
แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยใหม่ของผู้บริโภคเวียดนามในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 2569

จากผลการสำรวจตลาดเรื่อง “ผู้บริโภคเวียดนามเตรียมตัวสำหรับเทศกาลวันปีใหม่ (Tet) ปี 2569” ของบริษัท Insight Asia พบว่า ในด้านจิตวิทยาการบริโภค ร้อยละ 68 ครอบครัวชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองให้ผู้หญิงเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจับจ่ายใช้สอยสำหรับเทศกาลปีใหม่ ร้อยละ 42 ของผู้ตอบแบบสำรวจมีแผนเดินทางท่องเที่ยว ร้อยละ 56 ระบุว่าจะซื้ออาหารพื้นเมืองแบบปรุงสำเร็จอย่างน้อย 1 รายการ ร้อยละ 63 ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และร้อยละ 48 ของผู้บริโภคในกลุ่ม Gen Z และ Millennials มีแนวโน้มให้อั่งเปาในรูปแบบไร้เงินสด ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคที่ผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยุคใหม่อย่างชัดเจน ผลการสำรวจได้แบ่งกลยุทธ์การจับจ่ายของผู้บริโภคเวียดนามออกมาเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารและวัตถุดิบประกอบอาหาร ของขวัญ อั่งเปา และการตกแต่งบ้านแบบเรียบง่าย (2) กลุ่มผู้บริโภคที่ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อเสื้อผ้าใหม่ ของตกแต่งราคาสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ เบียร์หรือสุรา และเครื่องใช้ภายในบ้านใหม่ และ (3) กลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการตัดลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว อุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าและของขวัญมูลค่าสูง
ในด้านค่าใช้จ่าย ครอบครัวชาวเวียดนามในเขตเมืองจะใช้เงินโดยเฉลี่ยประมาณ 16.5 ล้านเวียดนามด่อง หรือเท่ากับ 19,800 บาท โดยแบ่งเป็นอาหารและเครื่องดื่ม จำนวน 6,960 บาท ของขวัญสำหรับมอบให้ครอบครัว เพื่อนฝูงและ ที่ทำงาน จำนวน 5,520 บาท อั่งเปา จำนวน 3,000 บาท การตกแต่งบ้าน จำนวน 2,400 บาท เสื้อผ้าใหม่ จำนวน 1,920 บาท ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ผู้บริโภคเวียดนามพร้อมที่จะลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นลงถึงร้อยละ 80 ตลอดทั้งปี เพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในร้อยละ 20 ที่เหลือช่วงปลายปี แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคเวียดนามกำลังปรับเปลี่ยนมุมมองต่อเทศกาลปีใหม่ โดยการตั้งใจสร้างความสมดุลระหว่างพันธะทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งกับความเป็นจริงทางการเงินในปัจจุบัน แม้ว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น ผู้บริโภคเวียดนามยังคงพร้อมใช้จ่ายในระดับสูง คิดเป็นเกือบร้อยละ 20 ของรายได้การค้าปลีกของประเทศทั้งปี แต่รูปแบบการจับจ่ายดังกล่าวได้เปลี่ยนไปสู่การซื้อสินค้าอย่างมีเป้าหมาย เลือกสรรมากขึ้น และมุ่งเน้นความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจึงเห็นว่า พฤติกรรมการจับจ่ายรูปแบบใหม่ของผู้บริโภคเวียดนามในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 มี 3 แนวโน้มหลัก ได้แก่ (1) กระแสนิยมซื้ออาหารพื้นเมืองแบบปรุงสำเร็จ โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการซื้อจากภายนอก แต่ต้องมีรสชาติอร่อยและคงความเป็นแบบดั้งเดิมเหมือนทำเองที่บ้าน (2) การบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยร้อยละ 42 ของผู้เข้าร่วมการสำรวจคำนึงถึงการสั่งซื้อสินค้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในช่วงปีใหม่เวียดนาม และ ร้อยละ 34 มองหาสินค้าหรือของขวัญที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (3) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI เพื่อวางแผนการเงินสำหรับปีใหม่ โดยร้อยละ 62 ของผู้บริโภคในกลุ่ม Gen Z และ Millennials ใช้ AI เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกของขวัญให้เหมาะสมกับเงินที่มี
นางสาว Le Thi Hai Yen ผู้อำนวยการฝ่าย Trade Marketing กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านของบริษัท Unilever ให้ความเห็นว่า ผู้บริโภคมีแนวโน้มควบคุมการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีนี้ และกระเช้าของขวัญในวันปีใหม่เวียดนามปีนี้จะมีสินค้าพื้นเมืองที่หลากหลายจากแต่ละจังหวัดและภูมิภาค ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน OCOP และอาหาร แปรรูปจากแบรนด์ท้องถิ่น อาทิ ชา กาแฟ ถั่วเพื่อสุขภาพ น้ำผึ้ง ขนมพื้นเมือง และอาหารแห้งระดับพรีเมียม โดยทุกตัวเลือกต่างมุ่งเน้นไปที่ ความคุ้มค่า ความเรียบง่าย และประโยชน์ใช้สอยจริง แทนกระเช้าของขวัญที่เน้นรูปแบบหรูหราอลังการเหมือนในหลายปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความกังวลหลัก 3 ประการของผู้บริโภคเวียดนามที่เข้าร่วมการสำรวจ ได้แก่ (1) รายได้ของครอบครัว (2) ความปลอดภัยด้านอาหาร และ (3) ภัยธรรมชาติและโรคระบาด ดังนั้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและความกังวลของผู้บริโภคเวียดนาม โดยเฉพาะความปลอดภัยของสินค้า นาย Lam Hoang Quan ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและผู้ประเมินมาตรฐานสากลขององค์กรตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยอุปโภคบริโภคทั่วไป (Société Générale de Surveillance: SGS) ประจำประเทศเวียดนาม เห็นว่าความโปร่งใสด้านคุณภาพสินค้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยความโปร่งใสไม่ได้หมายถึงการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดของสินค้าหรือกระบวนการผลิตรวมถึงสูตรเฉพาะของผลิตภัณฑ์ แต่หมายถึงการให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับคุณภาพ แหล่งที่มา ส่วนประกอบและใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดของบริษัท Insight Asia ให้ความเห็นว่า ภาคธุรกิจสามารถนำกลยุทธ์การตลาดมาใช้โดยมุ่ง การสื่อสารและทำตลาดสินค้าโดยตรงกับกลุ่มผู้หญิง ผ่านรูปแบบการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยผู้ประกอบการอาจนำเสนอข้อมูลในการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้า ทำการตลาดให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลาของเทศกาลปีใหม่เวียดนาม ลงทุนพัฒนาและส่งเสริมรูปแบบอั่งเปาดิจิทัล รวมถึง สื่อสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับบริการที่เปิดให้บริการตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่
(จาก https://vneconomy.vn/)
ข้อคิดเห็น สคต
ช่วงเทศกาลปีใหม่ (Tet) ทุกปีในประเทศเวียดนามถือเป็นช่วงเวลาทองและมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเวียดนามในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ มีแนวโน้มเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย เลือกสรรมากขึ้น และมุ่งเน้นความสะดวกสบายสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการบริโภค ที่รอบคอบและมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แนวโน้มดังกล่าวสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย ต่อภาคธุรกิจในการขยายส่วนแบ่งตลาดและเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและอาหารแปรรูปที่ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคไม่มีการลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน แนวโน้มการบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร และความโปร่งใสของแหล่งที่มา ช่วยสร้างความได้เปรียบให้แก่ผู้ส่งออกจากประเทศต่างๆ ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการนำเข้าส่งออก มาตรฐานคุณภาพระดับสากลและความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับของสินค้าอย่างชัดเจน นอกจากนี้ กระแสการช้อปปิ้งออนไลน์ การชำระเงินแบบดิจิทัล และอั่งเปาอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงในเขตเมืองและกลุ่ม Gen Z และ Millennials ยังเปิดช่องทางการเข้าถึงตลาดเวียดนามที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ
จากรายงานดัชนีการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (E-commerce Index: EBI) ประจำปี 2568 โดยสมาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เวียดนาม (Vietnam E-commerce Association: VECOM) คาดการณ์ว่าการค้าปลีก ผ่านระบบอีคอมเมิร์ซของเวียดนามในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดร.Dinh Trong Thinh นักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มการบริโภคของชาวเวียดนามในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในการเลือกซื้อ อาทิ การอ่านรีวิว แสดงความคิดเห็น และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ขายโดยตรง ช่องทางอีคอมเมิร์ซจึงได้กลายเป็นพื้นที่การบริโภคแบบครบวงจรที่ผสมผสานระหว่างการซื้อสินค้า ความบันเทิง และการเชื่อมต่อทางสังคม ไม่ใช่แค่ตลาดซื้อขายออนไลน์แบบเดิม ผลการศึกษาอีกฉบับระบุว่า พฤติกรรมการจับจ่าย ใช้สอยของผู้บริโภคเวียดนามกำลังเปลี่ยนแปลง โดยทุกๆ สามคนจะมีหนึ่งคนที่ยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความมั่นใจทางการเงินที่เพิ่มขึ้นยังผลักดันให้ชาวเวียดนามใช้จ่ายด้านการศึกษาและการดูแลสุขภาพมากขึ้น โดยมีสัดส่วนร้อยละ 67 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าการใช้จ่ายสำหรับสินค้าบริโภคในชีวิตประจำวัน ที่อยู่ที่ร้อยละ 53