
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป สเปนเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บอากรศุลกากรใหม่ของสหภาพยุโรป (European Union: EU) สำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร ซึ่งผู้บริโภคสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์จากประเทศนอกสหภาพยุโรป โดยกำหนดให้จัดเก็บอากรในอัตรา 3 ยูโรต่อหนึ่งประเภทพิกัดศุลกากรของสินค้า (Tariff Classification) จากเดิมที่มีการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร ซึ่งมีผลบังคับใช้มาเป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งนี้ การยกเลิกการยกเว้นดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบศุลกากรของสหภาพยุโรปให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าอิเล็กทรอนิกส์ในยุคดิจิทัล
มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ รวมถึงประเทศสเปน ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซ (E-commerce Market) ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในยุโรป โดยมาตรการนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ตลอดจนผู้ประกอบการและผู้ส่งออกจากประเทศที่สาม เช่น จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศไทย ที่จำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคในยุโรปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือเว็บไซต์ของตนเอง
การเติบโตของอีคอมเมิร์ซกับแรงกดดันต่อระบบศุลกากรยุโรป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน เช่น Temu, Shein และ AliExpress สามารถขยายตลาดเข้าสู่ยุโรปได้อย่างรวดเร็วจากการจำหน่ายสินค้าราคาต่ำ ส่งตรงถึงผู้บริโภค และได้รับประโยชน์จากการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร
ข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ในปี 2568 มีพัสดุนำเข้ามูลค่าต่ำเข้าสู่สหภาพยุโรปกว่า 5.9 พันล้านชิ้น หรือเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านชิ้นต่อวัน เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าในระยะเวลาเพียง 5 ปี
แม้ว่าสินค้ากลุ่มดังกล่าวจะมีมูลค่ารวมเพียงประมาณ 2% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของสหภาพยุโรป แต่กลับคิดเป็นถึง 97% ของจำนวนพัสดุนำเข้าทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานศุลกากรของประเทศสมาชิกต้องรับภาระในการตรวจสอบพัสดุจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน

เครดิตภาพ: EFE/EPA/HANNIBAL HANSCHKE
สาเหตุการออกมาตรการใหม่
คณะกรรมาธิการยุโรปให้เหตุผลว่า ระบบการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปริมาณมากเหมือนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อรูปแบบการค้าเปลี่ยนแปลงไป ระบบเดิมกลับกลายเป็นช่องทางที่ทำให้สินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปสามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการภายในภูมิภาค
นอกจากประเด็นด้านการแข่งขันแล้ว การเพิ่มขึ้นของพัสดุจำนวนมากยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการควบคุมสินค้านำเข้า โดยสหภาพยุโรประบุว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบสินค้าทั้งหมดได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้พบสินค้าจำนวนไม่น้อยที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ของเล่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เครื่องสำอางที่นำเข้าผ่านช่องทางดังกล่าวถึงร้อยละ 65 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป
อีกเหตุผลสำคัญคือ การสร้าง ความเป็นธรรมในการแข่งขัน (Level Playing Field) ระหว่างผู้ประกอบการภายในสหภาพยุโรปกับผู้จำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ภาคค้าปลีกของยุโรปมีการจ้างงานมากกว่า 30 ล้านตำแหน่ง และกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของสินค้านำเข้าราคาต่ำที่ไม่ต้องรับภาระต้นทุนด้านอากรศุลกากรเช่นเดียวกับผู้ประกอบการภายในภูมิภาค
นอกจากนี้ มาตรการในลักษณะเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่หลายประเทศเริ่มดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการขยายตัวของการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน โดยสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้มาตรการในลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ปี 2568 ขณะที่สหราชอาณาจักรก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบในทิศทางเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังปรับนโยบายศุลกากรให้สอดคล้องกับรูปแบบการค้าในยุคดิจิทัล และลดช่องว่างของกฎระเบียบที่เกิดขึ้นจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงของมาตรการและแนวทางการจัดเก็บอากรศุลกากร
มาตรการใหม่ของสหภาพยุโรปไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อจัดเก็บอากรศุลกากรเพิ่มเติมสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบศุลกากร เพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวของการค้าอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรป
ก่อนหน้านี้ แม้ว่าสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยังได้รับการยกเว้นอากรศุลกากร ส่งผลให้สินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปสามารถเข้าสู่ตลาดยุโรปได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ประกอบการภายในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป การยกเว้นดังกล่าวได้สิ้นสุดลง โดยสินค้าประเภทนี้จะต้องชำระอากรศุลกากรเพิ่มเติม ไม่ว่าจะใช้ระบบการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแบบใดก็ตาม
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวใช้กับการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หรือการขายทางไกล (Distance Selling) ที่จัดส่งสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปมายังผู้บริโภคในประเทศสมาชิก โดยเงื่อนไขสำคัญไม่ได้พิจารณาจากชื่อเว็บไซต์ ภาษาที่ใช้บนเว็บไซต์ หรือการแสดงราคาเป็นสกุลเงินยูโร แต่พิจารณาจาก สถานที่ที่สินค้าถูกจัดส่งจริง หากสินค้าถูกส่งจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ก็จะอยู่ภายใต้มาตรการนี้ แม้ว่าจะซื้อผ่านเว็บไซต์ที่ใช้โดเมนของประเทศสมาชิกก็ตาม ในทางกลับกัน หากสินค้าถูกจัดเก็บอยู่ในคลังสินค้าภายในสหภาพยุโรปก่อนจัดส่ง ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว
วิธีการคำนวณอากรศุลกากร
ประเด็นที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนในช่วงแรก คือ หลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นการเรียกเก็บ 3 ยูโรต่อหนึ่งพัสดุ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรปและสำนักงานศุลกากรสเปนได้ชี้แจงว่า การจัดเก็บอากรจะคำนวณตาม ประเภทพิกัดศุลกากรของสินค้า (Tariff Classification) ไม่ใช่จำนวนพัสดุ
ตัวอย่างเช่น หากพัสดุหนึ่งชิ้นประกอบด้วยเสื้อยืดจำนวน 5 ตัว ซึ่งอยู่ในประเภทพิกัดศุลกากรเดียวกัน จะเสียอากรเพียง 3 ยูโร แต่หากพัสดุเดียวกันประกอบด้วยเสื้อยืดและนาฬิกา ซึ่งเป็นสินค้าคนละประเภท จะต้องเสียอากรรวม 6 ยูโร ดังนั้น พัสดุที่บรรจุสินค้าหลายประเภทอาจมีค่าใช้จ่ายด้านอากรสูงกว่าพัสดุที่มีสินค้าหลายชิ้นแต่เป็นประเภทเดียวกัน
ผู้รับผิดชอบในการชำระอากร
ตามกฎหมายของสหภาพยุโรป ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชำระอากรศุลกากรคือ ผู้ยื่นใบขนสินค้า (Declarant) ซึ่งอาจเป็นผู้ขายสินค้า ผู้นำเข้า ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรือผู้แทนศุลกากร อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการสามารถนำต้นทุนดังกล่าวไปรวมไว้ในราคาสินค้า หรือเรียกเก็บจากผู้ซื้อก่อนส่งมอบสินค้าได้ ดังนั้น แม้ผู้บริโภคจะไม่ได้เป็นผู้ชำระอากรโดยตรงตามกฎหมาย แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้รับภาระต้นทุนดังกล่าวผ่านราคาสินค้าที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ขายไม่ได้ใช้ระบบ Import One Stop Shop (IOSS) สำหรับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ให้บริการขนส่งอาจเรียกเก็บทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรศุลกากร และค่าดำเนินการต่าง ๆ ก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ
มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในสหภาพยุโรป โดยเฉพาะผู้ที่นิยมสั่งซื้อสินค้าราคาต่ำจากประเทศนอกสหภาพยุโรปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เนื่องจากต้นทุนรวมของการสั่งซื้อสินค้าอาจเพิ่มขึ้นจากอากรศุลกากร ค่าดำเนินการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ความได้เปรียบด้านราคาของสินค้าจากต่างประเทศลดลง
ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้จำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ ทั้งในด้านการจัดทำข้อมูลพิกัดศุลกากร การบริหารต้นทุน การกำหนดราคาสินค้า และการวางแผนด้านโลจิสติกส์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรปยังได้กำหนด ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 การแจ้งข้อมูลสินค้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวยังสามารถดำเนินการได้โดยสมัครใจ ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

เครดิตภาพ: GETTY IMAGES
ผลกระทบต่อสเปนและสหภาพยุโรป
มาตรการจัดเก็บอากรศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร มีแนวโน้มส่งผลต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และระบบการค้าออนไลน์ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะประเทศสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดการค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สำหรับผู้บริโภคในสเปน ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปอาจเพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บอากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และค่าดำเนินการของผู้ให้บริการขนส่ง ส่งผลให้ความได้เปรียบด้านราคาของสินค้านำเข้าราคาต่ำลดลง และอาจทำให้ผู้บริโภคหันมาพิจารณาซื้อสินค้าจากผู้จำหน่ายภายในสหภาพยุโรปมากขึ้น
ในด้านผู้ประกอบการ มาตรการดังกล่าวช่วยลดความได้เปรียบของสินค้านำเข้าราคาต่ำจากประเทศนอกสหภาพยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการยกเว้นอากรศุลกากร ส่งผลให้การแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการภายในและภายนอกสหภาพยุโรปมีความเป็นธรรมมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกจากประเทศที่สาม รวมถึงประเทศไทย อาจต้องเผชิญกับต้นทุนและขั้นตอนด้านศุลกากรที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคยุโรปผ่านช่องทางออนไลน์โดยตรง
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีแนวโน้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลสินค้านำเข้า และลดความเสี่ยงจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานเข้าสู่ตลาดยุโรป ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการจากประเทศนอกสหภาพยุโรปต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานสินค้า ความโปร่งใสของข้อมูล และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศนอกสหภาพยุโรปที่มีการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศและการจำหน่ายโดยตรงผ่านเว็บไซต์ของผู้ประกอบการ
มาตรการดังกล่าวจึงอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่จำหน่ายสินค้ามูลค่าไม่สูงและจัดส่งสินค้าเป็นรายชิ้นจากประเทศไทยไปยังผู้บริโภคในยุโรป เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม เครื่องประดับ เสื้อผ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ เนื่องจากต้นทุนในการนำเข้าสินค้าของผู้ซื้ออาจเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยที่มีการใช้คลังสินค้าภายในสหภาพยุโรป หรือมีผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศสมาชิกอยู่แล้ว จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรก่อนเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการไทยพิจารณาปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เช่น การใช้ศูนย์กระจายสินค้าในยุโรป การรวมคำสั่งซื้อเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และการสร้างความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายภายในสหภาพยุโรปมากขึ้น
แนวโน้มในอนาคต
มาตรการจัดเก็บอากรศุลกากร 3 ยูโรเป็นมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2571 โดยในช่วงเวลาดังกล่าว สหภาพยุโรปมีแผนพัฒนาระบบศุลกากรใหม่ที่เชื่อมโยงข้อมูลของประเทศสมาชิกเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสินค้า ลดภาระงานของหน่วยงานศุลกากร และเสริมสร้างความโปร่งใสในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สหภาพยุโรปกำลังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการค้าอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทั้งในด้านการจัดเก็บภาษี การควบคุมมาตรฐานสินค้า และการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจากประเทศนอกสหภาพยุโรปจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ และให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุน การปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้า และการวางแผนด้านโลจิสติกส์มากยิ่งขึ้น
ในระยะยาว การแข่งขันในตลาดยุโรปอาจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ความปลอดภัย มาตรฐานสินค้า และประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เป็นจุดแข็งในการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้
ที่มา: El País, Agencia Tributaria española — Aduanas, y Comunidad de Madrid — Consumo.
ข้อคิดเห็นของ สคต.
สคต. ณ กรุงมาดริด เห็นว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางการกำกับดูแลการค้าอิเล็กทรอนิกส์ของสหภาพยุโรปที่เข้มงวดมากขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการศุลกากร ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค และสร้างสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการภายในสหภาพยุโรปกับผู้จำหน่ายสินค้าจากประเทศนอกภูมิภาค
แม้มาตรการนี้อาจทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าจากประเทศนอกสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย ความยั่งยืน และความโปร่งใสของแหล่งที่มาของสินค้า
สำหรับประเทศไทย แม้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างภาระต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าจากประเทศไทยโดยตรงไปยังผู้บริโภคในยุโรป แต่ผลกระทบจะขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของแต่ละราย หากผู้ประกอบการสามารถปรับตัวโดยใช้คลังสินค้าภายในสหภาพยุโรป พัฒนาระบบโลจิสติกส์ หรือร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายในประเทศสมาชิก ก็จะช่วยลดผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้
สคต. ณ กรุงมาดริด เห็นว่า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบด้านศุลกากรของสหภาพยุโรปอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมด้านเอกสาร การจำแนกพิกัดศุลกากร และการบริหารต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป นอกจากนี้ ควรใช้จุดแข็งของสินค้าไทยในด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความเป็นเอกลักษณ์ และมูลค่าเพิ่ม เป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน แทนการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวอาจเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าและปรับกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดยุโรป เพื่อรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด
กรกฎาคม 2569