
เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2025 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศใช้แนวทางโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาฉบับปี ค.ศ. 2025–2030 (Dietary Guidelines for Americans 2025–2030) ซึ่งฝ่ายบริหารระบุว่าเป็นการรีเซ็ตนโยบายโภชนาการของประเทศครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของนโยบายอาหารและสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน ลดภาระโรคเรื้อรัง และควบคุมต้นทุนด้านสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวได้รับการนำเสนอควบคู่กับการนำพีระมิดอาหารในรูปแบบใหม่กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งมีการปรับโครงสร้างพีระมิดจากแนวคิดเดิม โดยให้ความสำคัญกับการบริโภคอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากขึ้น
พีระมิดอาหารในรูปแบบเดิม

พีระมิดอาหารในรูปแบบใหม่

Fact Sheet ของทำเนียบขาวระบุว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมานโยบายอาหารของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งเสริมอาหารคุณภาพต่ำและอาหารที่ผ่านการแปรรูปควบคู่กับการพึ่งพาการรักษาด้วยยามากกว่าการป้องกันโรคผ่านโภชนาการที่เหมาะสม ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากประสบปัญหาสุขภาพโดยไม่ตระหนักถึงสาเหตุที่แท้จริง ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าจะยุติแนวทางดังกล่าว และนำ “สามัญสำนึก ความถูกต้องทางหลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม” กลับมาเป็นแกนหลักของนโยบายอาหารและสุขภาพของประเทศ
สาระสำคัญของแนวทางโภชนาการฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับ “อาหารจริง” (real food) และอาหารจากธรรมชาติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเพิ่มการบริโภคโปรตีน ผัก และผลไม้ ควบคู่กับการลดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลเสริม (Added Sugar) และอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Food) รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการปรับคำแนะนำด้านโภชนาการทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นการปรับฐานนโยบายด้านอาหารของประเทศเพื่อมุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก
ในการแถลงข่าว นายโรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นการตัดขาดอย่างชัดเจนจากนโยบายในอดีต และเป็นการปรับฐานนโยบายโภชนาการระดับชาติครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยรัฐบาลมีความมุ่งหมายให้แนวทางโภชนาการฉบับใหม่เป็นรากฐานในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการบริโภคอาหารของชาวอเมริกันในระยะยาว
แนวทางโภชนาการฉบับใหม่แนะนำให้ประชาชนบริโภคโปรตีนในระดับที่สูงกว่าคำแนะนำเดิม โดยกำหนดปริมาณที่เหมาะสมไว้ที่ประมาณ 1.2–1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ลดการบริโภคน้ำตาลเสริมให้น้อยที่สุด หรือไม่เกิน 10 กรัมต่อมื้ออาหาร นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกบริโภคไขมันดีต่อสุขภาพ และแนะนำแหล่งไขมันที่เหมาะสมสำหรับการปรุงอาหาร ขณะเดียวกัน แนวทางฉบับใหม่ยังได้เรียกร้องให้ประชาชนจำกัดการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง เนื่องจากมักมีปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ
ในด้านการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แนวทางโภชนาการฉบับใหม่ได้ยกเลิกการกำหนดเพดานเชิงปริมาณแบบเดิมที่แตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิง และปรับมาเป็นการแนะนำเชิงหลักการให้ประชาชนบริโภคแอลกอฮอล์ให้น้อยลง โดยไม่ระบุเกณฑ์เชิงตัวเลขที่ชัดเจน
แนวทางโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางระบบอาหารของประเทศ เนื่องจากเป็นกรอบอ้างอิงสำหรับโครงการอาหารของภาครัฐหลายโครงการ อาทิ โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ซึ่งครอบคลุมเด็กนักเรียนหลาย 10 ล้านคน ตลอดจนโครงการอาหารสำหรับทหารและทหารผ่านศึก นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นฐานในการให้คำแนะนำด้านอาหารแก่ประชาชนทั่วไปของแพทย์และนักโภชนาการ การปรับปรุงแนวทางดังกล่าวจึงมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อโครงสร้างความต้องการสินค้าอาหารในตลาดสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเชื่อมโยงแนวทางโภชนาการฉบับใหม่นี้กับประเด็นภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข โดยชี้ให้เห็นว่า โรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุนระบบสุขภาพของประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น และการสนับสนุนอาหารที่บ่อนทำลายสุขภาพผ่านโครงการของรัฐในอดีตเป็นสิ่งที่ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ แนวทางใหม่นี้จึงถูกคาดหวังว่าจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคเรื้อรัง และควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว
จากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายดังกล่าว มีแนวโน้มว่าตลาดอาหารของสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับอาหารจากธรรมชาติ อาหารที่มีโปรตีนเป็นองค์ประกอบหลัก และอาหารที่มีการแปรรูปในระดับต่ำมากยิ่งขึ้น ในขณะที่สินค้าอาหารที่มีน้ำตาลสูงหรือผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างสูงอาจเผชิญข้อจำกัดด้านภาพลักษณ์และการยอมรับจากผู้บริโภคมากขึ้น
ข้อเสนอแนะจากสคต.นิวยอร์ก
แนวทางโภชนาการแห่งชาติฉบับใหม่ของสหรัฐอเมริกาสะท้อนทิศทางตลาดที่ให้ความสำคัญกับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและมาจากธรรมชาติมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดสหรัฐฯ ควรใช้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นโอกาสในการปรับกลยุทธ์การพัฒนาสินค้า โดยเริ่มจากการทบทวนสูตรและกระบวนการผลิต เพื่อลดน้ำตาลเสริม ลดการใช้วัตถุดิบที่ผ่านการแปรรูปขั้นสูง และเพิ่มสัดส่วนโปรตีนที่มีคุณภาพ ทั้งจากแหล่งโปรตีนสัตว์และโปรตีนจากพืชให้สอดคล้องกับแนวทางโภชนาการใหม่
ในด้านการพัฒนาสินค้า ผู้ประกอบการควรเน้นจุดขายเรื่องอาหารจากธรรมชาติและคุณค่าทางโภชนาการ โดยต่อยอดจากจุดแข็งของอาหารไทย เช่น สมุนไพร วัตถุดิบท้องถิ่น อาหารจากพืช และผักผลไม้ที่ไม่เติมน้ำตาล ควบคู่กับการสื่อสารข้อมูลโภชนาการอย่างชัดเจนและโปร่งใสบนฉลากสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหรัฐฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรติดตามนโยบายและกฎระเบียบด้านอาหารของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแนวทางโภชนาการดังกล่าวมีผลต่อโครงการอาหารของรัฐและการจัดซื้อภาครัฐ ซึ่งอาจเปิดโอกาสใหม่ในการเข้าสู่ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ โดยสามารถใช้ความสอดคล้องกับแนวทางโภชนาการแห่งชาติของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอาหารไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง Bloomberg, https://realfood.gov/, Fact Sheet