fb
กฎบรรจุภัณฑ์ใหม่อียู

กฎบรรจุภัณฑ์ใหม่อียู

ลงเมื่อ 07 สิงหาคม 2569 05:00
สคต. ณ เมืองมิลาน (อิตาลี) (TTC, Milan (Italy))
2

1. เหตุผลการออกกฎระเบียบ PPWR ของสหภาพยุโรป

image.png

          จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรปรายงานว่า ในแต่ละปีประชากรชาวยุโรปสร้างขยะบรรจุภัณฑ์สูงถึง 180 กิโลกรัมต่อคน ซึ่งพบว่าสหภาพยุโรปนำวัสดุพลาสติกและกระดาษที่ใช้ในสหภาพยุโรปทั้งหมดไปใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์มีสัดส่วนที่สูง ได้แก่ พลาสติก สัดส่วน 40% และกระดาษ สัดส่วน 50% ดังนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาเห็นว่า หากไม่มีการดำเนินการกำหนดกฎระเบียบใด ๆ ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์มหาศาลดังกล่าวอาจส่งผลให้สหภาพยุโรปต้องเผชิญกับปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ที่จะเพิ่มขึ้นอีกถึง 19% และขยะพลาสติกที่จะเพิ่มขึ้นสูงถึง 46% ภายในปี 2573 ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว สหภาพยุโรปจึงออกกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation-PPWR) (Regulation (EU) 2025/40 of 19 December 2024) ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่ใช้บังคับโดยตรงในทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป โดยกฎหมายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 และเริ่มนำมาบังคับใช้โดยทั่วไปตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ขณะที่ข้อกำหนดบางประการจะทยอยมีผลในระยะต่อไป

2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของ PPWR

          กฎระเบียบ PPWR ถูกผลักดันภายใต้ข้อตกลงแผนปฏิรูปยุโรปสีเขียวของสหภาพยุโรป (European Green Deal) และเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียนใหม่ (New Circular Economy Action Plan - CEAP) ซึ่งกฎระเบียบนี้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ทุกประเภท (Primary/Secondary/Tertiary) ที่วางจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป ไม่ว่าจะผลิตในสหภาพยุโรปหรือนำเข้าจากต่างประเทศ บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดที่วางจำหน่ายในสหภาพยุโรปต้องสามารถรีไซเคิลได้ โดยข้อกำหนดด้านการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling - D4R) จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 หรือ 24 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ แล้วแต่วันใดจะช้ากว่า ส่วนข้อกำหนดให้สามารถรีไซเคิลได้ในระดับวงกว้างจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2578 หรือ 5 ปีหลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ แล้วแต่วันใดจะช้ากว่า ทั้งนี้ เป้าหมายการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) ใช้เฉพาะกับบรรจุภัณฑ์บางประเภทและบางภาคธุรกิจเท่านั้น ไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกชนิด โดยกฎระเบียบ PPWR  มีวัตถุประสงค์ หลักที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ 

1) ลดการใช้วัสดุ (Reduce) เน้นการออกแบบและใช้วัสดุให้น้อยที่สุด เพื่อลดขยะบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น      (อาทิ พลาสติก กระดาษ แก้ว อลูมิเนียม เป็นต้น)

2) ส่งเสริมการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse & Refill) เน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความทนทาน เพื่อยืดอายุการใช้งานและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง

3) ส่งเสริมการเพิ่มการรีไซเคิล (Recycle) เน้นการพัฒนา ปรับปรุง ระบบการเก็บและจัดการขยะ เพื่อเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้

   โดยวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการสนับสนุนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การลดขยะบรรจุภัณฑ์ของประชากรในประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยเป้าหมายที่สหภาพยุโรปตั้งไว้เพื่อลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ต่อหัวประชากรลง (เมื่อเทียบกับปี 2561) ได้แก่ ลดลง 5% ภายในปี 2573 ลดลง 10% ภายในปี 2578 และลดลง 15% ภายในปี 2583 ซึ่งคาดว่าเป้าหมายดังกล่าวจะช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์ ในสหภาพยุโรปได้ประมาณ 37% เมื่อเทียบกับกรณีฐานที่ไม่มีมาตรการเพิ่มเติมไม่ใช่การลดจากระดับปัจจุบันโดยตรง 

3. กรอบเวลาการบังคับใช้และมาตรการที่ทยอยมีผลในช่วงปี 2569-2578 ของ PPWR

3.1 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 โดยห้ามนำบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารที่มีสารเคมีถาวร หรือ per- and polyfluoroalkyl substances (PFAS) เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ออกวางตลาดเป็นครั้งแรกในสหภาพยุโรป ดังนี้ 1) จำกัดความเข้มข้น 25 ppb สำหรับ PFAS แบบกำหนดเป้าหมายแต่ละรายการ (ไม่รวม PFAS แบบโพลีเมอร์) 2) จำกัดความเข้มข้น 250 ppb สำหรับผลรวมของ PFAS เป้าหมาย (ไม่รวม PFAS แบบโพลีเมอร์เช่นกัน) และ 3) จำกัดความเข้มข้น 50 ppm สำหรับ PFAS ทั้งหมด ซึ่งรวมถึง PFAS แบบโพลีเมอร์ โดยหากตรวจพบปริมาณฟลูออรีนรวมเกิน 50 ppm ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องแสดงหลักฐานแยกแหล่งที่มาของฟลูออรีนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น ภาชนะอาหารจานด่วน กล่องพิซซ่า ถุงป๊อปคอร์นสำหรับไมโครเวฟ และจานหรือชามกระดาษแข็งแบบใช้ครั้งเดียว โดยบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ยังสามารถวางจำหน่ายได้ หากปริมาณ PFAS ไม่เกินค่าที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ที่ถูกนำออกวางตลาดครั้งแรก  ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ยังคงอยู่ในตลาดต่อไปได้โดยไม่ต้องถูกเรียกคืน แต่บรรจุภัณฑ์ที่นำออกวางตลาดตั้งแต่ วันดังกล่าวต้องผ่านเกณฑ์ PFAS ข้างต้น ไม่มีระยะผ่อนผันเพื่อระบายสต็อกที่ยังไม่เคยถูกนำออกวางตลาด แม้จะผลิตขึ้นก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ก็ตาม 

                3.2 เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 (ยกเว้นข้อ 3.2.4 เรื่องฉลาก ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2571)

                   3.2.1 ข้อกำหนดการรีไซเคิล ได้แก่ 1) การออกแบบเพื่อการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ทุกชนิดที่วางจำหน่าย   ในสหภาพยุโรปต้องออกแบบให้สามารถรีไซเคิลได้ (เริ่มจัดเกรดความสามารถในการรีไซเคิล A/B/C และห้ามมีบรรจุภัณฑ์ เกรดต่ำกว่า C ตั้งแต่ปี 2573) 2) การรีไซเคิลระดับวงกว้าง บรรจุภัณฑ์จะต้องไม่ใช่เพียงการออกแบบให้รีไซเคิลได้เท่านั้น แต่ต้องมีระบบการจัดเก็บ คัดแยก และโรงงานรีไซเคิลรองรับการรีไซเคิลได้จริงในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2578 หรือ 5 ปีหลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ แล้วแต่วันใดจะช้ากว่า และ 3) สัดส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิลขั้นต่ำ (คำนวณเป็นค่าเฉลี่ยต่อโรงงานผลิตต่อปี ไม่ใช่ต่อบรรจุภัณฑ์แต่ละชิ้น และมีข้อยกเว้นสำหรับบรรจุภัณฑ์บางประเภท เช่น บรรจุภัณฑ์ยาและอุปกรณ์การแพทย์ โดยเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573 หรือ 3 ปีหลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ แล้วแต่วันใดจะช้ากว่า) ได้แก่ 30% สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก PET ที่ไวต่อการสัมผัส (contact-sensitive packaging) 10% สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกอื่นที่ไม่ใช่ PET ที่ไวต่อการสัมผัส (contact-sensitive packaging) 30% สำหรับขวดเครื่องดื่มพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และ 35% สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกอื่น ๆ ทั้งหมด โดยเกณฑ์ดังกล่าวจะปรับสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในปี 2583 ซึ่งจะอยู่ระหว่าง 25%-65%

3.2.2 ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวบางประเภท (เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2573)      ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอุตสาหกรรมด้านอาหารและที่พักโรงแรม (HORECA) อาทิ บรรจุภัณฑ์อาหาร/เครื่องดื่มแบบใช้ครั้งเดียวที่บรรจุและบริโภคภายในสถานประกอบการ HORECA (มีข้อยกเว้นบางกรณี) ซองบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก เช่น ซอส น้ำตาล เครื่องปรุงรส เป็นต้น บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขอนามัย ขวด/ซองแชมพูและโลชั่นขนาดเล็กที่ใช้ในโรงแรม บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับผักและผลไม้สดที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปและมีน้ำหนักน้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม (มีข้อยกเว้นบางกรณี เช่น       เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำหรือความเสี่ยงด้านจุลชีววิทยา) เป็นต้น

3.2.3 การนำกลับมาใช้ใหม่และการรีไซเคิล ซึ่งจะผลักดันให้มีทางเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายเชิงบังคับสำหรับการนำกลับมาใช้ใหม่สำหรับบรรจุภัณฑ์ขนส่งและบรรจุภัณฑ์ขายที่ใช้เพื่อการขนส่งในรูปแบบที่กฎหมายกำหนด (เช่น พาเลท ลัง กล่องบรรจุ) รวมถึงการขนส่งสินค้าที่จำหน่ายผ่านช่องทาง e-commerce ตลอดจนบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มและบรรจุภัณฑ์รวมบางประเภท โดยมีเป้าหมายและข้อยกเว้นแตกต่างกันตามประเภทบรรจุภัณฑ์ (เช่น บรรจุภัณฑ์ขนส่งอย่างน้อย 40% ตั้งแต่ปี 2573) ส่วนกฎอัตราพื้นที่ว่างสูงสุด (ไม่เกิน 50%) สำหรับบรรจุภัณฑ์กลุ่ม/ขนส่ง/e-commerce เป็นคนละมาตรการกับเป้าหมาย Reuse ไม่ใช่กล่องพัสดุออนไลน์ทุกกล่องต้องนำกลับมาใช้ซ้ำ

3.2.4 ฉลากและการจัดหมวดหมู่แบบ Harmonised Labelling (เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2571 หรือ 24 เดือนหลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องมีผลใช้บังคับ แล้วแต่วันใดจะช้ากว่า ซึ่งเป็นคนละกำหนดเวลากับมาตรการอื่นในหัวข้อนี้) กำหนดให้ใช้สัญลักษณ์และฉลากมาตรฐานเดียวกันทั้งสหภาพยุโรปบนตัวบรรจุภัณฑ์และถังขยะ เพื่อบอกประเภทวัสดุและวิธีคัดแยกขยะที่ถูกต้อง โดยบางประเภทจะมีการบังคับใส่ QR Code เพื่อให้ข้อมูลทางดิจิทัลเพิ่มเติม

4. ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานของ PPWR

          กฎระเบียบ PPWR ได้กำหนดความรับผิดชอบให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ แบ่งเป็น

          1) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ (Manufacturer) ตามความหมายของ PPWR โดยทั่วไปหมายถึงผู้ประกอบการที่นำบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่บรรจุแล้วออกวางตลาดภายใต้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของตน หรือเป็นผู้กำหนดการออกแบบและสเปกของบรรจุภัณฑ์ สำหรับบรรจุภัณฑ์ขายและบรรจุภัณฑ์รวม ผู้บรรจุสินค้าหรือเจ้าของแบรนด์มักเป็น Manufacturer ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงงานที่ผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์จริง (ซึ่งอาจอยู่ในฐานะ Supplier แทน) โดยมีหน้าที่ออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์การออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยก่อนวางจำหน่าย  บรรจุภัณฑ์ในตลาดอียู ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต้องดำเนินการตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ตามขั้นตอนการประเมินความสอดคล้อง จัดทำเอกสารทางเทคนิค และเอกสารรับรองความสอดคล้อง (EU Declaration of Conformity) 

          2) ผู้จัดหาบรรจุภัณฑ์/วัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ (Supplier) จัดเตรียมข้อมูล หลักฐาน และเอกสารทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น สัดส่วน Recycled Content และหลักฐานสาร PFAS ให้แก่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์  เพื่อประกอบการประเมินความสอดคล้อง

          3) ผู้นำเข้าบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์เข้าสู่ตลาดอียู (Importer) ดำเนินการตรวจสอบและเก็บเอกสารรับรองความสอดคล้อง (EU Declaration of Conformity) ของผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ โดยมีการกำหนดระยะเวลาในการเก็บเอกสารรับรองความสอดคล้อง ได้แก่ 1) จัดเก็บเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่นำบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียววางจำหน่ายในตลาดอียู และ 2) จัดเก็บเป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่นำบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำวางจำหน่ายในตลาดอียู

          4) ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ขายทางไกล (Producer) ซึ่งเป็นผู้ที่นำบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปหรือสินค้าบรรจุภัณฑ์วางจำหน่ายในประเทศอียูเป็นครั้งแรก โดยต้องรับรองการลงทะเบียน EPR (Extended Producer Responsibility) เพื่อเป็นการขยายความรับผิดชอบ และต้องชำระค่าธรรมเนียม EPR เพื่อรับผิดชอบต้นทุนการจัดการของเสียจากบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ทั้งนี้ ใครจะเป็น Producer ต้องพิจารณาจากผู้ที่นำบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์

ออกวางตลาดเป็นครั้งแรกในประเทศสมาชิกที่เกี่ยวข้อง โดยอาจเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จัดจำหน่าย ส่วนแพลตฟอร์มออนไลน์มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียน EPR ของผู้ขายตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้กลายเป็น Producer โดยอัตโนมัติเพียงเพราะให้บริการ fulfilment โดยต้องพิจารณาบทบาทที่แท้จริงในการนำบรรจุภัณฑ์ออกวางตลาด ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยที่ขายสินค้าโดยตรงให้ผู้บริโภคปลายทางในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (เช่น ขายตรงผ่านช่องทางออนไลน์) อาจมีสถานะเป็น Producer เองและต้องปฏิบัติตามข้อกำหนด EPR ในประเทศปลายทางนั้นด้วย 

5) ผู้จัดจำหน่าย (Distributor) หรือร้านค้าปลีก/ค้าส่งในอียู ดำเนินการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติตามข้อกำหนดและฉลากตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานสามารถรับมือกับกฎระเบียบดังกล่าวได้ สมาคมบรรจุภัณฑ์แห่งชาติอิตาลี (CONAI) ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลแนวทางการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นการช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในขั้นตอน ข้อกำหนด ความรับผิดชอบ และกรอบเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. การเตรียมพร้อมของอิตาลีกับกฎระเบียบ PPWR

สมาคมบรรจุภัณฑ์แห่งชาติอิตาลี ให้ข้อมูลว่า อิตาลีเข้าสู่ช่วงการบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR ในฐานะหนึ่งในประเทศผู้นำยุโรปด้านการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ โดยในปี 2568 อิตาลีสามารถรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ได้สูงถึง 10.97 ล้านตัน หรือคิดเป็น 77.3% ของบรรจุภัณฑ์ที่นำออกสู่ตลาดทั้งหมด 14.2 ล้านตัน โดยแบ่งตามประเภทวัสดุบรรจุภัณฑ์ได้ดังนี้ 1) บรรจุภัณฑ์กระดาษและกระดาษแข็ง 92.6% (4.61 ล้านตัน) 2) บรรจุภัณฑ์เหล็ก 82.2% (442,000 ตัน) 3) บรรจุภัณฑ์แก้ว ประมาณ 82% (2.15 ล้านตัน) 4) บรรจุภัณฑ์ไม้ 69.7% (2.49 ล้านตัน) 5) บรรจุภัณฑ์อะลูมิเนียม 69.5% (56,000 ตัน) และ 6) บรรจุภัณฑ์พลาสติก 50.5% (พลาสติกทั่วไป 1.16 ล้านตัน และพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ประมาณ 44,000 ตัน

นอกจากนี้ กฎระเบียบ PPWR มีความท้าทายมากขึ้นสำหรับการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ รวมถึงทางเลือกการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuseซึ่งอิตาลีมีความพร้อมเป็นอย่างมากด้วยระบบการตรวจสอบและควบคุมอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ปี 2568 อิตาลีมีบรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้ซ้ำปริมาณเกือบ 1.355 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นกว่า 1 แสนตัน เทียบจากปี 2567) โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ไม้   ที่มีระบบการซ่อมแซมและหมุนเวียนใช้ซ้ำที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง 

6. PPWR ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยอย่างไร

          กฎระเบียบ PPWR ส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่เป็นคู่ค้ากับสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งผู้ผลิต  บรรจุภัณฑ์ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ รวมถึงผู้ส่งออกสินค้าบรรจุภัณฑ์ และสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุมสินค้าเกือบทุกอุตสาหกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ของใช้ในบ้าน สินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฑ์ทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบที่อาจส่งผลต่อผู้ประกอบการไทย ได้แก่

          6.1 ต้นทุนในการดำเนินงานปรับสูงขึ้น อันมีผลมาจากต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของอียู อาทิ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ การเพิ่มสัดส่วนวัสดุพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ การจัดทำฉลากที่มีข้อมูลครบถ้วน เป็นต้น และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสอดคล้อง(EU Declaration of Conformity) และค่าธรรมเนียม EPR 

6.2 ความสามารถในการแข่งขันอาจลดลง อิตาลีเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทยในสหภาพยุโรป     มาอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 (เต็มปี) ไทยส่งออกไปอิตาลีมีมูลค่ารวม 2,185.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.34% จากปีก่อนหน้า การที่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ PPWR อาจส่งผลให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนของราคาบรรจุภัณฑ์/สินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทยขนาดเล็ก-กลาง อาจทำให้ผู้ประกอบการดังกล่าวไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ และอาจส่งผลให้ผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปพิจารณาหันไปนำเข้าจากผู้ส่งออกที่มีความพร้อมหรือมีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นไปตามมาตรฐานแทน

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. ณ เมืองมิลาน

1. การบริหารจัดการข้อมูลและความโปร่งใสทั้งห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ กฎระเบียบ PPWR ของสหภาพยุโรปไม่ใช่เป็นเพียงแค่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ถือเป็นมาตรการทางการค้าที่ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทยควรเร่งปรับตัวใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ปรับกระบวนการผลิตและใช้วัตถุดิบตรวจสอบและยุติการใช้ PFAS ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารที่มีปริมาณเกินเกณฑ์ที่ PPWR กำหนด เพิ่มสัดส่วนเม็ดพลาสติกรีไซเคิล และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียม EPR 2) เตรียมความพร้อมด้านระบบเอกสารทางเทคนิคและใบรับรองความสอดคล้อง (EU Declaration of Conformity) เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิเสธการนำเข้า/จำหน่ายสินค้าไทยของผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในอิตาลี และ 3) สร้างความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด ร่วมกับผู้นำเข้าในอิตาลี เพื่อให้การขึ้นทะเบียน EPR และการปฏิบัติตามกรอบเวลาจัดเก็บเอกสารเป็นไปอย่างถูกต้อง

2. ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวทันทีเพื่อรักษาตลาดอิตาลี/อียู โดย 1) เร่งปรับมาตรฐานการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ผ่านเกณฑ์ Design for Recycling และลดการใช้วัสดุผสมหรือส่วนประกอบที่เป็นอุปสรรคต่อการรีไซเคิลที่สามารถรีไซเคิลได้ง่ายในเชิงพาณิชย์ และลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น 2) สำหรับบรรจุภัณฑ์ประเภทที่อยู่ภายใต้เป้าหมาย Reuse ให้พัฒนาให้มีความทนทานและเหมาะกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและเหมาะสมกับระบบขนส่งในปัจจุบัน 3) เตรียมความพร้อมด้านข้อมูลวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และใบรับรองสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อเตรียมพร้อมกับข้อกำหนดเต็มรูปแบบในปี 2573 และ 4) สร้างความได้เปรียบจากคู่แข่ง โดยใช้จุดขายบรรจุภัณฑ์สีเขียวที่ได้มาตรฐาน เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มยุโรปที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี หากมองในระยะยาวกฎระเบียบดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสนับสนุนธุรกิจในเศรษฐกิจหมุนเวียนทั่วโลกให้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น

FINAL ข่าวเด่น 1 ประจำเดือนสิงหาคม 2569.pdf
Share :
Instagram