fb
รถยนต์ไฮบริดได้เปรียบทางการตลาดจากนโยบายภาษีใหม่

รถยนต์ไฮบริดได้เปรียบทางการตลาดจากนโยบายภาษีใหม่

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568 14:30
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
102

รถยนต์ไฮบริดได้เปรียบทางการตลาดจากนโยบายภาษีใหม่

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 รถยนต์ไฮบริดจะได้รับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซล ทำให้ราคาขายลดลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเวียดนามมากขึ้น

ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับแก้ไข) รัฐกำหนดว่า รถยนต์ HEV (ไฮบริดแบบชาร์จไฟเอง) จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงร้อยละ 70 ของอัตราที่ใช้กับรถยนต์เบนซินและดีเซลประเภทเดียวกัน ก่อนหน้านี้ มีเพียงรถยนต์ PHEV (รถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก) เท่านั้นที่ได้รับสิทธิประโยชน์นี้ 

การขยายสิทธิประโยชน์มายังรถ HEV แสดงให้เห็นว่า ราคาขายและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนของรถยนต์ HEV จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 ซึ่งช่วยผลักดันให้กลุ่มรถไฮบริดเติบโตในตลาดเวียดนามมากขึ้น

ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มฉบับแก้ไข ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 รัฐบาลเตรียมบังคับใช้อัตราภาษีใหม่สำหรับรถยนต์ไฮบริดแบบชาร์จไฟเอง (HEV) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยกำหนดให้รถยนต์ HEV เสียภาษีการบริโภคพิเศษเพียงร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับรถยนต์เบนซินและดีเซลประเภทเดียวกัน ถือเป็นการปรับลดครั้งใหญ่ที่ช่วยให้ราคารถไฮบริดเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

จากเดิมที่นี้ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกำหนดให้เฉพาะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เท่านั้น ส่งผลให้รถ HEV มีราคาสูงกว่ารถในกลุ่มเดียวกัน แต่กฎระเบียบใหม่จะทำให้ต้นทุนภาษีของรถ HEV ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่มีราคานำเข้า 500 ล้านด่ง ซึ่งปัจจุบันต้องเสียภาษีการบริโภคพิเศษร้อยละ 45 หรือคิดเป็น 225 ล้านด่ง จะมีราคารวมหลังภาษีและ VAT อยู่ที่ 796.5 ล้านด่ง แต่ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ภาษีดังกล่าวจะลดลงเหลือ 157.5 ล้านด่ง ส่งผลให้ราคารวมหลังบวก VAT เหลือเพียง 723.25 ล้านด่ง ผู้จัดจำหน่ายสามารถลดราคาได้มากถึงกว่า 73 ล้านด่งโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างกำไรของบริษัท

ในกรณีรถยนต์ที่มีราคาสูง การลดภาษียิ่งให้ผลประหยัดมากขึ้น เช่น รถยนต์ที่มีมูลค่า 1.5 พันล้านด่ง ปัจจุบันเสียภาษีการบริโภคพิเศษร้อยละ 50 หรือประมาณ 750 ล้านด่ง แต่เมื่อใช้อัตราใหม่ ภาษีจะลดลงเหลือเพียง 515 ล้านด่ง ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดเงินได้มากถึง 225 ล้านด่งเมื่อเทียบกับรถยนต์เบนซินในกลุ่มเดียวกัน

มาตรการลดภาษีดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฮบริดได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและ     ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งเสริมแนวคิดการใช้ “รถยนต์สีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเวียดนาม

ในด้านอุตสาหกรรม ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ต่างขานรับการปรับนโยบายใหม่นี้ โดย Toyota ได้ประกาศลงทุนกว่า 360 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปรับปรุงสำนักงานและสร้างสายการประกอบรถไฮบริดที่โรงงานในจังหวัดฝูเถาะ (Phu Tho)   พร้อมวางแผนส่งออกรถที่ประกอบในเวียดนามตั้งแต่ปี 2570 ในขณะที่ Honda เตรียมนำเข้า CR-V e:HEV RS จากประเทศไทยเข้าสู่ตลาดภายในปีหน้า

ผู้ผลิตจากจีนอย่าง Lynk & Co และ BYD เร่งเปิดตัวรถไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ เช่น Lynk & Co 08 และ BYD Seal 5 ที่เริ่มมีวางจำหน่ายแล้วในตัวแทนจำหน่ายหลายแห่ง

ด้านรถหรู Mercedes-Benz Vietnam คาดว่าจะเปิดตัว GLE 400e PHEV ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยหลายแห่งเริ่มเปิดรับจองตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา นับเป็นหนึ่งในรุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่บริษัทนำเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังภายใต้กลยุทธ์ขยายไลน์รถยนต์ไฟฟ้า (EQ) และรถยนต์ PHEV

การปรับลดภาษีในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์พลังงานทางเลือกในเวียดนาม และอาจทำให้การแข่งขันในตลาดยิ่งรุนแรงขึ้นในปี 2569 เมื่อผู้ผลิตทุกรายเร่งเปิดตัวรถไฮบริดและรถไฟฟ้ารุ่นใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

(จาก https://vneconomy.vn/)

ข้อคิดเห็น สคต

การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรถยนต์ไฮบริดของเวียดนามที่จะมีผลในปี 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความได้เปรียบหลายด้านให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน มาตรการใหม่นี้ไม่เพียงทำให้ราคาของรถไฮบริดลดลงอย่างมาก แต่ยังส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเวียดนามกำลังเดินหน้าอย่างจริงจังในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด เพื่อผลักดันให้ประเทศกลายเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาคในอนาคต การลดภาษีทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ที่ประหยัดพลังงานได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันช่วยสร้างแรงดึงดูดให้ผู้ผลิตต่างชาติขยายการลงทุนไม่ว่าจะเป็น         การประกาศลงทุนของ Toyota การขยายไลน์ประกอบของ Honda รวมถึงการรุกตลาดของค่ายรถจากจีน                   การเคลื่อนไหวเหล่านี้จะช่วยสร้างงาน ขยายห่วงโซ่อุปทาน และเพิ่มสัดส่วนการผลิตภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเป็นระบบนอกจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง เวียดนามยังได้รับประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ       เมื่อรถไฮบริดมีราคาจับต้องได้มากขึ้น ผู้บริโภคย่อมหันมาเลือกใช้รถที่ประหยัดพลังงานและปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยลง ซึ่งช่วยเสริมเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ประเทศให้ความสำคัญ การผลักดันรถยนต์สีเขียว จึงไม่ใช่เพียงแค่นโยบายด้านภาษีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของเวียดนามในฐานะประเทศที่สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ควรพิจารณาใช้โอกาสนี้ในด้านการผลิตและส่งออกชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งกำลังมีความต้องการสูงขึ้น            ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยควรจับตามองเวียดนามในฐานะตลาดปลายทางที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการลดภาษีครั้งนี้จะกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้สินค้าและเทคโนโลยีจากไทยเข้าไปแข่งขันได้มากขึ้น 

รถยนต์ไฮบริดได้เปรียบทางการตลาดจากนโยบายภาษีใหม่.pdf
Share :
Instagram