
แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเผชิญความผันผวนตลอดทั้งปี 2025 แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดขายอีคอมเมิร์ซในช่วงเทศกาลวันหยุดที่ได้ทำสถิติใหม่สูงสุด โดยข้อมูลจากรายงานการวิเคราะห์ ของ Adobe Analytics ระบุว่ายอดขายในช่วงเทศกาล Cyber Monday ปี 2025 สูงถึง 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงกำลังซื้อของชาวอเมริกันที่ยังคงแข็งแกร่ง
รายงาน Consumer Trends 2026 ซึ่งจัดทำโดย The New Consumer ร่วมกับ Coefficient Capital ได้สำรวจผู้บริโภคชาวอเมริกันกว่า 3,000 คนในเดือนพฤศจิกายน 2025 เปิดเผยว่าภาพรวมการบริโภคของสหรัฐฯ กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 5 เมกะเทรนด์ที่สำคัญได้แก่
1. การยกระดับของ Creator Economy สู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
Creator Economy ในสหรัฐฯ ได้พัฒนาไปไกลจากการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) สู่การเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการค้าและการสร้างแบรนด์ จากข้อมูลระบุว่า 45% ของผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z และ Millennials มองว่าตนเองเป็นครีเอเตอร์ และ 40% สนใจยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลัก แบรนด์ต่างๆ ที่ก่อตั้งโดยคอนเทนต์ครีเอเตอร์พบว่ามีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างกว่าแบรนด์อื่นๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม แบรนด์ในกลุ่มดังกล่าวมีจำนวนผู้ติดตามบน Instagram สูงกว่าแบรนด์อื่นๆ ทั่วไปเกือบ 3 เท่า
TikTok Shop คือแพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุด และคาดว่าจะมียอดขายสินค้ารวม (GMV) ในสหรัฐฯ เกิน 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 โดยวิดีโอมีส่วนช่วยในการสร้างยอดขายเกือบ 60% ของสินค้าและมี ครีเอเตอร์กว่า 200,000 คนที่สร้างรายได้จากวิดีโอเหล่านี้ ความสำเร็จนี้มาจากระบบ Flywheel ของ TikTok ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ผลิตวิดีโอรีวิวสินค้าเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ขณะที่ผู้ใช้แพลตฟอร์มสามารถค้นพบสินค้าราคาถูกได้ผ่านระบบอัลกอริทึม ในช่วง Black Friday/Cyber Monday ปี 2025 เพียงช่วงเดียว มีครีเอเตอร์กว่า 159,000 คนที่สามารถสร้างยอดขายได้จากระบบดังกล่าว ปัจจุบัน การใช้จ่ายใน TikTok Shop ในสหรัฐฯ เติบโตขึ้นถึง 52% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและมียอดการทำธุรกรรมแซงหน้าร้านค้าปลีกความงามรายใหญ่อย่าง Sephora และ Ulta แล้ว
นอกจากนี้ Creator มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างชัดเจน โดย 31% ของกลุ่ม Gen Z และ Millennials ระบุว่าความเชี่ยวชาญของ Creator ในหมวดสินค้ามีความสำคัญมากที่สุด และ 42% เชื่อถือคำแนะนำจาก Creator มากกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิม ส่งผลให้แบรนด์ที่ขับเคลื่อนโดยครีเอเตอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในกลุ่มสุขภาพและความงาม รวมถึง อาหารและเครื่องดื่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง
2. ยากลุ่ม GLP-1 กับผลกระทบต่อพฤติกรรมการบริโภค
ยากลุ่ม GLP-1 (Glucagon-like peptide-1) เช่น Ozempic และ Wegovy เป็นยาที่ออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนานขึ้น นิยมนำมาใช้ลดน้ำหนักในผู้ป่วยโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินภายใต้การดูแลของแพทย์ ยากลุ่มนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกาและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในหลายอุตสาหกรรม
บริษัทวิจัยทางการตลาด Circana เปิดเผยว่า ในเดือนกันยายน 2025 ครัวเรือนในสหรัฐฯ กว่า 23% (หรือประมาณ 30 ล้านครัวเรือน) มีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนที่ใช้ยา GLP-1 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 19% ในปีก่อนหน้า ข้อมูลที่น่าสนใจคือผู้ใช้ยา GLP-1 ไม่ได้ลดการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มดังที่อุตสาหกรรมกังวล แต่กลับเพิ่มการใช้จ่าย โดยพบว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้มีการใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น โดยมียอดใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค (CPG) เพิ่มขึ้น 36.8% หลังจากเริ่มใช้ยา 1 ปี และยอดใช้จ่ายในภาคบริการอาหาร (Foodservice) เพิ่มขึ้น 24% นอกจากนี้ ยังพบการยกระดับคุณภาพชีวิตในวงกว้างของผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยผู้บริโภคเลือกยกระดับ (Trading Up) ไปสู่การซื้อสินค้าระดับพรีเมียมมากขึ้น และให้ความสำคัญกับคุณภาพ รสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าปริมาณ เปิดโอกาสให้สินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และบริการสุขภาพระดับพรีเมียมที่ออกแบบเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว
Circana คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ยอดขายเชิงปริมาณ (Unit Sales) ของอาหารและเครื่องดื่ม 35% จะมาจากครัวเรือนที่ใช้ยา GLP-1 เพิ่มขึ้นจาก 24% ในปัจจุบัน
3. เทรนด์การดูแลสุขภาพและอายุยืนยาวกลายเป็นกระแสหลัก
ผู้บริโภคชาวอเมริกันประมาณ 1 ใน 3 ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพแข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีในปัจจุบัน มากกว่าการมีอายุยืนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials 73% ของผู้บริโภคกลุ่มนี้มองว่าการมีสุขภาพดีและหุ่นดีคือสัญลักษณ์ทางสถานะ (Status Symbol) ที่สำคัญที่สุด ส่งผลให้การตรวจเลือดเพื่อวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่เพื่อสุขภาพ (Wearables Technology) กลายเป็นเรื่องปกติ และผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มใช้ AI ในการวิเคราะห์ผลตรวจสุขภาพของตนเอง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีดิจิทัลด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสหรัฐฯ เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยชาวอเมริกันราว 2 ใน 3 ทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z (80%) และกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้ตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป (83%) ตลาดกำลังขยายตัวจากวิตามินรวมพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะกลุ่มเพื่อเป้าหมายในการดูแลสุขภาพที่เฉพาะเจาะลงตามวัตถุประสงค์ โดยผู้บริโภควัยหนุ่มสาวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการขยายตัวนี้ ขณะเดียวกัน ตลาดก็มีความเคลื่อนไหวสูง เนื่องจาก 68% ของผู้ใช้อาหารเสริมวัยหนุ่มสาวมีการเปลี่ยนอาหารเสริมเป็นประจำ ตลาดอุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่เพื่อสุขภาพขยายตัวควบคู่ไปกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากอุปกรณ์เทคโนโลยีสวมใส่ช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ใช้จำนวนมากเริ่มปรับการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และการนอนหลับ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ Apple Watch
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเปิดโอกาสเชิงธุรกิจและการลงทุนในบริการตรวจสุขภาพแบบโดยตรงถึงผู้บริโภค แพลตฟอร์มวิเคราะห์สุขภาพด้วย AI อาหารเสริมเฉพาะบุคคล และโซลูชันเปลี่ยนพฤติกรรมที่เชื่อมโยงข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นโมเดลธุรกิจที่แข็งแรงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบประกันสุขภาพ
4. ความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งแบ่งตลาดอเมริกาเป็น 2 ขั้ว
ปัจจุบันสหรัฐฯ มีเศรษฐีเงินล้านเกือบ 24 ล้านคน แต่การกระจายความมั่งคั่งยังคงเหลื่อมล้ำสูง และมีช่องว่างของความมั่งคั่งกว้างที่สุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ข้อมูลจาก Moody’s Analytics ระบุว่า ชาวอเมริกันกลุ่มรายได้สูง (10% แรกของประเทศ) เป็นตัวขับเคลื่อนการใช้จ่ายเกือบครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมดในประเทศ ส่งผลให้ตลาดผู้บริโภคแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่เลือกอัปเกรดสินค้าและบริการ และกลุ่มที่ต้องลดระดับการใช้จ่าย โดยภาพรวม ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา 20% ของผู้บริโภคระบุว่าเลือกใช้จ่ายกับสินค้าระดับพรีเมียมมากขึ้น ขณะที่ 22% ลดระดับการใช้จ่ายลง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่ม พบความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยผู้บริโภควัยหนุ่มสาว ครัวเรือนผู้มีรายได้สูง และกลุ่มผู้ใช้ยา GLP-1 มีแนวโน้มอัปเกรดไปเลือกสินค้าพรีเมียมมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ผู้บริโภคสูงอายุและครัวเรือนรายได้น้อยมีแนวโน้มลดการใช้จ่ายลง
หมวดสินค้าที่เห็นการเลือกซื้อสินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้นมากที่สุด เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ด้านฟิตเนสและสุขภาพ เครื่องดื่มชูกำลัง ผักและผลไม้สด รวมถึงอาหารเสริมและวิตามิน สะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงยินดีจ่ายเพิ่มในสินค้าที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต
การแยกขั้วของตลาดเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถพัฒนากลยุทธ์ได้ 2 รูปแบบ ทั้งในรูปแบบพรีเมียมสำหรับกลุ่มผู้บริโภครายได้สูงที่กำลังเติบโต (โดยเฉพาะในด้านสุขภาพ เวลเนส และอาหาร) และผลิตภัณฑ์ที่เน้นความคุ้มค่าแต่ยังคงมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้สำหรับตลาดมวลชน แบรนด์ที่สามารถเชื่อมช่องว่างนี้ได้สำเร็จ มีแนวโน้มจะครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่าคู่แข่ง
5. การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการปรับบริการและสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม
AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคการค้า ตั้งแต่การค้นหาสินค้า การตลาด จัดการข้อมูลสุขภาพ ไปจนถึงการสร้างคอนเทนต์ ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทตัดสินใจแทนผู้บริโภคใน 2 ด้านหลัก ดังนี้
ด้านการช้อปปิ้งออนไลน์: จากข้อมูลระบุว่า จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ ที่ถูกส่งมาจาก "ผู้ช่วย AI" (AI Assistants) พุ่งสูงขึ้นถึง 760% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มใช้ AI เป็นช่องทางหลักในการค้นหาและเลือกซื้อสินค้าแทนการเสิร์ชหาเองแบบเดิม
ด้านการดูแลสุขภาพ: กลุ่มคนรุ่นใหม่มีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีอย่างมาก โดย 53% ของกลุ่ม Gen Z และ Millennials เชื่อว่าหากพวกเขามีข้อมูลสุขภาพและเครื่องมือ AI ที่เพียงพอ พวกเขาจะสามารถจัดการดูแลสุขภาพของตนเองได้ดีกว่าแพทย์
ด้วยบทบาทของ AI ที่มีมากขึ้น ธุรกิจที่สามารถออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคลด้วย AI ตั้งแต่ต้นจึงมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างเหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีสูง
ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก
จากกระแสดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งพัฒนาสินค้าและแบรนด์ที่เน้นคุณภาพ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ที่สร้างความน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคสหรัฐฯ อย่างตรงกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดสหรัฐฯ
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง https://www.forbes.com/sites/josipamajic/2025/12/12/the-new-consumer-2026-five-mega-trends-reshaping-american-commerce/