fb
เวียดนามขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศเชิงรุก เปิดตลาดใหม่เสริมศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตร

เวียดนามขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศเชิงรุก เปิดตลาดใหม่เสริมศักยภาพการส่งออกสินค้าเกษตร

โดย
Tran
ลงเมื่อ 23 มกราคม 2569 16:58
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
67

เนื้อข่าว 

ภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับโครงสร้างการผลิตและการพัฒนาคุณภาพสินค้า อย่างต่อเนื่อง การใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้า (economic diplomacy) ได้ถูกกำหนดให้เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันการขยายตลาดการส่งออกควบคู่กับการเสริมสร้างการเชื่อมโยงเชิงลึกของสินค้าเกษตรเวียดนามเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในลักษณะที่เป็นระบบ มีเสถียรภาพ และเอื้อต่อความยั่งยืนในระยะยาว

ท่ามกลางบริบทของการค้าระหว่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การขยายตัวของมาตรการกีดกันทางการค้า และการบังคับใช้ข้อกำหนดด้านมาตรฐานและกฎระเบียบที่มีความเข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่การส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงของเวียดนามยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นผลลัพธ์เชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญสะท้อนถึงศักยภาพในการปรับตัวเชิงโครงสร้างและการกำหนดแนวทางเชิงรุกของทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญประการหนึ่ง คือการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่องและก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

เอกสารร่างของการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ครั้งที่ 14 (the 14th National Party Congress) ได้กำหนดกรอบทิศทางให้กิจการต่างประเทศทำหน้าที่เป็นทั้งภารกิจหลักและภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการนำประเด็นด้านเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม มาเป็นแกนกลางของการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้า ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงอย่างเป็นเอกภาพกับลำดับความสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ระดับชาติ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ภายใต้กรอบดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม (Ministry of Foreign Affairs) ได้ยกระดับบทบาทของการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าให้เป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ลำดับต้น โดยประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม (Ministry of Agriculture and Environment) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เพื่อผลักดันการบูรณาการเชิงลึกของภาคเกษตรเวียดนามเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ควบคู่ไปกับการขยายและกระจายตลาดส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในตัวอย่างที่สำคัญของการดำเนินการดังกล่าว คือการดำเนินโครงการเสริมสร้างความร่วมมือในการก่อสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล จนถึงปี 2573 ซึ่งในปี 2568 ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเด่นชัด ผ่านการเปิดตลาดใหม่จำนวนมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางและทวีปแอฟริกา อันเป็นการวางรากฐานการเติบโตที่มีเสถียรภาพและยั่งยืนให้แก่ภาคเกษตรของเวียดนามในระยะถัดไป

นอกเหนือจากมิติด้านการค้า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม ยังขยายไปสู่การดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งการปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าว ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือของเวียดนามในเวทีระหว่างประเทศ หากยังเอื้อต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ และการระดมทรัพยากรจากภายนอกประเทศ เพื่อสนับสนุนการยกระดับภาคเกษตรสู่รูปแบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนในระยะยาว

ผลลัพธ์ของแนวทางเชิงนโยบายดังกล่าวปรากฏอย่างชัดเจนในปี 2568 โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงรวมสูงกว่า 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีหลายกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้และผัก ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงแรงส่งจากการขยายตลาดและการกระจายคู่ค้าที่ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ

ในระดับอุตสาหกรรม สมาคมผักและผลไม้เวียดนาม (Viet Nam Fruit and Vegetable Association) ได้ยกระดับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการสมาชิกกับชุมชนท้องถิ่นและแหล่งวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ส่งออก ผู้ผลิต เกษตรกร และสหกรณ์ อีกทั้งยังดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดและเข้าถึงฐานลูกค้าใหม่ได้มากขึ้น พร้อมกันนี้ สมาคมผักและผลไม้เวียดนามยังมุ่งกำกับดูแลให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานของตลาดนำเข้าอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้ชื่อเสียงของสินค้าเกษตรเวียดนามได้รับการยกระดับ และการกระทำผิดกฎระเบียบด้านการส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

บนพื้นฐานของพัฒนาการดังกล่าว มีการประเมินว่า ในปี 2569 การส่งออกผลไม้และผักของเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวแตะระดับ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากสามารถรักษาการยกระดับคุณภาพสินค้า การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability systems) และการเสริมสร้างการประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์สินค้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน แม้ในปี 2568 สหรัฐอเมริกาจะบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff measures) ต่อสินค้าจากเวียดนาม รวมถึงสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง แต่การส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวยังคงรักษาการเติบโตไว้ได้ สะท้อนถึงศักยภาพของผู้ประกอบการเวียดนามในการปรับโครงสร้างสินค้า ปรับกลยุทธ์ทางการตลาด และใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษทางการค้าอย่างเหมาะสม

ปัจจุบัน สินค้าเกษตรเวียดนามได้ขยายการส่งออกไปยังกว่าเกือบ 200 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดที่มีมาตรฐานสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี การพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่แห่งในบางกลุ่มสินค้า ยังคงเป็นประเด็นท้าทายเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการขยายความร่วมมือไปยังภูมิภาคใหม่ เช่น แอฟริกา เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงในระยะยาว

ในบริบทดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดทิศทางเชิงนโยบายโดยมุ่งขจัดอุปสรรคด้านการเข้าถึงตลาด มาตรฐานทางเทคนิค และระบบตรวจสอบย้อนกลับ ควบคู่กับการเร่งขยายตลาดส่งออก การกระจายคู่ค้า และการลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม พร้อมเน้นย้ำว่าการเติบโตของการส่งออกจำเป็นต้องพิจารณาทั้งมิติด้านปริมาณ คุณภาพ การสร้างตราสินค้า และมูลค่าเพิ่ม

การเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง เกษตรและสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศคู่ค้าหลักและประเทศหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในเอเชีย ยุโรป แอฟริกา และภูมิภาคอื่น ๆ จึงถูกกำหนดให้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการขยายความร่วมมือ ดึงดูดทรัพยากร เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการขั้นสูง โดยมีข้อกำหนดให้การเยือนแต่ละครั้งต้องนำไปสู่โครงการและแผนงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ ในปี 2568 เวียดนามได้ลงนามพิธีสารจำนวน 5 ฉบับกับจีน เพื่อการส่งออกพริก เสาวรส รำข้าว รังนกดิบ และขนุนสด ซึ่งพิธีสารดังกล่าวไม่เพียงขยายขอบเขตสินค้าเกษตรที่สามารถส่งออกอย่างเป็นทางการ หากยังช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความโปร่งใสของกระบวนการส่งออก เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในการผลิตตามมาตรฐาน และเชื่อมโยงการผลิตเข้ากับห่วงโซ่คุณค่าอย่างยั่งยืน

(แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 18 มกราคม 2569)

วิเคราะห์ผลกระทบ

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ระบบการค้าโลกยังคงเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มการกีดกันทางการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น และการบังคับใช้มาตรการด้านมาตรฐานและกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทดังกล่าว การพึ่งพาตลาดส่งออกดั้งเดิมเพียงไม่กี่แห่งไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจภาคเกษตร หากยังจำกัดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้การขยายและกระจายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรถูกยกระดับเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งภาคเกษตร ป่าไม้ และประมงยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของระบบเศรษฐกิจและดุลการค้าของประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว การใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าได้แสดงบทบาทอย่างเด่นชัดในฐานะกลไกสำคัญในการเปิดตลาดใหม่ ผ่านการเจรจาทวิภาคีและพหุภาคี การจัดทำความตกลงด้านการเปิดตลาดสินค้า และการกำหนดและยอมรับมาตรฐานสินค้าและกฎระเบียบทางเทคนิค ตลอดจนการอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมของเวียดนามระบุว่า ในปี 2568 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงมีมูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สูงสุดเป็นประวัติการณ์และสูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 65,000 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เวียดนามยังคงเกินดุลการค้าในภาคเกษตรมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนบทบาทของภาคเกษตรในฐานะแหล่งรายได้หลักและฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินค้าส่งออกสำคัญหลายรายการ เช่น กาแฟ พริกไทย เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักและผลไม้ รวมถึงสินค้าประมง ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการขยายการเข้าถึงตลาดและการกระจายคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม นอกเหนือจากตลาดหลักอย่างจีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เวียดนามได้เร่งรุกตลาดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ อาเซียน และตลาดภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีต่าง ๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะตลาดจีน ซึ่งแม้ยังคงเป็นตลาดสำคัญ แต่การบังคับใช้กฎระเบียบด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ความปลอดภัยอาหาร และมาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวดขึ้น ได้กดดันให้ผู้ประกอบการเวียดนามต้องเร่งปรับกลยุทธ์การผลิตและการส่งออกอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ดี การขยายการเข้าถึงตลาดใหม่ยังคงเผชิญข้อจำกัดและความท้าทายในหลายมิติ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านมาตรการทางเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของตลาดพัฒนาแล้ว เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งในระยะที่ผ่านมา สินค้าเกษตรจากเวียดนามบางรายการยังถูกแจ้งเตือนกรณีสารตกค้างและการไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การยกระดับคุณภาพสินค้าและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลมิได้เป็นเพียงทางเลือกเชิงนโยบาย หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก นอกจากนี้ ความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์ ความไม่แน่นอนของอัตราแลกเปลี่ยน และผลกระทบจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในประเด็นดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการเร่งขจัดอุปสรรคด้านการเข้าถึงตลาด การปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานทางเทคนิค และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก การกระจายคู่ค้า และการลดการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม โดยชี้ว่าการเติบโตของการส่งออก ในระยะต่อไปจำเป็นต้องประเมินในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งด้านคุณภาพ การสร้างตราสินค้า และการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่เพียงปริมาณการส่งออกเท่านั้น

ภายใต้แนวทางดังกล่าว การเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมไปยังประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส จีน ประเทศในยุโรป และทวีปแอฟริกา จึงถูกกำหนดให้เป็นกลไกเชิงนโยบายในการขยายความร่วมมือ ดึงดูดทรัพยากร เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยมีข้อกำหนดให้ทุกภารกิจต้องแปรเป็นโครงการ ความร่วมมือ และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างภาคเกษตรอย่างยั่งยืน

ภายใต้แรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก การที่การส่งออกสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมงของเวียดนามยังคงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิผลของการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้า ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ ความโปร่งใส และมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร การเปิดตลาดใหม่จึงมิได้เป็นเพียงกลไกเพิ่มรายได้จากการส่งออก หากแต่เป็นรากฐานเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความสามารถในการแข่งขัน และความยั่งยืนของภาคเกษตรเวียดนามในระยะยาว

นำเสนอโอกาส/แนวทาง

การที่เวียดนามยกระดับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าอย่างเป็นระบบ ได้ช่วยให้ภาคเกษตรของเวียดนามสามารถขยายตลาดและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้อย่างต่อเนื่อง พัฒนาการดังกล่าวส่งผลให้ระดับการแข่งขันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร ป่าไม้ และประมง ซึ่งไทยและเวียดนามมีโครงสร้างการผลิตและตลาดส่งออกที่ใกล้เคียงกัน ขณะเดียวกัน ความสามารถของเวียดนามในการเจรจาเปิดตลาดใหม่และยกระดับการยอมรับมาตรฐานสินค้า อาจก่อให้เกิดแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยที่ยังพึ่งพาตลาดดั้งเดิม หรือยังปรับตัวด้านมาตรฐานและระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ไม่เพียงพอ

ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับแนวทางการแข่งขันจากการเน้นปริมาณไปสู่การให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมุ่งปฏิบัติตามมาตรการทางเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของตลาดพัฒนาแล้วอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ การสร้างตราสินค้า และการเชื่อมโยงการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเสริมสร้างบทบาทของกลไกการต่างประเทศเชิงเศรษฐกิจในการสนับสนุนการเจรจาเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า การจัดทำความตกลงด้านการเข้าถึงตลาดและการยอมรับมาตรฐานสินค้า ตลอดจนการพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูล กฎระเบียบ และโอกาสทางการค้าในตลาดใหม่ได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

                อย่างไรก็ดี การขยายตลาดและการยกระดับภาคเกษตรของเวียดนามยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปมีบทบาทในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจ ทั้งในด้านการลงทุนร่วม การจัดหาวัตถุดิบ เทคโนโลยีการผลิต ระบบโลจิสติกส์ การแปรรูปอาหาร และอุตสาหกรรมสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรคุณภาพสูง เกษตรแปรรูป และเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การแสวงหาตลาดใหม่ของเวียดนามในตะวันออกกลาง แอฟริกา และตลาดฮาลาล ยังเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการไทยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตหรือฐานเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพื่อขยายการเข้าถึงตลาดโลก ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว

News 19 - 23 January 2026 - VN Economic diplomacy-Edit.pdf
Share :
Instagram