fb
 กำหนดมาตรฐานเงื่อนไขสำหรับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช

กำหนดมาตรฐานเงื่อนไขสำหรับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช

โดย
Nguyen
ลงเมื่อ 29 มกราคม 2569 09:44
สคต. ณ กรุงฮานอย (เวียดนาม) (TTC, Hanoi (Vietnam))
29

 

 กำหนดมาตรฐานเงื่อนไขสำหรับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช

รัฐบาลได้ออกกฤษฎีกาเลขที่ 33/2026/ND-CP ลงวันที่ 21 มกราคม 2569 ซึ่งแก้ไขและเพิ่มเติมบทบัญญัติหลายประการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชและการป้องกันพืช โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกรอบกฎหมายด้านเงื่อนไขการลงทุนและการดำเนินธุรกิจให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมายการลงทุนฉบับปัจจุบัน กฤษฎีกาฉบับนี้ได้ปรับปรุงขั้นตอนการออกใบอนุญาติ การต่ออายุ และการเพิกถอนใบอนุญาตสำหรับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใส ลดความซ้ำซ้อน และเอื้ออำนวยในการประกอบธุรกิจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กฤษฎีกาฉบับนี้ยังเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการลดเงื่อนไขและอำนวยให้การดำเนินธุรกิจง่ายขึ้น ตามที่กำหนดไว้ในมติเลขที่ 1671/QD-TTg ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการภาครัฐ และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

กฤษฎีกาเลขที่ 33/2026/ND-CP มีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐ      พร้อมทั้งจัดตั้งกรอบกฎหมายที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสมัยใหม่ สำหรับการผลิต การนำเข้า          การจัดจำหน่าย และการดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช

กฤษฎีกาฉบับดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในกระบวนการผลิตทางการเกษตร ลดความเสี่ยงจาก  การใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ปกป้องสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศทางการเกษตร และสุขภาพของประชาชน ควบคู่ไปกับ      การส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความปลอดภัยสูง นอกจากนี้ กฤษฎีกายังสอดรับกับทิศทางการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในยุคใหม่ สนับสนุนการปรับโครงสร้างภาคเกษตร การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และ    การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรเวียดนามทั้งในประเทศและตลาดสากล

กฤษฎีกาเลขที่ 33/2026/ND-CP กำหนดอย่างชัดเจนว่า โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามมาตรา 61 แห่งกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและกักกันพืชอย่างครบถ้วน พร้อมข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม โดยผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบการผลิตโดยตรงต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาเคมี การป้องกันพืช ชีววิทยา หรือเกษตรศาสตร์ ในขณะที่พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตต้องผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยทางเคมีเฉพาะทาง

ด้านสถานที่ผลิต โรงงานและคลังสินค้าผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชต้องตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือนิคมอุตสาหกรรม และเป็นไปตามมาตรฐานทางเทคนิคแห่งชาติว่าด้วยความปลอดภัยของสารเคมีอันตราย ระบบและอุปกรณ์การผลิต ตั้งแต่   สารออกฤทธิ์ วัตถุดิบ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปและบรรจุภัณฑ์ ต้องเป็นไปตามกระบวนการเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด

ในส่วนของกิจกรรมการค้า องค์กรและบุคคลต้องปฏิบัติตามมาตรา 63 ว่าด้วยการป้องกันและกักกันพืช                โดยผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชโดยตรงต้องมีวุฒิอย่างน้อยระดับอาชีวศึกษาในสาขาการป้องกันพืช การเพาะปลูก    เคมี ชีววิทยา หรือพืชไร่ หรือมีใบรับรองการฝึกอบรมวิชาชีพด้านผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช ทั้งนี้ สถานที่จำหน่ายต้องแยกจากพื้นที่บริการอาหาร โรงเรียน และโรงพยาบาลอย่างชัดเจน

สำหรับการจัดเก็บสินค้า ผู้ค้าส่งต้องปฏิบัติตามมาตรฐานทางเทคนิคแห่งชาติด้านความปลอดภัยของสารเคมีอย่างเคร่งครัด ในขณะที่ผู้ค้าปลีกต้องจัดพื้นที่เก็บสินค้าให้ชั้นวางสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร และห่างจากผนังอย่างน้อย 20 เซนติเมตร เพื่อความปลอดภัยและการจัดการที่เหมาะสม

กฤษฎีกาฉบับนี้ กำหนดให้การยื่นขอใบอนุญาตผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชต้องแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ แบบคำขอรับใบอนุญาต และเอกสารอธิบายการปฏิบัติตามเงื่อนไขในการผลิตหรือการค้า องค์กรและบุคคลต้องยื่นเอกสารต่อหน่วยงานที่ประธานคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดกำหนดให้เป็นผู้รับและดำเนินการตามกระบวนการทางปกครอง โดยสามารถยื่นได้ด้วยตนเอง ผ่านระบบออนไลน์ หรือทางไปรษณีย์

หน่วยงานที่รับคำขอมีหน้าที่ตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องของเอกสารในกรณียื่นด้วยตนเอง หรือภายในหนึ่งวันทำการสำหรับคำขอที่ยื่นผ่านระบบออนไลน์หรือทางไปรษณีย์

ประธานคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดเป็นผู้มีอำนาจในการออกใบอนุญาติ ต่ออายุ และเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งนี้ องค์กรและบุคคลที่ประสงค์จะดำเนินกิจการต่อเนื่อง ต้องยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตไม่น้อยกว่าสามเดือนก่อนวันที่ใบอนุญาตหมดอายุ

สำหรับระยะเวลาในการประเมินเอกสารและตรวจสอบสถานที่ ประกอบด้วย 20 วันทำการสำหรับการออกใบอนุญาตการผลิต และ 10 วันทำการสำหรับการออกใบอนุญาตการค้า นับตั้งแต่วันที่ได้รับคำขอที่ครบถ้วนและถูกต้อง ภายหลังจากนั้น ใบคำขอจะถูกเสนอให้ประธานคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดพิจารณาและมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตภายในระยะเวลา วันทำการ นอกจากนี้ กฤษฎีกาฉบับที่ 33 นี้ยังระบุกรณีเพิกถอนใบอนุญาตไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ การแก้ไข ดัดแปลง หรือลบข้อมูลในใบอนุญาตโดยมิชอบ การที่องค์กรหรือบุคคลถูกลงโทษทางปกครองในด้าน    การคุ้มครองพืชและการกักกันโรคพืชสามครั้งภายในหนึ่งปี หรือสามครั้งติดต่อกันในความผิดประเภทเดียวกัน รวมถึงกรณีการกระทำผิดอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

(จาก https://vietnamnews.vn/

ข้อคิดเห็น สคต

ภาคการเกษตรของเวียดนามยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยเป็นทั้งแหล่งสร้างรายได้หลักให้กับประชาชนจำนวนมากและเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญ เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก อาทิ ข้าว กาแฟ พริกไทย ยางพารา ผลไม้เขตร้อน และสัตว์น้ำ ในขณะเดียวกัน ตลาดภายในประเทศมีขนาดใหญ่และเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับการขยายตัวของชนชั้นกลาง การเพิ่มขึ้นของรายได้ และความต้องการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของเวียดนามมุ่งเน้นไปที่     การยกระดับคุณภาพ การเพิ่มมูลค่า และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิต การควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตร การส่งเสริมเกษตรปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศที่สามารถตอบโจทย์ตลาดสินค้าเกษตรยุคใหม่ของเวียดนามได้อย่างเหมาะสม โดยกฤษฎีกาเลขที่ 33/2026/ND-CP ฉบับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลเวียดนามในการยกระดับการบริหารจัดการตลาดผลิตภัณฑ์ป้องกันพืชให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และสอดคล้องกับการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน การปรับปรุงเงื่อนไขการลงทุนและขั้นตอนการอนุญาตช่วยลดความซ้ำซ้อนทางปกครอง ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดคัดกรองผู้ประกอบการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ประกอบการไทย กรอบกฎหมายใหม่ดังกล่าวถือเป็นโอกาสในการเข้าสู่ตลาดเวียดนามด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับแนวโน้มเกษตรยั่งยืน โดยควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด การร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และการวางกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันในตลาดเวียดนาม นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและระบบการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของเวียดนาม โดยเฉพาะคุณสมบัติผู้รับผิดชอบด้านเทคนิค มาตรฐานความปลอดภัยของโรงงาน และระบบจัดเก็บสินค้า ควบคู่กับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายในระดับท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน ควรเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยสูง ลดการใช้สารเคมีอันตราย และตอบโจทย์นโยบายเกษตรยั่งยืนของเวียดนาม เพื่อสร้างความแตกต่างทางการแข่งขัน การใช้ช่องทางความร่วมมือกับผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ผลิตในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กำหนดมาตรฐานเงื่อนไขสำหรับการผลิตและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันพืช.pdf
Share :
Instagram