
เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา World Health Organization (WHO) หรือ องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการให้ชิลีเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าที่ติดต่อจากสุนัขสู่มนุษย์ โดยชิลีเป็นประเทศแรกในภูมิภาคลาตินอเมริกา[1] และเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่ได้รับการรับรองดังกล่าว โดยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดร. เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส) กล่าวว่า "ผมขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลและประชาชนของชิลีสำหรับความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ การรับรองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตลอดหลายทศวรรษในการปกป้องประชาชนจากโรคพิษสุนัขบ้า และแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของการลงทุนอย่างต่อเนื่องและการให้ความสำคัญด้านสาธารณสุข ความสำเร็จของชิลีเป็นบทเรียนอันมีค่าสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่กำลังมุ่งมั่นทำงานอย่างหนัก เพื่อยุติการเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้นี้"
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (ดร. เมย์ โชมาลี) พร้อมด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (นาย อเลฮานดรา ปิซาร์โร) เข้ารับมอบใบรับรองอย่างเป็นทางการจาก WHO โดยดร. เมย์ โชมาลีได้กล่าวว่า "เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับการรับรองนี้ นี่คือผลลัพธ์ของการวางรากฐานด้านสาธารณสุขและการทำงานอย่างต่อเนื่องมากว่า 50 ปี ผ่านนโยบายสาธารณะของชิลีในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า แต่ความสำเร็จนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากความร่วมมือของเทศบาล ทีมงานด้านโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน และชุมชน" โดยกรณีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าจากสุนัขในมนุษย์ครั้งสุดท้ายของชิลีเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2515 (กว่า 54 ปีมาแล้ว) ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากความพยายามป้องกันและควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาการเสริมสร้างศักยภาพในการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การติดตามการแพร่กระจายของไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ และการเข้าถึงการป้องกันหลังการสัมผัสเชื้ออย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับการรณรงค์ฉีดวัคซีนสุนัขอย่างทั่วถึง การจัดการประชากรสุนัขอย่างเป็นระบบ ตลอดจนโครงการสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ชุมชน นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ครอบครองสัตว์เลี้ยงต้องปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมโรค[2] โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงของตนอย่างต่อเนื่อง
บทวิเคราะห์/ความเห็น สคต.ฯ
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเผยว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ร้ายแรงในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก คร่าชีวิตผู้คนกว่า 60,000 รายต่อปี โดยกว่าร้อยละ 40 เป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี การถูกสุนัขกัดและข่วนเป็นสาเหตุหลักของโรคพิษสุนัขบ้าในมนุษย์ถึงร้อยละ 99 (การได้รับเชื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ เช่น แมว แรคคูน สกั้งค์ ค้างคาว ในมนุษย์นั้นพบได้น้อยมาก) เมื่อได้รับเชื้อจะมีระยะเวลาฟักตัว 2-3 เดือน โดยเมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางจะทำให้เกิดการอักเสบของไขสันหลังและสมองอย่างรุนแรง และเมื่ออาการทางการแพทย์ปรากฏขึ้น (ประสาทหลอน กล้ามเนื้อชักเกร็ง ขาดการทรงตัว กลัวน้ำ) จะทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตในทุกกรณี (ร้อยละ 100) โดยทางองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องจากโรคพิษสุนัขบ้าทั่วโลก อยู่ที่ประมาณ 8.6 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี[1] หรือค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 108 เหรียญสหรัฐต่อคน ซึ่งในประเทศกลุ่มเสี่ยงและมีรายได้น้อยอาจหมายถึงการเสียชีวิตเนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้
ปัจจุบัน โรคพิษสุนัขบ้าสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับทั้งคนและสุนัข โดยทั่วโลกมีผู้คนกว่า 29 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทุกปี[2] ประกอบกับการเฝ้าระวังและป้องกันการถูกกัด ในกรณีที่ถูกกัดแล้วสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้โดยการให้ยาต้านหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) อย่างทันท่วงที เพื่อยับยั้งไม่ให้ไวรัสเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง อย่างไรก็ดี การได้รับเชื้อยังคงมีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง/ปริมาณที่ได้รับเชื้อและระยะเวลาที่ได้รับยาต้านเชื้อ
การได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกครั้งนี้ ชิลีต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด โดยต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีโรคพิษสุนัขบ้าในมนุษย์ที่แพร่เชื้อจากสุนัขอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับต้องแสดงให้เห็นถึงการรักษาระบบการเฝ้าระวัง ห้องปฏิบัติการ การฉีดวัคซีน และระบบตอบสนองที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถป้องกันไม่ให้โรคนี้กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้งได้ โดยชิลีได้ยื่นเอกสารทางเทคนิคที่แสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามเกณฑ์การรับรองขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้รับการตรวจสอบโดยคณะผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศอิสระที่จัดตั้งขึ้นโดย WHO และได้รับการรับรองว่าชิลีได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดที่กำหนดขึ้นในระดับสากลแล้ว
โอกาสของประเทศไทย
สคต.ฯ เห็นว่าความสำเร็จของชิลีในการขจัดเชื้อพิษสุนัขบ้าในประเทศ เป็นผลสืบเนื่องหนึ่งจากการให้ความสำคัญต่อการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในประเทศ โดยผู้บริโภคชาวชิลีให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว และมีแนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงในชิลีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2565[3] พบว่าชาวชิลี 7 ใน 10 คน มีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อย 1 ตัว โดยสัตว์เลี้ยงทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสุนัขและแมว โดยสุนัขมีจำนวน 8.3 ล้านตัว และแมวมีจำนวน 4.2 ล้านตัว ทั้งนี้ จากมาตรฐานการดูแลสัตว์เลี้ยงที่สูงขึ้นในชิลี ส่งผลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพ/พรีเมียม และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ (แผนภาพที่ 1) จึงเป็นโอกาสของไทยในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง อาทิ วัคซีน อุปกรณ์การแพทย์ เข็มฉีดยา ไมโครชิป และเวชภัณฑ์
แผนภาพที่ 1: ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนสำหรับสัตว์เลี้ยง แยกตามหมวดหลัก ระหว่างปี 2566 – 2568 (หน่วย: เหรียญสหรัฐ)

จากแผนภาพที่ 1 ค่าใช้จ่ายในการดูแลสัตว์เลี้ยงโดยเฉลี่ย 1 ตัว/เดือน ของชาวชิลี ในปี 2568 อันดับที่ 1 ได้แก่ ค่าอาหาร ประมาณ 41.66 เหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ ค่ารักษาพยาบาล ประมาณ 35.12 เหรียญสหรัฐ ค่าบริการอาบน้ำ/ตัดขน ประมาณ 26.37 เหรียญสหรัฐ และค่าวิตามิน อาหารเสริมและยา ประมาณ 23.55 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวยังไม่รวมค่าของเล่น เสื้อผ้า ขนม แชมพู ฯลฯ ทั้งนี้ จำนวนร้านค้าผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในชิลีมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จากจำนวน 2,500 แห่งเป็น 3,400 แห่ง สะท้อนความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 (ระหว่างเดือน มกราคม – กรกฎาคม) ชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยในกลุ่มอุปกรณ์เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง (พิกัดศุลกากรที่ 3004) รวมมูลค่า 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 และกลุ่มอาหารสัตว์ (พิกัดศุลกากรที่ 2309) รวมมูลค่ากว่า 8.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 53.9
การขจัดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้สำเร็จของชิลีครั้งนี้ สะท้อนถึงมาตรฐานและระบบการควมคุมโรคสัตว์ที่เข้มงวดระดับสากล โดยชิลีเน้นส่งเสริมนโยบายการดูแลสัตว์เลี้ยงอย่างรับผิดชอบ (Responsible Pet Ownership) ผ่านระบบลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงแห่งชาติ[1] ประกอบกับการฉีดวัคซีนภาคบังคับตามกฎหมายควบคุมสัตว์เลี้ยงของชิลี ที่มีข้อกำหนดให้สัตว์เลี้ยงทุกตัวต้องรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและฝังไมโครชิป เพื่อให้สามารถติดตามตรวจสอบและควบคุมได้ได้อย่างเป็นระบบ โดยไทยสามารถถอดบทเรียนดังกล่าวและนำมาเป็นกรณีศึกษาด้านการพัฒนาระบบสาธารณะสุขของไทยได้ในอนาคต
________________________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณกรุงซันติอาโก
กันยายน 2569
[1] https://registratumascota.cl/inicio.xhtml
[1] https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/rabies
[2] https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/rabies
[3] https://www.gob.cl/noticias/primer-estudio-de-poblacion-animal-en-chile-revela-que-hay-12-millones-de-perros-y-gatos-con-duenos-y-4-millones-sin-supervision/#:~:text=Resultados.%20De%20los%20animales%20que%20tienen%20tutores%2C,perros%20y%20588.173%20gatos%20sin%20tutor%20conocido.