fb
การเจรจาระหว่างตูนิเซียและ IMF:  ความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางการคลัง

การเจรจาระหว่างตูนิเซียและ IMF: ความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางการคลัง

โดย
saraleey@ditp.go.th
ลงเมื่อ 06 มิถุนายน 2569 22:45
สคต. ณ กรุงไคโร (อียิปต์) (TTC, Cairo (Egypt))
1

การเจรจาระหว่างตูนิเซียและ IMF: 
ความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางความท้าทายทางการคลัง

image.png

 

 

ในช่วงปี 2568-2569 ตูนิเซียกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยรัฐบาลต้องรับมือกับปัญหาหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวได้เต็มที่หลังจากผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก การระบาดของโควิด-19 และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลตูนิเซียจึงได้เดินหน้าเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เพื่อหาแนวทางสนับสนุนทางการเงินและดำเนินมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการสร้างเสถียรภาพในระยะยาว

จากรายงานล่าสุดของ IMF เกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ หรือ MENA คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของตูนิเซียในปีนี้ (2569) จะขยายตัวประมาณ 2.1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเป้าหมายของรัฐบาลตูนิเซียที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3.3% การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของ IMF ต่อปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อการค้าและต้นทุนการนำเข้าสินค้าของตูนิเซีย

ปัญหาสำคัญที่ตูนิเซียกำลังเผชิญ คือ ภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการชำระหนี้และดูแลสวัสดิการสังคม ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจหลายแห่งของประเทศยังประสบปัญหาทางการเงินและต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ภาระทางการคลังของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

การเจรจาระหว่างตูนิเซียกับ IMF จึงมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดย IMF ได้เสนอให้รัฐบาลตูนิเซียดำเนินมาตรการปฏิรูปทางเศรษฐกิจหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี การควบคุมรายจ่ายภาครัฐ การปฏิรูประบบเงินอุดหนุนพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการปรับปรุงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณและสร้างความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แนวทางการปฏิรูปดังกล่าวยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก เนื่องจากหลายมาตรการอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ตัวอย่างเช่น การลดเงินอุดหนุนด้านพลังงานอาจทำให้ราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน การลดการใช้จ่ายของภาครัฐอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการให้บริการสาธารณะในบางภาคส่วน ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างการดำเนินมาตรการปฏิรูปทางเศรษฐกิจกับการรักษาเสถียรภาพทางสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ IMF ให้ความสำคัญ คือ ความอ่อนไหวของเศรษฐกิจตูนิเซียต่อปัจจัยภายนอก ประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบโดยตรงเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ เศรษฐกิจของตูนิเซียยังพึ่งพารายได้จากภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าไปยังยุโรปเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรือเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ก็อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของตูนิเซียจะยังเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ IMF มองว่าประเทศยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตูนิเซียมีจุดแข็งด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างยุโรปและแอฟริกา และโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีดิจิทัล และการผลิตเพื่อการส่งออก หากรัฐบาลสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจได้ ก็อาจช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต 

 

ข้อสังเกตุ/ข้อเสนอแนะ

  • การเจรจาระหว่างตูนิเซียและ IMF สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างและสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ แม้มาตรการปฏิรูปที่ IMF เสนออาจก่อให้เกิดความท้าทายในระยะสั้น แต่หากดำเนินการได้อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเพิ่มความสามารถของตูนิเซียในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

  • สคต. ณ กรุงไคโร มีข้อสังเกตุแนวโน้มที่ประเทศในภูมิภาคแอฟริกาหันไปพึ่งพาหรือขอความช่วยเหลือจาก International Monetary Fund มากขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจคล้ายคลึงกับตูนิเซีย ทั้งภาระหนี้สาธารณะสูง การขาดดุลงบประมาณ อัตราเงินเฟ้อ และความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Egypt ซึ่งได้รับเงินกู้และโครงการช่วยเหลือจาก IMF หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาค่าเงินอ่อนตัว หนี้ต่างประเทศสูง และแรงกดดันจากเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับ Jordan ที่มีความร่วมมือกับ IMF อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ขณะที่ Morocco ก็ได้ใช้เครื่องมือทางการเงินของ IMF เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศจะมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก

  • สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความต้องการความช่วยเหลือจาก IMF มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คือหลายประเทศ ในภูมิภาคนี้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหารจากต่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตราคาพลังงานหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนการนำเข้าจะเพิ่มสูงขึ้นทันที นอกจากนี้ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนหลังวิกฤตโควิด-19 ยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้รายได้ของรัฐยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

  • อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการขอความช่วยเหลือจาก IMF ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศกำลังเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ แต่สะท้อนว่าหลายรัฐบาลมอง IMF เป็นแหล่งเงินทุนและที่ปรึกษาด้านนโยบายเศรษฐกิจที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระหว่างประเทศ การได้รับการสนับสนุนจาก IMF มักส่งสัญญาณว่าประเทศนั้นกำลังดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ซึ่งอาจช่วยดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้อื่น ๆ

  • สำหรับกรณีของตูนิเซีย หากการเจรจากับ IMF ประสบความสำเร็จ ก็อาจกลายเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นในภูมิภาคที่มีปัญหาคล้ายกันเลือกใช้แนวทางเดียวกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับเงื่อนไขของ IMF เช่น การลดเงินอุดหนุน การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการควบคุมรายจ่ายภาครัฐ ซึ่งอาจก่อให้เกิดแรงต่อต้านทางสังคมและการเมืองภายใน   ประเทศได้

 

------------------------------------------------------------

 

ที่มา 

https://northafricapost.com/96402-imf-keeps-tunisia-2026-growth-forecast-at-2-1-warns-of-external-shocks.html

 

https://news-tunisia.tunisienumerique.com/imf-maintains-tunisias-economic-growth-forecast-at-2-1-for-2026/

 

ฉบับ 1 เดือน มิย 69 ตูนีเซีย.pdf
Share :
Instagram