fb
การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce by Country) ในตลาดฮ่องกง

การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce by Country) ในตลาดฮ่องกง

โดย
Wacharaporn
ลงเมื่อ 11 ธันวาคม 2568 15:45
สคต. ณ เมืองฮ่องกง (จีน) (TCC, Hong Kong (China))
82

การค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce by Country)
ในตลาดฮ่องกง

1. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ในปี 2568 ฮ่องกงยังคงรักษาบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการค้าออนไลน์ระดับภูมิภาคและการค้าข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนจากภาครัฐ และการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งประกอบด้วยเมืองสำคัญในจีนตอนใต้ เช่น เซินเจิ้น กว่างโจว และมาเก๊า ที่มีประชากรรวมกว่า 87 ล้านคน ฮ่องกงจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขยายตลาด E-commerce ทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดน แนวโน้มตลาด E-commerce ฮ่องกงในปี 2568 พบว่ามูลค่าตลาด E-commerce ฮ่องกงในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 5.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 7.87% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.24 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2572 ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโต ได้แก่ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแพร่หลาย และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุม กลุ่มผู้บริโภคหลักยังคงเป็นประชากรอายุระหว่าง 18–54 ปี โดยมีการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมวดหมู่สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อาหาร แฟชั่น เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ การสนับสนุนจากภาครัฐและโครงการพัฒนา 
รัฐบาลฮ่องกงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “E-commerce Easy” ภายใต้กองทุน BUD ซึ่งให้เงินสนับสนุนสูงสุดถึง 7 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ต้องการพัฒนาโครงการ E-commerce และขยายตลาดไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ เช่น Tmall และ JD.com เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ GBA ที่มีระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ
ส่วนทางด้านการค้าข้ามพรมแดนกับไทยและจีน ความร่วมมือระหว่างฮ่องกงและประเทศไทยยังคงดำเนินไปอย่างเข้มแข็ง โดยเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 ได้มีการเปิดตัวระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ระหว่างธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระเงินที่รวดเร็วและปลอดภัย ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2568
สำหรับการค้ากับจีน ฮ่องกงยังคงเป็นประตูสำคัญในการเข้าสู่ตลาดจีน โดยเฉพาะในรูปแบบ Cross-border E-commerce ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยจีนมีมูลค่าตลาด E-commerce ข้ามพรมแดนสูงถึง 396.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 19.8%  ไทยและฮ่องกงยังคงมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า ความตกลงทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ เช่น AHKFTA และ RCEP ยังคงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการส่งออกสินค้าไปยังจีนและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้าที่มีศักยภาพสูง เช่น อาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรในฮ่องกง และการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน

2. ข้อมูลทั่วไป (Country Overview)
2.1    ขนาดเศรษฐกิจ (GDP)
•     GDP รวมปี 2567 มีมูลค่า 299,641 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3,175,094 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง)  
2.2 สถิติเชิงภูมิศาสตร์ประชากร
•    ประชากรทั้งหมด: กลางปี 2568 ฮ่องกงมีประชากรประมาณ 7 ,527,500คน
•    เพศ : ชาย  3,419,900 คน (คิดเป็นประมาณ 45.4% ของประชากรทั้งหมด)
               หญิง 4,107,600 คน (คิดเป็นประมาณ 54.6% ของประชากรทั้งหมด)
•    ระดับการศึกษา : สำหรับประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ที่ได้เข้ารับการศึกษา (เรียงลำดับจากสูงไปต่ำกว่า) 
เพศ: ชาย ระดับ Post-Secondary คิดเป็นร้อยละ 38.8% ระดับ Secondary คิดเป็นร้อยละ 47.9% ระดับ Primary and below คิดเป็นร้อยละ 13.3%
เพศ: หญิง  ระดับ   Post-Secondary คิดเป็นร้อยละ 33.1% ระดับ Secondary คิดเป็นร้อยละ 47.7% ระดับ Primary and below คิดเป็นร้อยละ 19.2% 
2.3 ระดับรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per capita)
GDP ต่อหัว: ประมาณ 50,889 ดอลลาร์สหรัฐตามข้อมูลจาก IMF World Economic Outlook   
2.4 ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต (Internet User)
•    จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต: ประมาณ 7.10 ล้านคน คิดเป็น 96.0% ของประชากรทั้งหมด
•    ผู้ใช้งานมือถือ: คิดเป็น 96.4% ของประชากร
•    ผู้ซื้อสินค้าออนไลน์: ประมาณ 65.2% ของประชากร
•    ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย: 6.15 ล้านบัญชี หรือ 83.1% ของประชากร 
    2.5 โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง (Digital Infrastructure)
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง หนุนเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าออนไลน์ ในปี 2568 ฮ่องกงยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือน ไปจนถึงการขยายเครือข่าย 5G และการลงทุนในระบบคลาวด์และ Big Data ที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าออนไลน์ ฮ่องกงมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนอยู่ที่ 99.4%  ในปี 2568 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระดับสูงที่สุดในโลก การเชื่อมต่อที่มีความเร็วและเสถียรภาพสูงนี้ช่วยสนับสนุนการทำงาน การศึกษา และการค้าผ่านระบบออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านเครือข่าย 5G ฮ่องกงได้ขยายการให้บริการครอบคลุมประชากรมากกว่า 90% และทุกเขตในเมืองสามารถเข้าถึงเครือข่ายได้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงข่ายดังกล่าวช่วยลดความหน่วงของสัญญาณ เพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล และเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น IoT (Internet of Things) หรือ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง คือแนวคิดและเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สามารถส่งข้อมูล รับคำสั่ง และทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมจากมนุษย์โดยตรงในทุกขั้นตอน , Smart City และระบบอัตโนมัติในภาคธุรกิจ
ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในปี 2568 ตลาดศูนย์ข้อมูลของฮ่องกงมีมูลค่าประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 3.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 8.5% 
องค์กรต่าง ๆ ในฮ่องกงมีการลงทุนในระบบ Cloud-based Data Lake และ Data Warehouse เพื่อรองรับการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในภาคการเงิน การค้าปลีก และโลจิสติกส์ ซึ่งต้องการระบบที่สามารถประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์และมีความปลอดภัยสูง
การเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลส่งผลให้ตลาดแรงงานในฮ่องกงมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะด้านการออกแบบระบบ ETL (Extract, Transform, Load) และการใช้เครื่องมือ Big Data เช่น Hadoop, Spark, EMR, Pig และ MongoDB ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล (Data Engineers) มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการส่งข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในองค์กร
การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคและบทบาทของฮ่องกงใน Greater Bay Area (GBA) ฮ่องกงมีระบบสายเคเบิลใต้น้ำและสายไฟเบอร์ออปติกมากกว่า 35 เส้นทางที่เชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก  ส่งผลให้มีความเร็วและความเสถียรในการเชื่อมต่อระดับสูง พร้อมทั้งมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและบริการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลาง Big Data ระดับชาติของจีน การเชื่อมโยงดังกล่าวช่วยเสริมสร้างศักยภาพของฮ่องกงในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค และเป็นฐานสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจไปยังจีนและประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย

    2.6 ความเป็นอยู่และค่านิยมหรือพฤติกรรมการกินอยู่ใช้ในภาพรวมของประเทศ (Consumer Behavior)
ในบริบทของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมผู้บริโภคในฮ่องกงได้ปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในปี 2568 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างลึกซึ้ง ประกอบกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในระดับภูมิภาค ส่งผลให้ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เปิดรับนวัตกรรมและช่องทางการบริโภคใหม่ ๆ อย่างรวดเร็ว
จากรายงาน Consumer Pulse Q2/2025 โดย TransUnion  พบว่า ผู้บริโภคฮ่องกงมีแนวโน้มปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเน้นการจัดการงบประมาณครัวเรือนอย่างมีประสิทธิภาพและให้ความสำคัญกับการออมและการชำระหนี้มากขึ้น กลุ่มประชากร Gen Z มีอัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้สูงถึง 56% ซึ่งสะท้อนถึงการเข้าสู่ตลาดแรงงานและการสร้างรายได้ผ่านช่องทางดิจิทัล
แม้ความต้องการใช้สินเชื่อยังคงอยู่ในระดับสูง แต่ผู้บริโภคยังคงเผชิญกับข้อจำกัดด้านต้นทุนและความยุ่งยากในการสมัคร โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงวัย
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลให้ผู้บริโภคฮ่องกงใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ย 5.5 ชั่วโมงต่อวัน โดยเน้นการใช้งานผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก จากข้อมูลของ DataReportal (2025)  พบว่า 64.9% ของประชากรเป็นผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ โดยมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มที่ให้ความสะดวก ความปลอดภัย และความโปร่งใสในการชำระเงิน กลุ่มผู้สูงวัยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะผู้บริโภคดิจิทัล โดยนิยมใช้แพลตฟอร์มวิดีโอ เช่น YouTube และแอปพลิเคชัน E-commerce เพื่อการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวของประชากรทุกช่วงวัยต่อเทคโนโลยีใหม่ 
ผู้บริโภคฮ่องกงในปี 2568 ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อสังคมของแบรนด์ โดยมีแนวโน้มสนับสนุนสินค้าท้องถิ่นและแบรนด์ที่มีความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ ความนิยมในสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม และเทคโนโลยียังคงสูง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด สะท้อนถึงการปรับตัวอย่างมีพลวัตต่อบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยี โดยเน้นการใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมาย การบริโภคผ่านช่องทางดิจิทัล และการเลือกสินค้าอย่างมีวิจารณญาณ การเข้าใจพฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ นักวิเคราะห์ตลาด และผู้กำหนดนโยบายในการวางแผนกลยุทธ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในยุคใหม่  
3. ตลาดออนไลน์ (E-commerce Market)
       การเติบโตของตลาดการค้าออนไลน์ในฮ่องกงปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 5.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 9.3% ของยอดขายปลีกทั้งหมด โดยมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 7.87% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.24 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2572 ฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในด้านการค้าออนไลน์ (E-commerce) ซึ่งมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของตลาดนี้ ได้แก่ การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างแพร่หลาย พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
        ในปี 2568 ฮ่องกงมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในกลุ่มประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 96% และ 97% ของประชากรกลุ่มเดียวกันมีสมาร์ทโฟนใช้งาน ความแพร่หลายของอุปกรณ์ดิจิทัลและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพสูง ส่งผลให้การซื้อขายออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ ข้อมูลจาก Statrys ระบุว่า 62% ของการซื้อสินค้าออนไลน์ในฮ่องกงเกิดขึ้นผ่านโทรศัพท์มือถือ และ 75% ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งสะท้อนถึงความนิยมของ Mobile Commerce และ Social Commerce ในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ 
        ยอดขายปลีกออนไลน์ในฮ่องกงในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 5.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 41.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็น 9.3% ของยอดขายปลีกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 7.8% ในปี 2567 สินค้าที่ได้รับความนิยมสูง  ได้แก่:
•  เสื้อผ้าและแฟชั่น (23.9% ของร้านค้าออนไลน์ทั้งหมด)
•  อาหารและเครื่องดื่ม (10.9%)
•  อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (3.6%)
•  ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม (รวมกันกว่า 14%)
        การชำระเงินออนไลน์ผ่าน e-wallets และบัตรเครดิต/เดบิต คิดเป็น 76% ของธุรกรรมทั้งหมด แทนที่การโอนเงินผ่านธนาคารและเงินสด ซึ่งสะท้อนถึงความมั่นใจของผู้บริโภคในระบบการชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและสะดวกสบาย แพลตฟอร์มยอดนิยมในฮ่องกง ได้แก่ Shopify (44.3%), WooCommerce, Wix และ SHOPLINE ซึ่งมีการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความเร็ว ความปลอดภัย และการออกแบบที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภค 
        ผู้ค้าปลีกในฮ่องกงเริ่มปรับตัวโดยหันมาลงทุนในระบบดิจิทัลและการตลาดออนไลน์มากขึ้น เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี AI และระบบวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้ธุรกิจสามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ แนวโน้มการขยายตัวของตลาดการค้าออนไลน์ในฮ่องกงยังคงมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในด้าน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ การเชื่อมโยงกับตลาดข้ามพรมแดน และการสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานแบบเฉพาะบุคคล

image.png


ที่มา: Hong Kong E-Commerce Size and Share by Mordor intelligence, https://www.mordorintelligence.com/industry-reports/hong-kong-ecommerce-market

        3.1 ยอดขายปลีกออนไลน์ในฮ่องกง
การฟื้นตัวของยอดขายปลีกออนไลน์ในฮ่องกงปี 2568 จากข้อมูลของกรมสถิติและสำมะโนประชากรฮ่องกง (C&SD)  พบว่า ยอดขายปลีกออนไลน์ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่าประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพิ่มขึ้นจาก 2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงในเดือนเดียวกันของปี 2567 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 6.9% ยอดขายออนไลน์ดังกล่าวคิดเป็น 9.8% ของยอดขายปลีกทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าปีก่อนหน้า (9.3%) และสะท้อนถึงการปรับตัวของผู้บริโภคกลับเข้าสู่ช่องทางดิจิทัลหลังจากช่วงฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคหันไปใช้ร้านค้าแบบดั้งเดิมมากขึ้นในปี 2567


มูลค่าการขายปลีกออนไลน์แยกตามประเภทการค้าปลีกในฮ่องกง
ระหว่างสิงหาคม 2567–สิงหาคม 2568  

image.png

ที่มา: Report on Monthly Survey of Retail Sales August 2025 (Release Date: 2 October2025)
https://www.censtatd.gov.hk/en/wbr.html?ecode=B10800032025MM08&scode=530#section_

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของยอดขายออนไลน์
1. การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ผู้ประกอบการในฮ่องกงได้ลงทุนในระบบ E-commerce ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในประสบการณ์และการใช้งานของผู้ใช้ในระบบหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัล และระบบชำระเงินที่ปลอดภัย ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มผู้บริโภคอายุ 18–45 ปี ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
3. การส่งเสริมจากภาครัฐและเอกชน โครงการสนับสนุน SMEs และการลดค่าธรรมเนียมธุรกรรมออนไลน์ช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น
แม้ยอดขายออนไลน์จะฟื้นตัวในปี 2568 แต่ตลาดยังคงเผชิญกับความท้าทาย เช่น ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความอิ่มตัวของผู้บริโภค และการแข่งขันจากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ดังนั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การสร้างประสบการณ์ผู้ใช้งานที่โดดเด่น และการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาการเติบโตของตลาด E-commerce ในฮ่องกง
     3.2 รูปแบบการค้าออนไลน์
1) การขายปลีกออนไลน์ที่ไม่ใช่ร้านค้า (Non-store Retailing) ในปี 2568 การขายปลีกออนไลน์ที่ไม่ผ่านหน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยมีมูลค่าการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,200–1,600 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็น 3.5–4.8% ของยอดขายปลีกทั้งหมด เดือนตุลาคมยังคงเป็นเดือนที่มีมูลค่าสูงสุด โดยแตะระดับ 1,600 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (4.8%) การเติบโตในกลุ่มนี้ยังคงเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง เช่น เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น +19.7% และเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น +16.3%
2) การขายปลีกออนไลน์ในร้านค้าอื่นๆ (Other Retail Outlets) กลุ่มนี้มีมูลค่าการขายอยู่ระหว่าง 1,200–2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง คิดเป็น 3.2–8.5% ของยอดขายปลีกทั้งหมด เดือนตุลาคมยังคงเป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (8.5%) การเติบโตมีความผันผวน เช่น เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น +17.2% ขณะที่เดือนมกราคมลดลง -41.3%

3.3 ลักษณะการซื้อขายบนตลาดออนไลน์ในปี 2568
1) B2B (Business to Business) ตลาด B2B ในฮ่องกงยังคงเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่ม อุตสาหกรรมการผลิตและนำเข้า-ส่งออก ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าข้ามพรมแดน โดยมีการใช้งานแพลตฟอร์มเช่น Alibaba.com และ Global Sources เพื่อจับคู่ธุรกิจระหว่างประเทศ
2) B2C (Business to Customer) ตลาด B2C มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแฟชั่น อาหาร และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่าการค้าปลีกออนไลน์ในฮ่องกงปี 2568 คาดว่าจะอยู่ที่ 26.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10.37% ต่อปี แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ HKTV Mall, Zalora, SASA ซึ่งยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ
3) C2C (Customer to Customer ตลาด C2C เติบโตในกลุ่มสินค้ามือสองและสินค้าเฉพาะกลุ่ม แพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น Carousell และ Facebook Marketplace ยังคงเป็นช่องทางหลักในการซื้อขาย สินค้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของสะสม
4) การค้าข้ามพรมแดน (Cross-Border E-commerce) ฮ่องกงยังคงเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และตลาดโลก การค้าข้ามพรมแดนมีบทบาทสำคัญในกลุ่ม สินค้าแบรนด์เนมและสินค้าอุตสาหกรรม การเติบโตได้รับแรงหนุนจากการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลและการปรับกลยุทธ์ Smart Retail
5) ตลาดในประเทศ (Domestic E-commerce) ตลาดภายในประเทศเติบโตในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เช่น อาหาร เครื่องประทินผิว และของใช้ในชีวิตประจำวัน การใช้เทคโนโลยี AI และการตลาดเชิงอารมณ์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค 
3.4 ในปี 2568 ตลาด E-commerce ของฮ่องกงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 5.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41.6 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ในบ้าน แฟชั่น และอาหาร

จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด พบว่า กลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่:
1.    สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น สมาร์ทโฟน หูฟัง และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
2.    สินค้าแฟชั่นและเครื่องประดับ โดยเฉพาะเสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋า
3.    อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าสำเร็จรูปและอาหารสุขภาพ
4.    ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เครื่องสำอาง และอาหารเสริม
5.    ของใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะสินค้าตกแต่งบ้านและอุปกรณ์อัจฉริยะ
ร้านค้าออนไลน์ในฮ่องกงมีสัดส่วนสินค้าแฟชั่นสูงถึง 23.91% รองลงมาคืออาหารและเครื่องดื่ม 10.96%, ของใช้ในบ้าน 10.68%, ความงามและฟิตเนส 9.77%, สุขภาพ 5.08% และอิเล็กทรอนิกส์ 3.60% 
ในส่วนพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ในฮ่องกง ปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงดังนี้ 
1. ช่องทางการซื้อ สมาร์ทโฟนเป็นช่องทางหลัก โดยคิดเป็น 62% ของการซื้อทั้งหมด ผู้บริโภคใช้แอปพลิเคชันที่มีระบบชำระเงินสะดวก เช่น Alipay, WeChat Pay และ Apple Pay
2. ความถี่และค่าใช้จ่าย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ซื้อสินค้าออนไลน์ อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 500–1,200 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพฤติกรรมการซื้อ
3. พฤติกรรมการตัดสินใจ ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ รีวิวสินค้าและการเปรียบเทียบราคา สินค้าที่มีรีวิวดีหรือมีโปรโมชั่นพิเศษจะได้รับความสนใจมากขึ้น
4. ความสะดวกและความมั่นใจ ความคาดหวังหลักของผู้บริโภคคือ การจัดส่งที่รวดเร็ว นโยบายคืนสินค้าที่ชัดเจน และ ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม ได้แก่ HKTV Mall, ZALORA, Amazon และ JD.com
5. แนวโน้มใหม่ ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ให้ความสำคัญกับ สินค้าและแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความต้องการประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (personalised experience) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การเติบโตของตลาด E-commerce ในฮ่องกงปี 2568 สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมีการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น ความสะดวก ความปลอดภัย และความคุ้มค่าเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ความยั่งยืนและการปรับแต่งประสบการณ์ผู้ใช้กลายเป็นแนวโน้มสำคัญในอนาคต

3.5 ช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในฮ่องกง

10 อันดับช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ที่นิยมใช้ซื้อขายสินค้าออนไลน์
(Top 10 E-Marketplace)
ลำดับ    ช่องทาง    Domain    จำนวนการใช้งานต่อปี 
(ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2567)
1    Baby kingdom    https://baby-kingdom.com/    5.44 ครั้ง
2    Jetco Club    https://www.jetsoclub.com/    5.21 ครั้ง
3    Price    https://www.price.com.hk/    4.94 ครั้ง
4    Carousel    https://www.carousell.com.hk/    4.74 ครั้ง
5    HKTV Mall    https://www.hktvmall.com/    2.94 ครั้ง
6    Yohohongkong    https://yohohongkong.com/    1.47 ครั้ง
7    Fortress    https://fortress.com.hk/    1.22 ครั้ง
8    Invol    https://invol.co/    1.21 ครั้ง
9    Mannings    https://mannings.com.hk/    1.18 ครั้ง
10    AliExpress.com    https://aliexpress.com/    1.17 ครั้ง

ที่มา Most Visited Retail Websites in Hong Kong, Updated August 2025, https://www.semrush.com/website/top/hong-kong/e-commerce-and-retail/

จากข้อมูลการจัดอันดับเว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในฮ่องกง ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งเผยแพร่โดย SEMrush (อัปเดตล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568) พบว่าแพลตฟอร์ม E-commerce ในฮ่องกงมีความหลากหลายทั้งในด้านประเภทสินค้าและกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการใช้งานรวมหลายล้านครั้งต่อปี สะท้อนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างชัดเจน

image.png

ที่มา : Top chart explorer Hong kong shopping 2025 , https://42matters.com/top-charts-explorer/ios/hong-kong/shopping/iphone?date=08-01-2025

ในปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งการเลือกซื้อสินค้าและบริการ จากสถิติพบว่าแอปพลิเคชั่น Taobao เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมติดตั้งสูงที่สุดในระบบ Google Play และ Pinduoduo ในระบบ iOS 
        3.6 ข้อควรระวังในการทำธุรกิจ E-commerce ในฮ่องกง ปี 2568 การปรับตัวเพื่อความยั่งยืนและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซในฮ่องกงเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย ทั้งด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี และกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างรอบด้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความไว้วางใจในตลาดที่มีความซับซ้อนสูง
ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาได้แก่
• การสร้างคอนเทนต์ที่สดใหม่และตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้เนื้อหาเดิมซ้ำ ๆ อาจลดความสนใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ใช้มีพฤติกรรมออนไลน์เฉลี่ยกว่า 5.5 ชั่วโมงต่อวัน การผลิตคอนเทนต์ที่สอดคล้องกับเทรนด์ เช่น วิดีโอสั้น รีวิวจากผู้ใช้ และการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ จึงเป็นสิ่งจำเป็น 
• ความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมฮ่องกงเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง การสื่อสารทางการตลาดควรหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่อาจกระทบต่อความเชื่อหรือค่านิยมของกลุ่มผู้บริโภค เช่น การใช้ภาพหรือข้อความที่มีนัยยะทางศาสนา เชื้อชาติ หรือเพศ
•  การแข่งขันด้านราคาและข้อเสนอพิเศษผู้บริโภคในฮ่องกงมีแนวโน้มเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อ โดย 75% ของผู้ซื้อออนไลน์ใช้โซเชียลมีเดียในการค้นหาข้อเสนอและรีวิวสินค้า ดังนั้นการตั้งราคาที่เหมาะสม พร้อมโปรโมชั่น เช่น ส่งฟรีหรือคูปองส่วนลด จึงเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ
• การกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน การวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค เช่น พฤติกรรมการซื้อ ความสนใจ และช่องทางที่ใช้บ่อย จะช่วยให้การโฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI เพื่อปรับแต่งประสบการณ์เฉพาะบุคคล (personalised experience) 
• การปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ การนำเทคโนโลยี เช่น AI, AR/VR และระบบแชทอัตโนมัติ มาใช้ในการเพิ่มประสบการณ์การช็อปปิ้ง จะช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว
• การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การปฏิบัติตามกฎหมาย Personal Data (Privacy) Ordinance (PDPO) เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่การชำระเงินผ่านมือถือและกระเป๋าเงินดิจิทัลมีสัดส่วนสูงถึง 76% ของธุรกรรมทั้งหมด
• ความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มและบริการหลังการขาย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรีวิว การจัดส่งตรงเวลา และการตอบกลับอย่างรวดเร็วผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Live Chat และ Social Media ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความไว้วางใจในแบรนด์
• การจัดการโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาในการจัดส่ง เช่น ความล่าช้าหรือค่าขนส่งสูง อาจส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการควรเลือกพันธมิตรโลจิสติกส์ที่มีระบบติดตามและต้นทุนที่เหมาะสม
• การปฏิบัติตามกฎหมายการค้าออนไลน์ ควรศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น Trade Descriptions Ordinance (Cap. 362) และ Consumer Goods Safety Ordinance (Cap. 456) เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทางกฎหมายที่อาจส่งผลต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ 
• การตอบสนองต่อคำติชมของลูกค้า การมีระบบติดตามและตอบกลับรีวิวเชิงลบอย่างรวดเร็ว แสดงถึงความใส่ใจและสามารถเปลี่ยนประสบการณ์เชิงลบให้เป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. โอกาสของสินค้าไทยในตลาดฮ่องกง 
    4.1. การขยายช่องทางการขายผ่าน E-commerce ฮ่องกงมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนสูงกว่า 90% ของประชากร ทำให้การซื้อขายผ่าน E-commerce เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหารแปรรูป ผลไม้สดและอบแห้ง รวมถึงเครื่องประทินผิวจากไทย ซึ่งสามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายผ่านแพลตฟอร์มยอดนิยม เช่น HKTV Mall, Alibaba และ SASA การใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนด้านหน้าร้านและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง 
    4.2. การใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาดจีน ฮ่องกงยังคงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับบริษัทไทยที่ต้องการขยายสู่จีนแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ Greater Bay Area ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้งบริษัทในฮ่องกงช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจและสร้างเครือข่ายการค้าในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4.3. การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Joint Venture) ธุรกิจในฮ่องกงมีแนวโน้มเปิดรับพันธมิตรจากอาเซียนมากขึ้น เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร นวัตกรรม และการแปรรูปสินค้า ไทยมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของตลาดฮ่องกง และการร่วมทุนสามารถช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้ 
    4.4. การใช้ประโยชน์จาก FTA ASEAN-HK ความตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียนและฮ่องกง (ASEAN-HK FTA) ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล แฟชั่น และภาพยนตร์ การใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA จะช่วยลดภาษีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดฮ่องกง 
    4.5. การสร้างความนิยมในสินค้าไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สินค้าไทย เช่น ผลไม้ อาหาร เครื่องสำอาง และของใช้ในครัวเรือน ได้รับความนิยมในฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง โดยมีร้านค้าออนไลน์จากไทย เช่น THANN และ ASOKTHAI ที่สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีในตลาดฮ่องกง การใช้กลยุทธ์การตลาดผ่านโซเชียลมีเดียและอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    4.6. แนวโน้มการค้าใหม่: AI และตลาดสินค้ามือสอง ฮ่องกงกำลังพัฒนาแพลตฟอร์ม E-commerce ด้วยการนำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้ในการปรับแต่งประสบการณ์ลูกค้า เช่น การแนะนำสินค้าอัตโนมัติและการตอบกลับแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ ตลาดสินค้ามือสอง เช่น Carousell Group ยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น สินค้าทำมือหรือของสะสม
    จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การค้าออนไลน์ในฮ่องกงปี 2568 เปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี การปรับตัวให้ทันต่อเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดฮ่องกงและภูมิภาค Greater Bay China

5. การเริ่มต้นสู่ตลาด E-Commerce    
    ฮ่องกงยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ โดยเฉพาะในด้าน E-Commerce ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 7.87% และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 5.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 การเริ่มต้นธุรกิจในตลาดนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายสู่ตลาดจีนและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  การเข้าสู่ตลาดนี้ต้องการการวางแผนและกลยุทธ์ที่รอบคอบ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
5.1 เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค
ฮ่องกงมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนสูงถึงกว่า 90% ของประชากร โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาข้อมูลสินค้า การตัดสินใจซื้อ และการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ พฤติกรรมของผู้บริโภคในฮ่องกงยังแสดงให้เห็นถึงความนิยมในการอ่านรีวิวสินค้าเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และมักให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายในการชำระเงินและการจัดส่งที่รวดเร็ว
5.2 การเลือกแพลตฟอร์ม E-commerce ที่เหมาะสม
การเลือกแพลตฟอร์มที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น HKTVmall แพลตฟอร์มท้องถิ่นที่มีสินค้าหลากหลายและเป็นที่เชื่อถือในฮ่องกง Taobao และ Tmall แพลตฟอร์มจากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดในฮ่องกง Zalora และ Carousell แพลตฟอร์มที่เน้นสินค้าแฟชั่นและมือสอง 
การเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5.3 การพัฒนาสินค้าและการตลาด
การนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น สินค้าคุณภาพสูง ดีไซน์ทันสมัย หรือมีความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในตลาด การใช้กลยุทธ์การตลาดดิจิทัล เช่น 
การโฆษณาผ่าน Facebook, Instagram, และ YouTube การใช้รีวิวสินค้าและการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ 
จะช่วยสร้างความตระหนักรู้ในแบรนด์และเพิ่มยอดขายได้
5.4 การจัดการระบบชำระเงินและโลจิสติกส์
ในตลาดที่ผู้บริโภคคาดหวังความรวดเร็วและปลอดภัย ผู้ประกอบการต้องมีระบบชำระเงินที่รองรับ
การใช้งานของคนท้องถิ่น เช่น e-Wallet และ QR Code รวมถึงบริการจัดส่งที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 
โดยความร่วมมือระหว่างธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) และธนาคารแห่งประเทศไทยในการเปิดตัวระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code ยังเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเจาะตลาดฮ่องกง 
5.5. ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
ผู้ประกอบการควรศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับการค้าออนไลน์ในฮ่องกง เช่น Trade Descriptions Ordinance (Cap. 362)  ห้ามการโฆษณาเกินจริง, Personal Data (Privacy) Ordinance (PDPO): คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  และ Unsolicited Electronic Messages Ordinance: ควบคุมการส่งข้อความโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต  การปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

6. กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
6.1 กฎหมาย กฎระเบียบและภาษีการประกอบธุรกิจออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 
        1) Trade and Industry Department (TID): รับผิดชอบในการสนับสนุนและพัฒนาการค้าของฮ่องกง รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจออนไลน์
        2) Hong Kong Trade Development Council (HKTDC): องค์กรที่ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสนับสนุนผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์
        3) Cyberport: ศูนย์กลางการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่สนับสนุนสตาร์ทอัพและธุรกิจ
E-commerce ในฮ่องกง
            4) Customs and Excise Department (C&ED): บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการค้าและการโฆษณา
    5) Office of the Privacy Commissioner for Personal Data (PCPD): ดูแลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
        6) Hong Kong Monetary Authority (HKMA): เป็นหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินหลักของฮ่องกง มีบทบาทสำคัญในการดูแลความมั่นคงทางการเงิน การควบคุมระบบการเงิน และการบริหารจัดการทุนสำรองเงินตรา
6.2 นโยบายของภาครัฐบาลในการสนับสนุนการค้าออนไลน์ รัฐบาลฮ่องกงได้ดำเนินโครงการ 
"E-commerce Easy" ภายใต้กองทุน BUD เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการ E-commerce โดยให้เงินทุนสูงสุด 1 ล้านเหรียญฮ่องกงต่อโครงการ และมีเพดานเงินทุนสะสมที่ 7 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อองค์กร
6.3 กฏระเบียบ E-commerce หลักกฎหมายหลายฉบับที่ได้วางระเบียบข้อปฏิบัติทางการค้าโดยทั่วไป ดังนี้
     1) Trade Descriptions Ordinance (Cap. 362) กฎหมายนี้มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการกระทำที่ไม่ยุติธรรมทางการค้า โดยห้ามมิให้ผู้ค้ากระทำการโฆษณาหลอกลวง หรือแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับสินค้าและบริการ เช่น ราคาที่ไม่ชัดเจน คุณภาพสินค้า หรือเงื่อนไขในการซื้อขาย นอกจากนี้ 
ยังห้ามการปกปิดข้อมูลที่สำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค กฎหมายนี้มีผลบังคับทั้งในร้านค้าและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความโปร่งใสและมั่นใจในการทำธุรกรรม
     2) Personal Data (Privacy) Ordinance (Cap. 486) กฎหมายนี้ควบคุมการเก็บรวบรวม การใช้ และการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค โดยกำหนดให้ผู้ค้าออนไลน์ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลและขอความยินยอมจากลูกค้า การใช้ข้อมูลต้องจำกัดเฉพาะวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ และห้ามเก็บข้อมูลนานเกินความจำเป็น รวมถึงต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล
     3) Unsolicited Electronic Messages Ordinance (Cap. 593) กฎหมายนี้มุ่งป้องกันการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ได้รับการร้องขอ เช่น อีเมลหรือข้อความโฆษณา โดยกำหนดข้อบังคับให้ผู้ส่งต้องได้รับการยินยอมจากผู้รับก่อน และหากไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากการถูกรบกวนหรือการใช้ข้อความโฆษณาในทางที่ไม่เหมาะสม
     4) Electronic Transactions Ordinance (Cap. 553) กฎหมายนี้ยอมรับให้ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีผลทางกฎหมายเทียบเท่าธุรกรรมที่ทำด้วยกระดาษ เช่น การใช้ลายเซ็นดิจิทัลในการยืนยันตัวตนหรือการลงนามในเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมายนี้ช่วยส่งเสริมการทำธุรกรรมออนไลน์ให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐาน
     5) Consumer Goods Safety Ordinance (Cap. 456) กฎหมายนี้เน้นความปลอดภัยของสินค้าอุปโภคบริโภค โดยกำหนดให้สินค้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยทั่วไป เช่น ของเล่นหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า หากสินค้าที่จำหน่ายไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อาจถูกเรียกคืนหรือถูกลงโทษ
     6) Payment Systems and Stored Value Facilities Ordinance (Cap. 584) กฎหมายนี้กำหนดมาตรฐานสำหรับระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล เช่น e-Wallet และ QR Code เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกรรมมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังควบคุมผู้ให้บริการระบบชำระเงินเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
     7) Misrepresentation Ordinance (Cap. 284) กฎหมายนี้ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงหรือการให้ข้อมูลผิดพลาด โดยครอบคลุมทั้งการฉ้อโกง การละเลย และการให้ข้อมูลผิดโดยสุจริต เช่น การโฆษณาที่แสดงข้อมูลสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริง
     8) Copyright Ordinance (Cap. 528) กฎหมายนี้ป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ในสื่อและเนื้อหาออนไลน์ เช่น การใช้ภาพถ่าย วิดีโอ หรือสินค้าแบรนด์เนมโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของเจ้าของลิขสิทธิ์
     9) Competition Ordinance (Cap. 619) กฎหมายนี้ห้ามพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการผูกขาดในตลาดออนไลน์ เช่น การร่วมมือกันกำหนดราคาสินค้าหรือการจำกัดการแข่งขันในตลาด
    10) Inland Revenue Ordinance (Cap. 112) กฎหมายนี้กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการรายงานรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจออนไลน์ โดยธุรกิจ E-commerce ต้องเสียภาษีเงินได้ (Profits Tax) จากกำไรที่เกิดขึ้นในฮ่องกง 
7. ข้อเสนอแนะของสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ เมืองฮ่องกง
สำนักงานส่งเสริมการค้า ณ เมืองฮ่องกงเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการไทยในการเข้าสู่ตลาด E-Commerce โดยเน้นการใช้ฮ่องกงเป็นฐานเชื่อมโยงสู่ Greater Bay Area การพัฒนาสินค้าไทยให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค และการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสร้างแบรนด์และเพิ่มยอดขาย
7.1 ฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการค้าและดิจิทัล
ฮ่องกงยังคงรักษาบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้าโลก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ทันสมัยและการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งมี GDP รวมกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรอยู่ที่กว่า 93% และมีการใช้งานสมาร์ทโฟนมากกว่า 90% พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเน้นความสะดวก ความเร็ว และความปลอดภัยในการซื้อสินค้าออนไลน์
7.2 สินค้าไทยที่ได้รับความนิยม สินค้าไทยที่มีศักยภาพสูงในตลาดฮ่องกง ได้แก่ อาหารและผลไม้แปรรูป เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียนอบแห้ง และมะม่วง ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพจากสมุนไพร เช่น น้ำมันหอมระเหยและโลชั่นสมุนไพร สินค้าแฟชั่นและความงาม เช่น THANN และ Srichand ซึ่งเน้นคุณภาพและความเป็นธรรมชาติ แบรนด์ THANN ได้รับการยอมรับในฮ่องกงเป็นอย่างสูงจากกลยุทธ์การตลาดที่เน้นความหรูหราและการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ
7.3 การค้าปลีกออนไลน์เพื่อสร้างแบรนด์ E-Commerce ในฮ่องกงไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การลงทุนในแพลตฟอร์มที่เหมาะสม เช่น HKTV Mall, Zalora และ Shopify ช่วยเพิ่ม ผลตอบแทนจากการลงทุน ROI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ CRM และการตลาดแบบเฉพาะบุคคล (personalised marketing) ช่วยเปลี่ยนผู้เยี่ยมชมให้กลายเป็นลูกค้าประจำ
7.4 การจัดตั้งบริษัทและการขยายสู่ GBA การจัดตั้งบริษัทในฮ่องกงหรือมีพันธมิตการค้าจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทย เข้าถึงตลาดฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ได้ง่ายขึ้น ควนใช้ฮ่องกงเป็นฐานโลจิสติกส์และการเงิน รวมถึงปรับกลยุทธ์ตามพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น การตัดสินใจซื้อจากรีวิวและการใช้สมาร์ทโฟนในการค้นหาสินค้า
7.5 ความร่วมมือกับภาครัฐและการใช้ FTA ภาครัฐควรส่งเสริม การจัดกิจกรรมสร้างเครือข่าย เช่น งานแสดงสินค้าและ Business Matching การพัฒนาโลจิสติกส์ เช่น การขนส่งข้ามพรมแดนและการออกใบอนุญาตที่รวดเร็ว และการใช้ประโยชน์จาก FTA ASEAN-HK เพื่อลดภาษีและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
7.6 การใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์ม E-Commerce แพลตฟอร์มโซเชียล เช่น Facebook, Instagram และ YouTube เป็นช่องทางหลักในการสร้างการรับรู้แบรนด์ การใช้ Influencer Marketing และรีวิวจากผู้ใช้จริงช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ แพลตฟอร์ม E-Commerce เช่น HKTV Mall และ Zalora ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภคในฮ่องกง การเข้าสู่ตลาดฮ่องกงในปี 2568 ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกในพฤติกรรมผู้บริโภค การเลือกใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสม และการพัฒนาสินค้าที่มีเอกลักษณ์และคุณภาพสูง การสนับสนุนจากภาครัฐและการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดฮ่องกงและภูมิภาค GBA

 

 

 

 

 

8. แหล่งอ้างอิง 
- แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้ม E-commerce ในฮ่องกงและ Greater Bay Area (GBA)
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคและการเปลี่ยนแปลงในตลาดออนไลน์
URL: https://research.hktdc.com 
- Business Opportunities in Greater Bay Area
ให้รายละเอียดเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจใน GBA รวมถึงการใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการขยายตลาด
URL: https://www.hktdc.com/en/opportunities-in-greater-bay-area 
- Consumer Products Industry Reports
รายงานที่เน้นสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาดฮ่องกง เช่น อาหาร ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ และสินค้าแฟชั่น
URL: https://product.hktdc.com 
- SME Support and Services
บริการสนับสนุนสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์
- URL: https://sme.hktdc.com 
Digital Marketing and E-commerce Solutions
- แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การสร้างแบรนด์ การตลาดออนไลน์ และการปรับตัวเข้าสู่ตลาดข้ามพรมแดน
URL: https://ecommerce.hktdc.com 
-Trade and Industry Insights
ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาการค้า การสนับสนุนผู้ประกอบการ และนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 
E-commerce
URL: https://www.hktdc.com/en/insights

 

 

 

 

 

updated 2568 ข้อมูลปรับปรุงการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนรายประเทศ (Cross-Border E-Commerce) ประจำปี 2568.pdf
Share :
Instagram