
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายฮุน มาเน็ต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้เดินทางเยือนตุรกีอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเยือนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือน 3 ประเทศ ได้แก่ อาเซอร์ไบจาน ตุรกี และคาซัคสถาน โดยในระหว่างการเยือนได้เข้าร่วมการประชุม Cambodia-Turkiye Business Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยสภาธุรกิจระหว่างประเทศของตุรกี (DEIK) และเข้าพบเพื่อหารือประธานาธิบดีของตุรกีในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่ เมืองอิสตันบูล โดยมีประเด็นสำคัญคือการยกระดับความร่วมมือด้านการทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการขยายความสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างกัน
ภายหลังจากการประชุมได้มีการแถลงข่าวร่วมกันโดยนายแอร์โดอาน ประธานาธิบดีของตุรกี ได้กล่าวว่า “กัมพูชา ซึ่งความสัมพันธ์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นพันธมิตรที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” และได้กล่าวอ้างถึงข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในระหว่างการเยือนตุรกีของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนก่อนเมื่อปี 2561 ว่ายังคงมีความพยายามที่จะบรรลุให้ได้ตามเป้าหมายนี้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงความร่วมมือในด้านการค้าและการลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พลังงาน การศึกษา และวัฒนธรรมด้วย โดยฝ่ายตุรกีแสดงความพึงพอใจอย่างเปิดเผยต่อความสนใจของกัมพูชาในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของตุรกี และได้เน้นย้ำถึงโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการในกัมพูชาผ่านสำนักงานความร่วมมือและการประสานงานแห่งตุรกี (TIKA) โดยกล่าวว่าโครงการเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนกัมพูชา และการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบชาวกัมพูชาจากกรณีข้อพิพาททางชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศผ่านการเจรจาและสันติวิธีได้โดยเร็ว
ผลของการเยือนดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันลงนามในความตกลงความร่วมมือทางทหารซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการทหารและการป้องกันประเทศ และสำหรับในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนนั้น ฝ่ายกัมพูชาได้เชิญชวนให้ตุรกีเข้าไปลงทุนในสาขาต่างๆ ทั้งการผลิตสินค้า เกษตรแปรรูป โลจิสติกส์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีดิจิทัล และการท่องเที่ยว
ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ
วัตถุประสงค์ในการเยือนตุรกีของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในครั้งนี้น่าจะเป็นประเด็นในเรื่องของการแสวงหาพันธมิตรทางการทหาร และขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเป็นหลัก เนื่องจากในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปี ที่ผ่านมา ตุรกีนับเป็นประเทศที่มีพัฒนาการด้านการทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างก้าวกระโดด และให้ความสำคัญกับการส่งออกในด้านนี้เป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยรูปแบบการดำเนินการที่ค่อนข้างเป็นเอกชน (ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล) ทำให้คล่องตัวและมีข้อจำกัดน้อยกว่าการดำเนินการโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานความมั่นคงโดยตรง
สำหรับประเด็นในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ถึงแม้ว่าจะมีการหารือกันอย่างกว้างขวาง แต่น่าจะเป็นประเด็นรองเสียมากกว่า โดยเมื่อพิจารณาจากมูลค่าทางการค้ารวมระหว่างตุรกีกับกัมพูชาที่ประมาณ 390 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา กัมพูชานับเป็นคู่ค้าลำดับที่ 99 ของตุรกี ยังคงตามหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างมาก อาทิ มาเลเซีย มีมูลค่า 5.67 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ลำดับที่ 28) เวียดนาม 3.39 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (สำดับที่ 42) อินโดนีเซีย 2.58 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ลำดับที่ 51) รวมทั้งไทยที่มีมูลค่าการค้ารวมมากกว่า 2.31 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 51 ของตุรกี ดังนั้น การตั้งเป้าที่จะขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นเป็น 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามที่ได้แถลงข่าวนั้นคงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้ อีกทั้งการประชุม Cambodia-Turkiye Business Forum ที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเข้าร่วมในครั้งนี้ก็เป็นเพียงการประชุมย่อยที่จัดขึ้นโดยสภาผู้ประกอบการภาคเอกชนของทั้งสองฝ่ายที่ทำธุรกิจร่วมกันอยู่แล้วเท่านั้น มิได้มีนัยสำคัญในภาพรวมหรือนโยบายด้านเศรษฐกิจของตุรกีแต่อย่างใด