
Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจใน 25 ประเทศ และมีร้านค้ามากกว่า 2,500 แห่งทั่วโลก ณ เดือนกันยายน 2025 ประเทศที่ใกล้กับสาธารณรัฐเช็กที่สุดที่ Uniqlo ดำเนินธุรกิจคือโปแลนด์ ในกรุงวอร์ซอ ปัจจุบัน Uniqlo กำลังวางแผนเปิดร้านสาขาแรกในกรุงปราก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยายสาขาในยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดย Uniqlo ดำเนินธุรกิจอยู่แล้วในยุโรป รวม 11 ประเทศ และกำลังมองหาทำเลทองใจกลางกรุงปราก Mr. Tomáš Beránek จาก CZ Retail Advisors บอกกับหนังสือพิมพ์ธุรกิจเช็ก Hospodárské noviny (HN) ว่าการเปิดสาขาใหม่นี้อาจเกิดขึ้นหลังปี 2026 โดยอ้างถึงระยะเวลาในการจัดหาสถานที่ที่เหมาะสมและการปรับปรุงอาคารใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกำหนดการเปิดสาขา ทั้งนี้ การเข้ามาของ Uniqlo เป็นก้าวสำคัญด้านกลยุทธ์ทางการตลาดในยุโรป ที่จะเพิ่มกรุงปรากเข้าไปในรายชื่อเมืองที่กำลังเติบโต ทั้งนี้ HN รายงานว่ามีการพิจารณาทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ 3 แห่ง ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในย่านที่มีชื่อเสียง ดังนี้
Hybernia Palace บนถนน námestí Republiky เป็นอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกตรงข้ามกับศาลาว่าการเทศบาล ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2028
อาคารสำนักงานใหญ่เก่าของธนาคาร Komerční Banka ตั้งอยู่ที่ถนน Na Príkope ซึ่งปัจจุบันเป็นของธนาคาร Trinity มีพื้นที่ค้าปลีกชั้นล่างว่าง และพร้อมเปิดให้เช่าในปี 2026
Children’s House บนถนน Na Príkope ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของ Zara ซึ่งกำลังย้ายสาขาหลักในกรุงปรากไปยังพื้นที่ที่ใหญ่กว่าในอาคาร Van Graaf บนจัตุรัส Wenceslas Square
ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ถนน Na Príkope และถนน Parížská เป็นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งที่แพงที่สุดในกรุงปราก ค่าเช่าเฉลี่ยของร้านค้าปลีกขนาดเล็กอยู่ที่ประมาณ 5,700 เช็กคราวน์ หรือประมาณ 9,200 บาท ต่อตารางเมตรต่อเดือน
จากบทความข้างต้นหากวิเคราะห์ศักยภาพและแนวโน้มอุตสาหกรรมแฟชั่นในสาธารณรัฐเช็ก มีข้อที่น่าสังเกต คือ
1. การที่ Uniqlo เลือกทำเล prime ที่อยู่ในย่านช้อปปิ้งหลักและแลนด์มาร์กของเมือง ซึ่งแปลว่าค่าเช่าและต้นทุนจะสูง แต่ทำเลดังกล่าวแลกมาด้วยการมองเห็นและการเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพสูง
2. Uniqlo เข้ามาบุกตลาดเช็ก แสดงถึงความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและกำลังซื้อของภูมิภาคนี้ รวมถึงตลาดกลาง-บน (middle-to-upper) ที่อาจยังมีช่องว่างให้แบรนด์ที่มีดีไซน์ คุณภาพดี และราคาที่ย่อมเยาเข้าสู่ตลาดเพิ่มเติม โดยผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลาง (middle-income consumers) ในยุโรปกลาง-ตะวันออกมีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น และมีรสนิยมในการเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ทั้งดี มีดีไซน์ และราคาไม่สูงนัก ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์ที่มี positioning ระหว่าง fast fashion กับ premium
3. ความสำคัญของประสบการณ์ในร้าน (store experience) ทำเลที่ดี การออกแบบร้านที่ดึงดูด การบริการลูกค้า และร้าน flagship ที่มีจุดขายเฉพาะ จะช่วยดึงดูดลูกค้า retail ที่มองหาร้านที่มากกว่าแค่ “จุดซื้อของ”
4. การขยายตัวของ omnichannel คือ กลยุทธ์ทางการตลาดที่เชื่อมโยงช่องทางการขายสินค้าหรือบริการที่หลากหลาย เช่น หน้าร้านค้า เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ store pickup การจัดส่งข้ามประเทศ โซเชียลมีเดีย อีเมล ฯลฯ เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่สอดคล้องกันและประสบการณ์การซื้อที่ราบรื่น ซึ่งสิ่งนี้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ผู้คนเริ่มคุ้นเคยกับการช้อปปิ้งออนไลน์
5. ความยั่งยืน / Eco-friendly / ความรับผิดชอบต่อสังคม ที่ผู้บริโภคยุโรปโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้ความใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เช่น วัสดุที่ใช้ การผลิตที่ไม่เป็นพิษ การลดขยะ เป็นต้น
6. การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งเรื่องไซส์ สไตล์ รูปแบบการตัดเย็บ สี และความชอบของคนท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.
ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดสินค้าแฟชั่นสู่ตลาดในยุโรป อาจพิจารณาโอกาสที่ยังมีผู้เล่นในตลาดไม่มากนัก อาทิ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม/ ความยั่งยืน (sustainable fashion) ใช้ผ้าธรรมชาติ ย้อมสีธรรมชาติ และผลิตแบบ Fair Trade รวมถึงการเจาะตลาด niche/ สินค้าหัตถกรรม/ งานฝีมือ เช่น ผ้าทอมือ และลวดลายไทย ที่มีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวความเป็นมาของตัวสินค้า และการใช้ digital marketing/ social media/ influencer สร้างการรับรู้ในตลาดเป็นวงกว้าง หรือทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ยุโรป หรือศิลปิน เพื่อให้สินค้าไทยดูทันสมัยและเข้ากับรสนิยมท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น และไม่ควรแข่งขันด้านราคา แต่ใช้ดีไซน์ ความเป็นไทย งาน craft เป็นจุดขาย สำหรับแนวโน้มตลาดสินค้าแฟชั่นในยุโรป ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2030 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 เท่า (ปี 2024 มีมูลค่ารวมประมาณ 527,527.56 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยตลาดเช็กและยุโรปกลาง กำลังกลายเป็น “Hub” ของแบรนด์แฟชั่นเอเชีย เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่ายุโรปตะวันตก แต่สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่ว EU ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญต่อแนวโน้ม sustainability/ circular fashion หากสามารถสื่อสารได้ว่าแฟชั่นไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้วัสดุรีไซเคิล มีการผลิตที่ยุติธรรม จะเป็นโอกาสในการขยายตลาดสู่ยุโรปเพิ่มเติมต่อไป