิ่งพื้นฐานที่ผู้บริโภคต้องการจากร้านค้า เรียงตามลำดับ
    • การมีสินค้าในสต็อก (87%)
    • ความเป็นระเบียบและเดินเลือกซื้อได้สะดวก (84%)
    • มีพนักงานให้บริการในการซื้อ (81%)
    • มีการนำเทคโนโลยีใหม่ในการซื้อสินค้ามาใช้ (57%) โดยผู้บริโภคให้ความสนใจในเทคโนโลยีที่ช่วยในการซื้อสินค้า ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 13
  • ความสำคัญของร้านค้าจริงและประสบการณ์สำหรับลูกค้า ดังนี้
    • ผู้บริโภคต้องการพื้นที่พบปะและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ร้านค้าจึงอาจทำหน้าที่เป็นพื้นที่สังสรรค์ คล้ายร้านกาแฟ
    • บางส่วนของกลุ่ม Gen Z มองว่าการไปห้างช่วยส่งเสริมสุขภาพจิต
    • ตังอย่างการสร้างประสบการณ์สำหรับลูกค้า ได้แก่ Coach สร้างประสบการณ์ในร้านผ่านร้านกาแฟ Coach Coffee Shops และร้าน Coach Play ซึ่งเปิดให้ลูกค้าตกแต่งกระเป๋า Tabby ด้วยเครื่องประดับ ส่วนร้าน Selfridges ในสหราชอาณาจักรมีสไลเดอร์ขนาดใหญ่รูปไดโนเสาร์
    • โดยรวม ผู้บริโภคร้อยละ 59 ให้ความสำคัญกับการได้ซื้อสินค้าหรือเข้าถึงประสบการณ์ก่อนผู้อื่น โดยในกลุ่มสินค้าหรู เครื่องประดับและของตกแต่ง และร้านค้าเฉพาะทาง ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการได้ซื้อสินค้าหรือเข้าถึงประสบการณ์ก่อนผู้อื่น ยิ่งมีสัดส่วนสูงขึ้นอีก อยู่ที่ร้อยละ 70, 66 และ 61 ตามลำดับ
  • ราคาและคุณภาพสินค้า: ผู้บริโภคร้อยละ 86 ให้ความสำคัญกับการที่คุณภาพเหมาะสมกับราคา ส่วนความสำคัญของการเปิดเผยราคาอย่างชัดเจนและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพเพิ่มขึ้นจากปีก่อน
  • การเลือกวัสดุ: ผู้บริโภคอ่านฉลากวัสดุอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะ Gen Z ที่วิจารณ์สินค้าซึ่งใช้วัสดุราคาถูก แต่ตั้งราคาหรือทำการตลาดเสมือนเป็นสินค้าคุณภาพสูง
  • โพลีเอสเตอร์และความยั่งยืน: ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 โพลีเอสเตอร์มีสัดส่วนแซงหน้าฝ้ายในเสื้อผ้าสตรีที่นำเข้ามาวางขายใหม่ แม้ราคาเสื้อผ้าจะสูงขึ้น ผู้บริโภคก็ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่ใช้วัสดุยั่งยืนมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษในกลุ่มเครื่องประดับและสินค้าหรู
  • การซื้อรองเท้า: ผู้บริโภคที่ซื้อรองเท้าร้อยละ 39 ระบุว่าจะลดจำนวนคู่ที่ซื้อก่อนเปลี่ยนไปซื้อแบรนด์ที่ราคาถูกลง เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพและความทนทาน
  • ต้นทุนการผลิต: ผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นราคาประหยัดเผชิญภาวะขาดแคลนโมโนเอทิลีนไกลคอลจากปัญหาบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาโพลีเอสเตอร์สูงขึ้น ผู้ผลิตจึงต้องพิจารณาทั้งการตั้งราคาและการวางตำแหน่งสินค้า
  • คุณภาพสินค้าหรู: ผู้บริโภคเริ่มวิจารณ์คุณภาพของสินค้าหรูมากขึ้น เช่น ตะเข็บและการเย็บที่ไม่เรียบร้อย รวมถึงการใช้โลหะชุบแทนโลหะแท้ (แบรนด์ Sézane ต้องออกมาประกาศว่าจะลดความถี่ในการออกสินค้าใหม่และจะกลับมาเน้นคุณภาพ หลังได้รับเสียงวิจารณ์เรื่องงานตัดเย็บ)
  • การคืนสินค้า: การเลือกขนาดผิดหรือใส่ไม่พอดีเป็นสาเหตุหลักของการคืนสินค้า โดยผู้บริโภคร้อยละ 42 ระบุเหตุผลนี้ ผู้ซื้อบางรายสั่งเสื้อผ้าหลายขนาดมาลองแล้วส่งคืนขนาดที่ไม่พอดี
  • ความพอดีและขนาดเสื้อผ้า: การลดน้ำหนักอาจทำให้สัดส่วนเอวและสะโพกเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียกล้ามเนื้อ ความสำคัญของความพอดีและขนาดที่สม่ำเสมอในชุดออกกำลังกายจึงเพิ่มจากร้อยละ 29 เป็นร้อยละ 54 ระหว่างปี 2025–2026
  • ความสำคัญของการมีตัวเลือกขนาดที่ครอบคลุม: ความสำคัญของการมีหลายๆ ขนาดให้เลือกลดลงจากร้อยละ 55 เหลือร้อยละ 37 ตั้งแต่ปี 2024 ร้าน H&M, ASOS และ Reformation ลดสินค้าที่มีขนาดใหญ่ลง ขณะที่ Anthropologie เพิ่มสินค้าในกลุ่มนี้ ส่วนบริการแก้ทรงเสื้อผ้ามีความสำคัญเพิ่มขึ้นร้อยละ 29
  • กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะใช้จ่ายเพิ่ม: ผู้บริโภคคาดว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายในปี 2026 เพียงสองหมวด ได้แก่ เครื่องประดับอัญมณี และสินค้าเครื่องประดับแฟชั่น
  • การซื้อผ่าน TikTok Shop: ข้อมูลธุรกรรมบัตรเครดิตที่รายงานอ้างถึงชี้ว่า ยอดธุรกรรมของ TikTok Shop ในภาพรวมค้าปลีกสูงกว่าผู้ค้ารายใหญ่อย่าง Target และ Costco
  • อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์:
    • ในกลุ่มผู้ใช้สื่อสังคมอายุ 18–40 ปี ร้อยละ 64 เคยเลิกติดตามหรือปิดการเห็นโพสต์ของอินฟลูเอนเซอร์ เพราะนำเสนอสินค้าหรูมากเกินไป นอกจากนี้ ผู้บริโภคบางส่วนยังมองว่าเนื้อหาที่ได้รับการสนับสนุนไม่น่าเชื่อถือ
    • ในกลุ่มลูกค้าร้านค้าเฉพาะทาง ความสำคัญของการร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ลดจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 27 หรือลดลง 13 จุดร้อยละ
  • กิจกรรมการร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างแบรนด์สินค้า
    • ความสนใจต่อการร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างแบรนด์เพิ่มจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 31
    • ความสนใจของ Millennials: ความสนใจต่อการร่วมมือระหว่างแบรนด์ในกลุ่มจิวเวลรีและสินค้าหรูเพิ่มจากร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 42
    • ตัวอย่างในรายงานมีทั้งแบรนด์ร่วมกับนักออกแบบหรือศิลปิน และแบรนด์ร่วมกับผู้สร้างเนื้อหา เช่น Sandy Liang กับ Gap, Salomon, Baggu และ Vans; Gap กับ Victoria Beckham; และ Audemars Piguet กับ Swatch
  • การจัดอันดับร้านค้าปลีก
    • ร้านเสื้อผ้า
      • ร้านเสื้อผ้าเฉพาะทางทั่วไป: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Old Navy, Gap, Levi’s, J.Crew และ Express
      • ร้านเสื้อผ้ากลุ่มพรีเมียม: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Ralph Lauren, Banana Republic, Hugo Boss, Brooks Brothers และ Theory
      • ร้านเสื้อผ้ากลุ่มวัยหนุ่มสาว: ห้าอันดับแรก ได้แก่ American Eagle, H&M, Abercrombie & Fitch, Urban Outfitters และ Zara
      • ร้านเสื้อผ้ากลุ่มกีฬา: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Nike, Under Armour, Adidas, Lululemon และ Fabletics
      • ร้านเสื้อผ้ากลุ่มคลาสสิก: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Calvin Klein, Tommy Hilfiger, Ann Taylor, LOFT และ Lands’ End
    • ร้านค้าปลีกอื่นๆ
      • ร้านสินค้ากลางแจ้ง: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Dick’s, The North Face, Bass Pro Shops, Academy Sports & Outdoors และ Columbia
      • ร้านสินค้าหรู: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Louis Vuitton, Gucci, Chanel, Dior และ Versace
      • ร้านค้าทั่วไปและร้านสมาชิก: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Walmart, Amazon, Target, Costco และ Sam’s Club
      • ร้านราคาพิเศษ: ห้าอันดับแรก ได้แก่ T.J. Maxx, Marshalls, Ross, Burlington และ Nordstrom Rack
      • ร้านรองเท้าแฟชั่น: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Timberland, Vans, Crocs, UGG และ Birkenstock
      • ร้านรองเท้าหลายแบรนด์: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Foot Locker, Dick’s, Famous Footwear, DSW และ Shoe Carnival
      • ร้านจิวเวลรี: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Tiffany & Co., Kay, Zales, Jared และ Cartier
      • ร้านเครื่องประดับและของตกแต่ง: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Coach, Michael Kors, Pandora, Kate Spade และ Kendra Scott
      • ห้างสรรพสินค้า: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Macy’s, Kohl’s, JCPenney, Nordstrom และ Dillard’s
      • ร้านรองเท้ากีฬา: ห้าอันดับแรก ได้แก่ Nike, Skechers, Adidas, New Balance และ Reebok โดยรายงานระบุด้วยว่าอันดับของหลายแบรนด์เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน
  • พัฒนาการของสินค้าและประสบการณ์สำหรับผู้บริโภคในร้านค้า
    • Coach: กระเป๋า Tabby ของ Coach ซึ่งนำรูปทรงจากสินค้าในอดีตกลับมาปรับใหม่ มียอดขายแบรนด์เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 25
    • Fabletics: สมาชิก VIP สร้างรายได้ประมาณร้อยละ 95 ของแบรนด์ และ Fabletics มีแผนเปิดร้านเพิ่มอีก 40 แห่งในปี 2026
    • Urban Outfitters: Urban Outfitters ขยับขึ้น 4 อันดับและกลับมาเติบโต โดยมีร้านนั่งพักที่ทำร่วมกับ Nike รวมถึงแพลตฟอร์มเสื้อผ้ามือสองและเสื้อผ้าที่นำมาปรับปรุงใหม่
    • Ralph Lauren และ Macy’s: Ralph Lauren มีรายได้เกิน 8,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ส่วน Macy’s ได้อันดับหนึ่งในกลุ่มห้างสรรพสินค้า แม้ยังปิดสาขาบางแห่ง
  • ความพอใจของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ
    • Millennials: สนใจบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยค้นหา ตลาดสินค้ามือสอง แบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ และห้างสรรพสินค้า แต่ไม่ชอบคอนเทนต์อินฟลูเอนเซอร์ที่ขนสินค้ามาอวดหรือสินค้าลอกเลียนแบบราคาถูก
    • Gen Z: สนใจแบรนด์ที่มีจริยธรรม รีวิวจากผู้ซื้อ และงานตัดเย็บที่ทนทาน แต่ใส่ใจเรื่องการใช้โพลีเอสเตอร์ โดย Zara และ Shein มีอันดับลดลง
    • Gen X: ให้ความสำคัญกับบริการที่ดีและสินค้าที่เหมาะกับช่วงวัย มากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์หรือการปรับประสบการณ์เฉพาะบุคคล
    • Boomers+: ต้องการราคาที่เป็นธรรม คุณภาพและความสบาย และยังชื่นชอบห้างสรรพสินค้า แต่ไม่เน้นกิจกรรมพิเศษในร้านหรือสินค้ารุ่นพิเศษที่มีจำนวนจำกัด รายงานยังแสดงรายชื่อแบรนด์ที่ผู้บริโภคแต่ละช่วงวัยนิยม
  • การใช้งบสร้างประสบการณ์: ไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมใหญ่ในทุกร้านหรือทุกประเภทสินค้า ควรใช้งบในจุดที่ผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่น และจัดสรรงบจากส่วนอื่นมาสนับสนุนอย่างตรงเป้าหมาย
  • ข้อสรุปของรายงาน: แบรนด์ที่ต้องการรักษาความไว้วางใจควรผสานข้อมูลเรื่องความพอดีของสินค้า แหล่งผลิตที่ตรวจสอบได้ และการตัดสินใจของพนักงานเข้าด้วยกัน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ สินค้าคงคลัง และประสบการณ์ในร้าน

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: รายงานฉบับนี้มีการสำรวจผู้บริโภคมากกว่า 9,000 คน ครอบคลุมผู้ค้าปลีก 140 รายและสินค้า 9 กลุ่ม พร้อมแยกผลตามช่วงวัย กรอบวิเคราะห์ประกอบด้วยการเข้าถึง ประสบการณ์ ราคา สินค้า และบริการ โดยผลการวิจัยน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ในการวางแผนเจาะหรือขยายตลาดสหรัฐฯ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ประเด็นต่างๆ ที่จะแนะนำต่อไปนี้ เป็นเพียงการจับประเด็นของผลจากรายงานมาไล่เรียงว่าผู้ผลิตสินค้าไทยอาจมีโอกาสปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง ดังนี้

  • การให้ความสำคัญกับคุณภาพและความคุ้มค่าควบคู่กัน ผู้บริโภคสหรัฐฯ พิจารณาว่าสินค้ามีคุณภาพเหมาะสมกับราคาหรือไม่ และให้ความสนใจกับวัสดุที่ใช้มากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรควบคุมคุณภาพตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงงานตัดเย็บ พร้อมให้ข้อมูลส่วนประกอบและคุณสมบัติของสินค้าอย่างตรงไปตรงมา การตั้งราคาหรือทำตลาดในระดับพรีเมียมควรสอดคล้องกับคุณภาพที่ผู้ซื้อได้รับจริง
  • สำหรับผู้ผลิตเสื้อผ้าและชุดออกกำลังกายนั้น ควรปรับขนาดสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคสหรัฐฯ และรักษามาตรฐานขนาดให้สม่ำเสมอ ควรนำข้อมูลการคืนสินค้าและข้อร้องเรียนเรื่องขนาดมาปรับแบบ รวมทั้งพิจารณาความต้องการสินค้าหลายช่วงขนาดตามข้อมูลตลาด ส่วนผู้ผลิตรองเท้าควรเน้นความทนทานและคุณภาพ เพราะผู้บริโภคบางส่วนเลือกซื้อน้อยคู่ลงก่อนตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อแบรนด์ราคาถูกกว่า
  • ความผันผวนของต้นทุนโพลีเอสเตอร์สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบหรือแหล่งจัดหาบางแห่งมากเกินไป ผู้ประกอบการควรติดตามต้นทุนและกระจายแหล่งจัดหา พร้อมพิจารณาวัสดุทางเลือกที่ยังคงคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ขณะเดียวกัน ความสนใจต่อวัสดุที่เน้นความยั่งยืนที่มีกระแสแรงขึ้นเป็นโอกาสสำหรับสินค้าที่มีข้อมูลแหล่งที่มาและคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้
  • ด้านการตลาด ผู้ส่งออกควรเตรียมข้อมูลสินค้าให้ครบถ้วน ทั้งวัสดุ ขนาด ราคา แหล่งผลิต และวิธีดูแลรักษา เพื่อให้ผู้นำเข้า ผู้ค้าปลีก และระบบค้นหาสินค้าเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก การใช้รีวิวจากผู้ซื้อจริงและหลักฐานยืนยันคุณภาพจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้ดี
  • หมวดสินค้าแฟชั่นประกอบการแต่งกาย เช่น กระเป๋า และหมวดเครื่องประดับอัญมณี เป็นสองหมวดที่ผู้บริโภคคาดว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายในปี 2026

*********************************************************

ที่มา: FASHION Network

เรื่อง: “US consumers prioritize retail basics over AI shopping: AlixPartners”

โดย: Jennifer Braun

สคต. ไมอามี /วันที่ 22 ตุลาคม 2569

Share :
Instagram