
ความเป็นมา: ประธานาธิบดี Donald Trump จัดทำนโยบายเก็บ reciprocal tariffs โดยอ้างเหตุผลว่า การเสียดุลการค้าของสหรัฐฯ คือสภาวะฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ จำเป็นที่ต้องใช้อำนาจภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ หรือ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการกำหนดขึ้นอัตรา Tariff สินค้านำเข้า
การกล่าวอ้างสถานการณ์ฉุกเฉิน และอ้างสิทธิโดยชอบธรรมภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่จะจัดทำ reciprocal tariffs กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ ได้รับการต่อต้านจากทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐบาลระดับมลรัฐ ที่เห็นพ้องกันว่า การประกาศนโยบายเก็บ reciprocal tariffs เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย IEEPA ทั้งในเรื่องการกล่าวอ้างสภาวะฉุกเฉิน การกล่าวอ้างอำนาจของประธานาธิบดีภายใต้ IEEPA นอกจากนี้การดำเนินนโยบายเก็บ reciprocal tariffs กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการทำธุรกิจและต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งภาคธุรกิจ เอกชนและภาครัฐ ทำให้ธุรกิจเอกชน 4 ราย และมลรัฐ 12 แห่ง ยื่นฟ้องประธานาธิบดี Trump ที่ศาลรัฐบาลกลาง ว่าทำผิดกฎหมายและประกาศนโยบายที่ผิดกฎหมาย
ปัจจุบันคดีผ่านการพิจารณามาแล้ว 2 ศาล คือ ศาลชั้นต้น Court of International Trade และ ศาลอุทธรณ์ U.S. Federal Appeals Court ซึ่งทั้งสองศาลตัดสินว่า ประธานาธิบดี Trump ไม่มีสิทธิภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่จะดำเนินนโยบายเก็บ reciprocal tariffs เมื่อวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 ประธานาธิบดี Trump ได้ยื่นเรื่องต่อ Supreme Court สหรัฐฯ ให้พิจารณาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์
สหรัฐฯ เริ่มต้นเก็บภาษีนำเข้าในลักษณะ baseline ร้อยละ 10 จากทุกประเทศคู่ค้า ในวันที่ 5 เมษายน 2568 และเริ่มต้นเก็บ reciprocal tariffs วันที่ 7 สิงหาคม 2568 มีประมาณการณ์ว่า สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าตามนโยบายนี้ได้แล้วหลายสิบพันล้านเหรียญฯ เฉพาะในเดือนกรกฏาคม 2568 เดือนเดียว สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าได้สูงถึง 30 พันล้านเหรียญฯ สูงกว่าเดือนกรกฏาคม 2567 ถึงร้อยละ 242
ขณะนี้หลายฝ่ายมีความเชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ศาลสูงสหรัฐฯ จะตัดสินไปในทางเดียวกันกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเตือนศาลศูงสหรัฐฯ ในเอกสารที่ยื่นต่อศาลฯ ว่า ถ้าศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ตัดสินเป็นปฏิปักษ์กับประธานาธิบดี Trump รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องคืนเงินภาษีนำเข้าที่ได้มาจากนโยบายเก็บ reciprocal tariffs ระหว่าง 750 พันล้านเหรียญฯ ถึง 1 ล้านล้านเหรียญฯ มีกระแสข่าวว่า ขณะนี้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ บางรายได้รับการติดต่อจากบริษัทที่เป็นบุคคลที่สามรวมถึงสำนักงานกฎหมาย เสนอบริการที่จะซื้อสิทธิตามกฎหมายของผู้นำเข้าที่มีศักยะภาพจะได้รับคืนเงินภาษีนำเข้าที่ถูกเก็บไป ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า หลายฝ่ายเชื่อว่า ประธานาธิบดี Donald Trump จะแพ้คดี ซึ่งหมายถึง เงินภาษีนำเข้าที่ถูกเก็บภายใต้นโยบายนี้จะต้องถูกส่งคืนให้แก่ผู้นำเข้าที่ได้จ่ายไปแล้ว
อย่างไรก็ดี มีกระแสข่าวว่า ถ้าศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินให้ประธานาธิบดีแพ้คดี ประธานาธิบดี Trump ได้วางแผนสองไว้แล้วว่าจะยังคงเดินหน้าเก็บภาษีสินค้านำเข้าต่อไป โดยอาจจะเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้
ที่มา:
1. New York Post: “US could be forced to refund $1 trillion if Supreme Court overturns Trump’s tariffs, Bessent says”, Taylor Herzlich, September 9, 2025
2. NBC News: “The White House is exploring how to keep Trump's tariffs if the Supreme Court strikes them down” by Garrett Haake, Carol E. Lee และ Jonathan Allen, Sept. 7, 2025, 2:00 AM PDT
ข้อมูลเพิ่มเติมและข้อคิดเห็นของ สคต. ลอสแอนเจลิส
มีความเป็นไปได้สูงที่ว่า ศาลสูงสุดสหรัฐฯ อาจจะตัดสินเป็นปฏิปักษ์ต่อการใช้อำนาจประธานาธิบดีจัดทำนโยบายการเก็บ reciprocal tariffs และอาจจะมีคำสั่งให้ยกเลิก reciprocal tariffs และคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้ว หากเป็นไปตามนี้ คาดการณ์ได้ว่าป้ญหาและความยุ่งยากในการค้ากับสหรัฐฯ จะยังคงดำเนินต่อไป แต่อาจจะเป็นในอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะประธานาธิบดี Trump ได้แสดงความตั้งใจอย่างจริงจังแน่วแน่ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง