fb
รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568  และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569

โดย
Panuwat
ลงเมื่อ 09 กุมภาพันธ์ 2569 17:45
สคต. ณ กรุงไนโรบี (เคนยา) (TTC, Nairobi (Kenya))
5

รายงานสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา ปี 2568 และการขยายโอกาสทางการค้า ปี 2569
*****************************
สาธารณรัฐเคนยาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกทั้งในด้านการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่ง โดยเป็นที่ตั้งของท่าเรือมอมบาซา ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของภูมิภาค และกรุงไนโรบีซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน และโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของเคนยา ส่งผลให้ประเทศดังกล่าวมีบทบาทเป็นประตูการค้า (Gateway) ไปสู่ประเทศในแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกากลาง อาทิ ยูกันดา แทนซาเนีย รวันดา บุรุนดี และเอธิโอเปีย
ประเทศไทยและสาธารณรัฐเคนยามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการค้าสินค้า ซึ่งประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังเคนยาเป็นหลัก ขณะที่การนำเข้าจากเคนยายังมีสัดส่วนจำกัด ส่งผลให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าไทยในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยา รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้นำเข้าเคนยาที่มีต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐเคนยา

ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยายังคงแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการขยายตัว แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ รัฐบาลเคนยายังคงดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุน และการยกระดับภาคการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว การขยายตัวของประชากรเมืองและชนชั้นกลางในเคนยา ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าอาหารแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตและสามารถจัดหาสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ประเทศไทยจึงยังคงเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่มีบทบาทในตลาดเคนยาอย่างต่อเนื่อง ในด้านความสัมพันธ์ทางการค้า มีมูลค่ารวมอยู่ในระดับกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นฝ่ายส่งออกสินค้าไปยังเคนยาในสัดส่วนที่สูงกว่าการนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าแปรรูป ขณะที่เคนยายังคงเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและวัตถุดิบบางประเภทเป็นหลัก
 

สถานการณ์การส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ
การส่งออกของประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐเคนยา ในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 199 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการสินค้าไทยในตลาดเคนยาที่ยังคงอยู่ในระดับดี โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค การขยายตัวดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเคนยา รวมถึงบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังเคนยา ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารของเคนยา ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ รวมถึงเคมีภัณฑ์ สินค้าเหล่านี้สะท้อนถึงความหลากหลายของโครงสร้างการส่งออกของไทย และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดเคนยาในหลายภาคเศรษฐกิจ

คาดการณ์เศรษฐกิจของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคบริการ การก่อสร้าง และการเกษตร ควบคู่กับการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย และค่าเงินชิลลิงเคนยามีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ดี เคนยายังเผชิญความท้าทายด้านการคลังจากภาระหนี้สาธารณะในระดับสูง รัฐบาลจึงมุ่งดำเนินมาตรการรักษาวินัยการคลัง ขณะที่รายได้จากการโอนเงินของชาวเคนยาในต่างประเทศยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมเสถียรภาพทางการเงิน โดยภาพรวมเศรษฐกิจเคนยาในปีดังกล่าวมีแนวโน้มเชิงบวกและสะท้อนศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก
แนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองของเคนยา
1) แนวโน้มทางการเมือง สถานการณ์ทางการเมืองของเคนยาในปี 2026 มีแนวโน้มมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
•    เสถียรภาพรัฐบาล ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต (William Ruto) มีสถานะทางการเมืองที่เข้มแข็งขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2027 โดยมีการเจรจาพันธมิตรอย่างเป็นทางการระหว่างพรรครัฐบาล (UDA) และพรรคฝ่ายค้านหลัก (ODM) ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองในระยะสั้น 
•    ความเสี่ยงจากความไม่สงบ แม้ว่าการประท้วงรุนแรงต่อต้านการขึ้นภาษีในช่วงปี 2024 - 2025 จะลดน้อยลงแล้ว แต่ความเสี่ยงจากความไม่สงบยังคงมีอยู่หากรัฐบาลพยายามผลักดันมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังหรือขึ้นภาษีเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล 
•    ฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านยังคงมีความแตกแยกและยังไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างผู้ท้าชิงที่น่าเชื่อถือเพียงคนเดียวได้ในขณะนี้ 
2) แนวโน้มทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของเคนยาคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ในปี 2026 โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
•    การเติบโตของ GDP คาดว่า GDP ที่แท้จริง จะขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 ในปี 2026 (เพิ่มขึ้นจากประมาณการร้อยละ 5.0 ในปี 2025) โดยได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายทางการเงินและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น 
•    ภาคส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคบริการ (โดยเฉพาะการท่องเที่ยว การเงิน และดิจิทัล) จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคเกษตรกรรม และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย SGR ไปยังพรมแดนยูกันดาที่คาดว่าจะเริ่มในต้นปี 2026 
•    อัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 4.8 ในปี 2026 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากร้อยละ 4.1 ในปี 2025 
3) นโยบายการเงินและการคลัง 
•    อัตราดอกเบี้ย ธนาคารกลางเคนยา (CBK) มีแนวโน้มจะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย โดยคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือร้อยละ 8.5 ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ 
•    ค่าเงิน ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดว่าจะอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 132.01 ชิลลิงต่อดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 
•    หนี้สาธารณะและการคลัง รัฐบาลยังคงเผชิญข้อจำกัดทางการคลังและภาระหนี้ที่สูง โดยมีแผนจะกลับเข้าสู่ตลาดพันธบัตรยูโร ในต้นปี 2026 และออกพันธบัตรสำหรับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาโครงการใหม่กับ IMF อาจยังไม่บรรลุข้อตกลงจนกว่าจะหลังการเลือกตั้งปี 2027 เนื่องจากประเด็นการขึ้นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมือง 
4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 
•    เคนยาจะยังคงดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบเน้นผลประโยชน์และสร้างสมดุล ระหว่างมหาอำนาจ โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก (EAC) 
•    มีความพยายามกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) เช่น UAE และซาอุดีอาระเบีย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนและการลงทุนใหม่ 
•    ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อาจมีความไม่แน่นอนทางการค้าภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี AGOA ที่หมดอายุในปี 2025 และอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุหรือทดแทน
นโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของเคนยา
1) นโยบายภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายของเคนยาในปี 2569 มีความตึงเครียดระหว่างความต้องการเปิดเสรีทางการค้ากับความจำเป็นในการหารายได้เข้ารัฐ ซึ่งส่งผลต่อสินค้าไทย ดังนี้
•    ความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีหรือค่าธรรมเนียมนำเข้า รัฐบาลเคนยามีแผนที่จะออกพันธบัตรโดยใช้รายได้จาก "ค่าธรรมเนียมการนำเข้า" มาเป็นหลักประกัน เพื่อระดมทุนไปสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟ SGR และถนน นโยบายนี้อาจส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากไทยสูงขึ้นในทางอ้อม หากมีการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเหล่านี้เพื่อรองรับภาระหนี้
ผลกระทบต่อไทย : การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดปลายทางสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินค้าที่ผลิตในประเทศหรือสินค้าจากคู่แข่งที่มีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่า ผู้ส่งออกไทยอาจประสบความยากลำบากในการรักษาส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีการแข่งขันสูงและมีตัวเลือกทดแทนจากประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ผลกระทบดังกล่าวอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องพิจารณาปรับกลยุทธ์ด้านราคา หรือยกระดับมูลค่าเพิ่มของสินค้าเพื่อลดความอ่อนไหวต่อการขึ้นต้นทุน
•    มาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็น รัฐบาลเคนยาได้เสนอกฎหมาย The Price Control (Essential Goods) (Amendment) Bill, 2024 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีคลังกำหนดเพดานราคาสินค้าจำเป็น ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าว (Rice) น้ำมันพืช และน้ำตาล 
ผลกระทบต่อไทย : ข้าว เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 2 ของไทยไปเคนยา (มูลค่าคาดการณ์ปี 2569 สูงถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 53%) และน้ำตาลอีกหนึ่งสินค้าสำคัญ หากกฎหมายนี้บังคับใช้เข้มงวด อาจกระทบต่อกลไกราคาและกำไรของผู้ส่งออกไทยได้
•    มาตรการทางภาษีสำหรับธุรกิจดิจิทัล ตั้งแต่ธันวาคม 2024 เป็นต้นมา เคนยาได้เปลี่ยนมาใช้ระบบภาษี Significant Economic Presence Tax ในอัตรา 3% ของรายได้รวม (Gross Turnover) สำหรับผู้ประกอบการต่างชาติที่มีรายได้จากดิจิทัลแพลตฟอร์มในเคนยา ซึ่งอาจกระทบหากมีผู้ประกอบการ E-commerce หรือบริการดิจิทัลจากไทยเข้าไปทำตลาด
ผลกระทบต่อไทย : การบังคับใช้ภาษี Significant Economic Presence (SEP) ของเคนยาส่งผลให้ผู้ประกอบการดิจิทัลจากประเทศไทยต้องเผชิญกับภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการจัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 3 ของรายได้รวมจากตลาดเคนยา ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิและรายได้ที่สามารถนำกลับเข้าประเทศได้ ภาวะดังกล่าวอาจบังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับโครงสร้างราคา รูปแบบการให้บริการ และกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีต้นทุนทางภาษีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2) นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและการเงิน 
ค่าเงินชิลลิงเคนยา คาดการณ์ว่าค่าเงินจะอ่อนค่าลง อย่างค่อยเป็นค่อยไป (เฉลี่ย 132.01 KSh ต่อ 1 USD ในปี 2026)  จากเดิมที่รัฐบาลพยายามแทรกแซงค่าเงิน IMF ได้กดดันให้เคนยาปล่อยค่าเงินลอยตัวมากขึ้น 
ผลกระทบต่อไทย : สินค้านำเข้าจากไทยจะมีราคาสูงขึ้นในสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติชี้ว่าความต้องการสินค้าไทยในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยังคงแข็งแกร่งมาก โดยคาดว่าจะขยายตัวถึง 42.78% ในปี 2569 แสดงให้เห็นว่าสินค้าไทยในกลุ่มนี้มีความจำเป็น หรือมีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ 
3) นโยบายโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ 
•    โครงการรถไฟ SGR ส่วนต่อขยาย รัฐบาลเคนยามีแผนเริ่มก่อสร้างส่วนต่อขยายทางรถไฟสาย Standard-Gauge Railway (SGR) ไปยังพรมแดนยูกันดาในช่วงต้นปี 2026 
โอกาสของไทย : นโยบายนี้จะกระตุ้นความต้องการนำเข้า เครื่องจักรกลและเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย โดยข้อมูลคาดการณ์ปี 2569 ระบุว่าการส่งออกเครื่องจักรกลจากไทยไปเคนยาจะเติบโตสูงถึง 108.13% และเหล็ก/เหล็กกล้าจะเติบโต 154.85% เพื่อรองรับภาคการก่อสร้าง
•    การเป็นประตูสู่ภูมิภาค นโยบายของเคนยายังคงเน้นการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้กลุ่มประชาคมแอฟริกาตะวันออก (EAC) การส่งสินค้าไทยไปเคนยาจึงไม่ใช่แค่เพื่อขายในเคนยา แต่เพื่อส่งต่อไปยังยูกันดา แทนซาเนีย และประเทศรอบข้างที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
โอกาสของไทย : การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านท่าเรือ ถนน และระบบรางของเคนยา โดยเฉพาะท่าเรือมอมบาซาและโครงการรถไฟ SGR ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าจากชายฝั่งเข้าสู่ประเทศตอนในและประเทศเพื่อนบ้าน สถานการณ์ดังกล่าวเอื้อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เคนยาเป็นศูนย์กระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์รวมเมื่อเทียบกับการส่งตรงไปยังหลายประเทศ การวางระบบคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาจึงเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่มีความคุ้มค่าในระยะกลางถึงระยะยาว
4) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อคู่ค้า 
นโยบายแบบหลายทิศทาง  เคนยาพยายามรักษาสมดุลระหว่างจีน สหรัฐอเมริกา และกลุ่ม GCC แม้รายงานจะไม่ได้ระบุถึง FTA กับไทยโดยตรง แต่การที่เคนยาทำข้อตกลง EPA กับ EU และ UAE  อาจทำให้สินค้าจากประเทศเหล่านั้นมีความได้เปรียบทางภาษีเหนือสินค้าไทยในบางรายการ ดังนั้น สินค้าไทยต้องแข่งขันด้วย "คุณภาพ" และ "ความคุ้มค่า" เป็นหลัก
สรุปแนวโน้มการนำเข้าจากไทยปี 2569 แม้จะมีอุปสรรคเรื่องค่าเงินและมาตรการภาษีบางอย่าง แต่แนวโน้มการนำเข้าจากไทยยังคง "ขยายตัวสูง" โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม (รถยนต์ เครื่องจักร เหล็ก) เพื่อรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ในขณะที่สินค้าเกษตร (ข้าว) ยังมีความต้องการสูงแต่อาจต้องจับตาดูมาตรการควบคุมราคาอย่างใกล้ชิด
โอกาสสำหรับสินค้าไทยที่มีศักยภาพ
การส่งออกของไทยไปยังตลาดเคนาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่กลับมาขยายตัวกว่าร้อยละ 27 และสินค้าข้าวที่ได้รับอานิสงส์จากเทรนด์สุขภาพในกลุ่มผู้บริโภคระดับบน
1) กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
รัฐบาลเคนยามีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศอย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการผลิตและประกอบรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม ควบคู่กับการให้สิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อและการลงทุนแก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตลาดเคนยายังมีช่องว่างด้านการผลิตชิ้นส่วนคุณภาพสูง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปลงทุนหรือร่วมทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและตลาด AfCFTA
โอกาสของไทย : การเติบโตของยานยนต์ในเคนยายังเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการประกอบรถยนต์หรือชิ้นส่วนภายใน SEZ หากไทยสามารถตั้งฐานการผลิตหรือร่วมทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น จะช่วยลดต้นทุนภาษีนำเข้าและเพิ่มความใกล้ตลาด
2) กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป
ความต้องการบริโภคข้าวในเคนยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตลาดกำลังขยายตัวซึ่งอยู่ภายใต้ข้อตกลงการค้า EAC และ AfCFTA รวมทั้งมีความต้องการสินค้าแปรรูปคุณภาพสูง เช่น ข้าวแปรรูป, อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์นมไทยที่ได้รับมาตรฐานสากล แต่ต้องได้รับการรับรอง SPS ก่อน ในขณะที่การผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้เคนยาจำเป็นต้องนำเข้าข้าวในปริมาณมากเป็นประจำ แม้ไทยยังมีสัดส่วนการส่งออกข้าวไปเคนยาไม่สูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งหลัก แต่ข้าวไทยมีจุดแข็งด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดโลก ซึ่งสามารถต่อยอดโอกาสทางการค้าได้ 
โอกาสของไทย :  ผู้ประกอบการไทยจึงมีศักยภาพในการขยายการส่งออกข้าวคุณภาพสูง และพัฒนาความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในเคนยา เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการตลาดและเพิ่มการรับรู้สินค้าไทยในระยะยาว
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ
จากการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐเคนยาในปี 2569 เห็นได้ว่าเคนยายังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการขยายบทบาททางการค้าของไทยในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง มาตรการภาษี และความผันผวนด้านอัตราแลกเปลี่ยน แต่แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และบทบาทของเคนยาในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของ EAC ยังคงเอื้อต่อการขยายการส่งออกและการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในระยะกลางถึงระยะยาว
ในด้านการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี (สคต.) เห็นควรให้ภาครัฐและเอกชนไทยให้ความสำคัญกับการรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาค่อนข้างต่ำและสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเคนยา ควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาการตั้งฐานการผลิต การประกอบ หรือการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นของเคนยา เพื่อลดความเสี่ยงจากภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้า รวมถึงเพิ่มความใกล้ชิดกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค EAC และ AfCFTA ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของไทยจากผู้ส่งออกสินค้าไปสู่ผู้มีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาค
สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร สคต. เห็นว่าข้าวและอาหารแปรรูปของไทยยังคงมีศักยภาพสูงในตลาดเคนยา เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการผลิตในประเทศที่ไม่เพียงพอ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยควรติดตามมาตรการควบคุมราคาสินค้าจำเป็นของรัฐบาลเคนยาอย่างใกล้ชิด และปรับกลยุทธ์ทางการตลาดโดยเน้นกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงบน สินค้าคุณภาพสูง และสินค้าที่มีความแตกต่างด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือเชิงลึกกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และเครือข่ายค้าปลีกในท้องถิ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพของช่องทางตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนด้านนโยบายราคา
ในมิติของนโยบายและกฎระเบียบ สคต. เห็นควรให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัลและบริการ ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมด้านการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีของเคนยา อาทิ ระบบ Significant Economic Presence Tax รวมถึงการวางแผนโครงสร้างธุรกิจและการตั้งราคาที่สะท้อนต้นทุนภาษีอย่างเหมาะสม ในขณะเดียวกัน ภาครัฐไทยควรใช้ช่องทางความร่วมมือทางการค้าและการทูตเศรษฐกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามผลกระทบจากมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมนำเข้าใหม่ของเคนยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงของภาคเอกชนไทย
โดยภาพรวม สคต. เห็นว่าแนวทางการดำเนินงานของไทยในตลาดเคนยาควรมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างการส่งออกเชิงรุก การลงทุนต่อยอด และการใช้เคนยาเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างยั่งยืนภายใต้บริบทเศรษฐกิจและนโยบายการค้าที่มีความท้าทายมากขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยโอกาสในระยะยาว
----------------------------------------------------------------

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
กุมภาพันธ์ 2569
 

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจ2568-2569.pdf
Share :
Instagram