
สำนักข่าว Reuters เปิดเผยรายงานข่าวว่า เยอรมนีและอิสราเอลเพิ่งลงนาม ข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคงไซเบอร์ โดยมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อยกระดับในความร่วมมือในการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนและเพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในยุโรปและอิสราเอลเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่พร้อมจะพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ให้ก้าวเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้ โดย นายอเล็กซานเดอร์ โดบรินด์ท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเยอรมนี ได้กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (14 ม.ค.2569) ซึ่งเขาได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวร่วมกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ณ กรุงเยรูซาเลม ทางด้าน นายเนทันยาฮู ได้กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ความร่วมมือนี้ไม่ใช่แค่ “แผนความปลอดภัยไซเบอร์ทั่ว ๆ ไป” แต่เป็น พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างสองประเทศที่มีจุดแข็งเฉพาะด้านในเทคโนโลยีและความปลอดภัยดิจิทัล
ข้อตกลงนี้มีหลายมิติ ที่สำคัญมี 3 ด้าน
พัฒนาระบบ “Cyber Dome” โดยเป็นระบบหรือโครงการที่นำแนวคิดคล้าย Iron Dome ในทางไซเบอร์ เพื่อสร้างเกราะป้องกันแบบหลายชั้นต่อการโจมตีสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐาน (พลังงาน ระบบขนส่ง ฯลฯ)
จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมไซเบอร์และ AI ร่วมกัน ที่ใช้ในป้องกันภัยไซเบอร์ รวมถึงการแบ่งปันความรู้และการฝึกซ้อมภัยไซเบอร์ร่วมกัน เพื่อยกระดับการป้องกันของทั้ง 2 ฝ่าย
พัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือในระบบเตือนภัยพลเรือนและโดรนป้องกันภัย เพื่อให้ประเทศพร้อมที่จะนำเอาความรู้ของแต่ละฝ่ายมาพัฒนาและประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือภัยคุกคามในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
ความสำคัญของข้อตกลงนี้
ภัยไซเบอร์เป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ — การโจมตีทางไซเบอร์ไม่ได้เป็นแค่ “โจมตีข้อมูล” แต่สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ระบบสาธารณูปโภค และความมั่นคงของประเทศได้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อทั้ง 2 ประเทศมีการพึ่งพาระบบข้อมูลหรือนวัตกรรมในด้านนี้ในการประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน ซึ่งมีกรณีตัวอย่างหลายกรณี ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและกระทบการใช้ชีวิต เช่น เหตุการณ์รถไฟหยุดการให้บริการในสเปน หลังจากถูกคุกคามจากกแฮกเกอร์ทำให้ต้องหยุดเดินรถหลายชั่วโมง เป็นต้น
AI และระบบดิจิทัลกำลังกลายเป็นพื้นฐานของทุกโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต ฯลฯ ซึ่งต้องการเทคโนโลยีป้องกันที่สูงและซับซ้อน รวมถึงการฝึกซ้อมหรือวางระบบเพื่อรับมือภัยที่ยากแก่การมองเห็น
เยอรมนีเลือกอิสราเอลเป็นพันธมิตรเฉพาะด้านนี้เพราะอิสราเอลมี ประสบการณ์จริงจากสถานการณ์ภัยไซเบอร์และการใช้ AI ป้องกัน ซึ่งรัฐบาลและภาคเอกชนในอิสราเอลมีความแข็งแกร่งในระดับโลก เช่น ในด้าน ransomware detection, command-and-control analysis, and critical infrastructure cyber defense
ความเห็นของ สคต.
ความร่วมมือด้าน ไซเบอร์ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลต่างๆ ไม่ได้เป็นเรื่องการ “แบ่งปันข้อมูลพื้นฐาน” เท่านั้น แต่เป็น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ดังนั้น ประเทศที่มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีหรือบริการเฉพาะด้านสามารถเป็น “พันธมิตร” เชิงยุทธศาสตร์ได้ เช่น เยอรมนีใช้อิสราเอลเป็นพันธมิตรด้าน Cyber Dome สำหรับไทยข่าวนี้ อาจสร้างโอกาสพัฒนาความร่วมมือคู่ขนานกับอิสราเอลในอนาคต เช่น
Joint Innovation & Training Programs - ไทยสามารถชักชวนสถาบันเทคโนโลยีและบริษัท Start-ups ไทย เข้าฝึกอบรม หรือร่วมก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมไซเบอร์ร่วมกับพันธมิตร เช่น อิสราเอล เยอรมนี
ความร่วมมือเพื่อพัฒนา AI-based Cyber Defense Tools - เทคโนโลยีอย่าง AI-driven threat detection, security analytics, และ autonomous defense systems เป็นพื้นที่ที่ไทยสามารถเรียนรู้และพัฒนาความเชี่ยวชาญร่วมกับต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ไทยมีความเสี่ยงหรือสงครามกับกัมพูชา และ scammer ในปัจจุบัน
สร้าง Sandbox/Testing Grounds - เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนและ Start-ups ไทยทดลองระบบกับพันธมิตรต่างประเทศเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและโอกาส “go global”
โดยหากไทยมีความร่วมมือกับอิสราเอลในดด้านสามารถสร้างโอกาสในการค้าและการลงทุนหรือพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคของไทยเช่น เพิ่มโอกาสการค้าบริการด้านเทคโนโลยีไซเบอร์ เช่น
digital security consulting, cloud security, AI safety solutions
ดึงดูด FDI ไปยังไทยในสายงาน cyber/AI ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต
สร้าง workforce ที่มีศักยภาพสูง ในตลาดเทคโนโลยีขั้นสูงเสริมสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะใน sector ที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบ AI
เป็นต้น
ผู้ส่งออกหรือนักธูรกิจที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศอิสราเอล ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ thaicomt@zahav.net.il
ที่มา : https://www.reuters.com/world/middle-east/