fb
ทรัมป์เตรียมยกเลิกภาษีนำเข้าบางส่วนต่อสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียม
โดย
Worawut
ลงเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2569 04:48
สคต. ณ เมืองไมอามี (สหรัฐอเมริกา) (TTC, Miami (USA))
4

เนื้อหาสาระข่าว:  ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแผนปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมบางรายการ หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานเมื่อวันศุกร์ โดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องดังกล่าว รายงานของ Financial Times ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในกระทรวงพาณิชย์และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เชื่อว่าภาษีดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยทำให้ราคาสินค้าหลายประเภทเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงถาดพายและกระป๋องบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศแสดงความกังวลเกี่ยวกับระดับราคา และประเด็นค่าครองชีพคาดว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชาวอเมริกันก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

ผลสำรวจล่าสุดของ Reuters/Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 30 เห็นชอบต่อการดำเนินงานของทรัมป์ในการรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 59 ไม่เห็นชอบ ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรคเดโมแครทเก้าในสิบคน และสมาชิกพรรครีพับลิกันหนึ่งในห้าคน

ราคาหุ้นของผู้ผลิตเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในการซื้อขายช่วงเช้าของตลาดสหรัฐฯ โดยหุ้นของผู้ผลิตเหล็ก Nucor และ Cleveland-Cliffs ปรับลดลงราวร้อยละ 2.5 ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด ขณะที่ Steel Dynamics ร่วงลงร้อยละ 4 ในกลุ่มผู้ผลิตอะลูมิเนียม หุ้นของ Century Aluminum ปรับลดลงร้อยละ 6 และ Alcoa ลดลงร้อยละ 2 ก่อนเปิดตลาด

AluminiumPrice.png
AluPremium.png

ราคามาตรฐานอะลูมิเนียมในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ภายหลังรายงานดังกล่าว ขณะที่ผู้ซื้ออะลูมิเนียมในสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าพรีเมียมเหนือราคามาตรฐานของ LME ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์เพื่อจัดหาสินค้าในตลาดจริง

ทรัมป์ได้กำหนดภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตราสูงถึงร้อยละ 50 เมื่อปีที่ผ่านมา และได้ใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการเจรจากับคู่ค้าหลากหลายประเทศมาโดยตลอด รายงานของ Financial Times ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังทบทวนรายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีดังกล่าว และมีแผนยกเว้นบางรายการ ระงับการขยายบัญชีสินค้า และจะหันไปเปิดการสอบสวนด้านความมั่นคงแห่งชาติแบบเฉพาะเจาะจงต่อสินค้าบางประเภทแทน ทำเนียบขาวและกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความเห็นจาก Reuters ในช่วงเวลานอกเวลาทำการปกติ

ทรัมป์เพิ่งกล่าวยกย่องผลงานด้านเศรษฐกิจของตนที่เมืองดีทรอยต์ โดยมุ่งเน้นความสนใจไปที่ภาคการผลิตของสหรัฐฯ และความพยายามในการแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายผู้บริโภคที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความพยายามของทำเนียบขาวในการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังจัดการกับความกังวลด้านเศรษฐกิจของครัวเรือนสหรัฐฯ

เมื่อปีที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม โดยครอบคลุมสินค้ามากกว่า 400 รายการ ซึ่งรวมถึงกังหันลม เครนเคลื่อนที่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถปราบดิน และเครื่องจักรหนักประเภทอื่น ๆ ตลอดจนตู้รถไฟ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เรือ เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าอีกหลายร้อยประเภท

บทวิเคราะห์: ประสบการณ์จากมาตรการภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมภายใต้มาตรา 232 เมื่อปี 2561 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการแทรกแซงเชิงนโยบายสามารถก่อให้เกิดแรงกระแทกต่อกลไกราคาในทันที ก่อนที่ตลาดจะค่อย ๆ ปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ ภายหลังการประกาศใช้อัตราภาษีร้อยละ 25 สำหรับเหล็ก และร้อยละ 10 สำหรับอะลูมิเนียม ราคาภายในประเทศสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากต้นทุนนำเข้าที่เพิ่มขึ้นโดยฉับพลัน ประกอบกับการเร่งสั่งซื้อของผู้ประกอบการเพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ข้อมูลในช่วงเวลานั้นชี้ว่าราคาเหล็กในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 ภายในหนึ่งเดือนแรก ขณะที่ราคาอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 สะท้อนการส่งผ่านต้นทุนสู่ตลาดอย่างฉับไว

อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน ตลาดเริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับตัว ผู้ประกอบการปลายน้ำบางส่วนปรับเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อหรือปรับโครงสร้างการใช้วัตถุดิบ ขณะเดียวกัน กระบวนการยกเว้นสินค้าและการบริหารโควตาการนำเข้าทำให้แรงตึงตัวด้านอุปทานค่อย ๆ คลี่คลาย ส่งผลให้ราคาที่พุ่งขึ้นในระยะสั้นเริ่มอ่อนแรงลงจากระดับสูงสุด แม้จะมิได้ย้อนกลับไปสู่ระดับก่อนมีภาษีโดยสมบูรณ์ก็ตาม ในกรณีของอะลูมิเนียม โครงสร้างราคาภายในสหรัฐฯ ซึ่งประกอบด้วยราคามาตรฐานตลาดลอนดอน (LME) บวกกับค่าพรีเมียมภูมิภาคสหรัฐฯ หรือ Midwest premium แสดงให้เห็นว่าพรีเมียมดังกล่าวสามารถขยายตัวอย่างมากเมื่อมาตรการภาษีทำให้ตลาดจริงตึงตัว และมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อเงื่อนไขด้านอุปทานและความคาดหวังของตลาดเปลี่ยนแปลง

บริบทปัจจุบันสะท้อนลักษณะคล้ายคลึงกันในเชิงความคาดหวัง แม้ยังไม่มีการประกาศปรับลดภาษีอย่างเป็นทางการ แต่เพียงรายงานข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจพิจารณาผ่อนคลายมาตรการ ก็เพียงพอที่จะกดดันให้ราคาอะลูมิเนียมในตลาดลอนดอนปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์ พร้อมกับการอ่อนตัวของค่าพรีเมียมในสหรัฐฯ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยืนยันว่าราคาโลหะมิได้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกฎหมายเท่านั้น หากยังตอบสนองต่อความคาดหวังเกี่ยวกับทิศทางนโยบายด้วย บทเรียนจากปี 2561 จึงชี้ให้เห็นว่า มาตรการภาษีสามารถก่อให้เกิดแรงกระแทกราคาในระยะสั้น ก่อนที่ตลาดจะค่อย ๆ ปรับเข้าสู่ระดับใหม่ที่อาจยังสูงกว่าช่วงก่อนมีภาษี แต่ไม่จำเป็นต้องรักษาระดับสูงสุดไว้ตลอดไป

จากข้อมูลล่าสุดและปฏิกิริยาของตลาดการเงิน สามารถประเมินเชิงแนวโน้มได้ว่าความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะปรับลดหรือผ่อนคลายภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมบางรายการมีน้ำหนักค่อนข้างสูง แม้ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แรงกดดันสำคัญมาจากหลายปัจจัยที่บรรจบกัน ทั้งต้นทุนสินค้าในประเทศที่เกี่ยวข้องกับโลหะ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งส่งผลต่อราคาผู้บริโภคโดยตรง ตลอดจนความกังวลด้านค่าครองชีพที่ยังคงเป็นประเด็นหลักในสังคมอเมริกัน ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ การคงมาตรการภาษีในระดับสูงย่อมมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ฝ่ายบริหารพิจารณาทางเลือกที่ผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในเชิงกระบวนการนโยบาย ยังไม่ปรากฏกรอบเวลาหรือรายละเอียดอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประกาศลดภาษี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการทบทวนรายการสินค้าที่ได้รับผลกระทบ และประเมินความเหมาะสมของมาตรการในภาพรวม กระบวนการดังกล่าวย่อมต้องใช้เวลา ทั้งในด้านการวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ การรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และการพิจารณามิติความมั่นคงแห่งชาติ แม้จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าอาจมีความชัดเจนภายในระยะไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่การประเมินดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานเชิงแรงจูงใจมากกว่าข้อเท็จจริงเชิงกำหนดเวลา

ในประเด็นขอบเขตและระดับการปรับลด ยังไม่ปรากฏตัวเลขอัตราภาษีใหม่อย่างเป็นทางการ หรือรายละเอียดว่าสินค้าประเภทใดจะได้รับการยกเว้นเป็นการเฉพาะ การประเมินผลกระทบเชิงปริมาณจึงยังทำได้จำกัด และจำเป็นต้องรอคำประกาศจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อยืนยันทั้งขอบเขตของสินค้าและระดับอัตราภาษีที่จะใช้บังคับจริง

ในบริบทเช่นนี้ การพิจารณาทางเศรษฐกิจย่อมไม่อาจแยกออกจากแรงกดดันทางการเมืองได้ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐฯ กำลังมุ่งเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งตามธรรมเนียมการเมืองอเมริกัน ประเด็นเศรษฐกิจและค่าครองชีพมักเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางคะแนนนิยมของฝ่ายบริหาร การดำรงมาตรการภาษีที่มีผลต่อโครงสร้างต้นทุนภายในประเทศจึงถูกเชื่อมโยงกับภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยดังกล่าวมีแนวโน้มทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ทางจังหวะเวลา มากกว่าจะเป็นตัวกำหนดเนื้อหาของนโยบาย กล่าวคือ อาจมีผลต่อช่วงเวลาที่จะประกาศปรับเปลี่ยนมาตรการ มากกว่าระดับการปรับลดโดยตรง และยิ่งระยะเวลาสู่การเลือกตั้งใกล้เข้ามา แรงกดดันให้ฝ่ายบริหารแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อความกังวลด้านเศรษฐกิจก็ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้น

ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ: ประเด็นที่ผู้ประกอบการควรพิจารณาเตรียมรับมือ ได้แก่

1. นโยบายภาษีและความไม่แน่นอนเชิงกฎระเบียบ แม้จะมีสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจพิจารณาผ่อนคลายภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมบางรายการ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตสินค้าและอัตราภาษีใหม่ ความไม่แน่นอนดังกล่าวเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการไทยไม่อาจมองข้าม การวางแผนจึงไม่ควรตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียว หากแต่ควรเตรียมฉากทัศน์อย่างน้อยสองกรณี คือ กรณีมีการลดภาษีเฉพาะบางรายการ และกรณีที่มาตรการยังคงอยู่ในระดับเดิม ในเชิงปฏิบัติ ผู้ส่งออกควรตรวจสอบพิกัดศุลกากร (HS Code) ของสินค้าตนเองอย่างละเอียด และติดตามประกาศจากหน่วยงานสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงตรงต่อสินค้าแต่ละประเภทโดยไม่รอให้มาตรการมีผลแล้วจึงค่อยปรับตัว

2. โครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์การกำหนดราคา หากเกิดการผ่อนคลายภาษีจริง สินค้าที่ใช้เหล็กหรืออะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบอาจมีต้นทุนลดลงในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบต่อราคาตลาดอาจไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากยังขึ้นอยู่กับค่าพรีเมียมในตลาดสหรัฐฯ และการแข่งขันในแต่ละอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจึงควรจัดทำโครงสร้างราคาหลายทางเลือก โดยคำนวณทั้งกรณีต้นทุนคงเดิมและกรณีต้นทุนลดลง พร้อมประเมินว่าควรส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงไปยังผู้ซื้อทั้งหมดหรือบางส่วน เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดหรือเพิ่มอัตรากำไร ในช่วงที่ตลาดยังผันผวน การบริหารสต็อกและเงื่อนไขการชำระเงินควรดำเนินอย่างระมัดระวัง เพื่อลดความเสี่ยงจากการปรับตัวของราคาอย่างรวดเร็ว

3. การแข่งขันระหว่างประเทศและสมดุลตลาด การปรับนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ย่อมส่งผลต่อประเทศผู้ส่งออกอื่นเช่นกัน หากประเทศคู่แข่งได้รับประโยชน์จากการผ่อนคลายภาษีในสัดส่วนที่มากกว่าไทย อาจทำให้การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ผู้ประกอบการไทยจึงควรประเมินตำแหน่งทางการแข่งขันของตนเองอย่างรอบด้าน ทั้งด้านราคา คุณภาพ มาตรฐานสินค้า และเงื่อนไขการส่งมอบ ในเชิงปฏิบัติ การสื่อสารกับคู่ค้าสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อรับทราบทิศทางการจัดซื้อและความคาดหวังด้านราคา จะช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงทีและลดความเสี่ยงจากการสูญเสียคำสั่งซื้อ

4. ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน บทเรียนจากทั้งปี 2561 และสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนว่าความผันผวนเชิงนโยบายสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการไทยจึงควรทบทวนความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งวัตถุดิบ การจัดการสต็อก หรือสัญญาระยะยาวกับผู้ซื้อในสหรัฐฯ ในทางปฏิบัติ การกระจายแหล่งจัดซื้อวัตถุดิบ การเจรจาสัญญาที่มีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากขึ้น และการติดตามต้นทุนโลหะในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด จะช่วยลดความเสี่ยงหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างกะทันหันในอนาคต

5. จังหวะเวลาและบริบททางการเมือง ปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งผลต่อจังหวะเวลาในการตัดสินใจเชิงนโยบาย แม้อาจไม่ใช่ตัวกำหนดรายละเอียดของมาตรการโดยตรง แต่สามารถเร่งให้เกิดการประกาศหรือปรับเปลี่ยนนโยบายได้เร็วขึ้น ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการควรวางแผนธุรกิจโดยพิจารณาหลายช่วงเวลา ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง พร้อมเตรียมรับความเป็นไปได้ที่ทิศทางนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป การบริหารความเสี่ยงจึงควรตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายรูปแบบ ไม่ยึดติดกับความคาดหวังเชิงบวกเพียงด้านเดียว

*********************************************************

ที่มา: Reuters
เรื่อง: “Trump plans to roll back some tariffs on steel and aluminum goods, FT reports”
โดย: Devika Nair & Shivansh Tiwary + Swati Verma Chakrabarty
สคต. ไมอามี /วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

Share :
Instagram