จากข้อมูลสถิติการนำเข้าและส่งออกสินค้าการเกษตรของกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น พบว่า การนำเข้าผักในช่วง 1-9 เดือนของปีนี้เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนผลไม้ก็เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งเกิดจากการลดลงของการผลิตในประเทศจากปัจจัยต่างๆ เช่น การสูงวัยของเกษตรกร และสภาพอากาศที่ไม่ดี ทำให้การผลิตภายในประเทศลดลง และทำให้บริษัทการค้าต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น
ในส่วนของผักกาดหอม เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนกะหล่ำปลีเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าของปีที่แล้ว ส่วนผลไม้ เช่น องุ่นเพิ่มขึ้น 23% และ ส้มแมนดาริน เพิ่มขึ้น 76% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
สาเหตุหลักที่ทำให้การผลิตในประเทศลดลงคือ สภาพอากาศที่ไม่ดี โดยในพื้นที่หลักของการผลิตในฮอกไกโด ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา มีสภาพอากาศร้อนจัดและฝนตกน้อย ทำให้ผลผลิตลดลง ซึ่งในตลาดโตเกียว ปริมาณการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากฮอกไกโดลดลง 32% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
การนำเข้าผักและผลไม้เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนการผลิตในประเทศที่ขาดแคลน ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าหัวหอมในตลาดโตเกียวเพิ่มขึ้นถึง 3.6 เท่าของปีที่แล้ว โดยมีการนำเข้าหัวหอมจากจีน ซึ่งต้องแข่งกับประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และมาเลเซีย นอกจากนี้ ราคานำเข้าหัวหอมก็เพิ่มขึ้น 52% เมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งมีการปรับเพิ่มราคาจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัว
สำหรับผลไม้แอปเปิ้ล ในช่วง 1-9 เดือนของปีนี้ ปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็นสถิติสูงสุดที่ 13,245 ตัน เนื่องจากการผลิตในประเทศลดลงจากสภาพอากาศที่ไม่ดี และมีการคาดการณ์ว่าจะนำเข้ามากขึ้นในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ในประเทศที่มีราคาสูงกลับไม่สามารถจำหน่ายได้ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การพึ่งพาการนำเข้าสินค้าผักและผลไม้จากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นนี้ เป็นโอกาสสำหรับสินค้าการเกษตรจากประเทศไทยในการขยายการส่งออกไปยังญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าการเกษตรที่ผลิตในไทยและมีการจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นอยู่แล้ว เช่น กล้วยและผลไม้บางประเภท สินค้าการเกษตรจากไทยที่ยังไม่ได้มีการจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นก็มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาด เนื่องจากบริษัทการค้าญี่ปุ่นกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่สามารถจัดหามาได้อย่างมั่นคง และมีความหลากหลายในการจัดหาสินค้าจากหลายประเทศ การส่งออกสินค้าการเกษตรของไทยไปยังญี่ปุ่นได้รับการสนับสนุนจากกรมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อขยายตลาดในญี่ปุ่น ซึ่งทำให้สามารถขยายการส่งออกได้ แต่ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินเยนอ่อนลงอาจทำให้ความต้องการสินค้ามีการเปลี่ยนแปลง จึงต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.
ในการขายสินค้าการเกษตรให้กับบริษัทการค้าญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรับประกันการจัดหาสินค้าอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการกำหนดปริมาณขั้นต่ำและสูงสุดที่สามารถจัดหาได้ รวมถึงการมีระบบสำรองในกรณีที่เกิดภัยพิบัติจากสภาพอากาศ หรือภัยธรรมชาติ นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับคู่ค้าและการทำการตลาดอย่างมีคุณภาพก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากสินค้าการเกษตรจากประเทศจีน เกาหลีใต้ และอาเซียนยังคงเป็นคู่แข่งหลักของไทยในตลาดญี่ปุ่น การทำความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จากไทยจะมีความสำคัญมาก โดยการเน้นที่คุณภาพและการจัดการกับสารเคมีในการเกษตรจะช่วยสร้างจุดเด่นให้กับสินค้าไทย