
รัฐบาลเม็กซิโกประกาศเพิ่มนิคมอุตสาหกรรมเอกชนอีก 20 แห่งใน 8 รัฐ มูลค่าการลงทุน 763 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4.6 ล้านตารางเมตร รองรับบริษัทประมาณ 175 แห่ง และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานกว่า 32,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้เม็กซิโกดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมภายใต้ Plan México ไปแล้วร้อยละ 40 พร้อมเดินหน้าดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร อุปกรณ์การแพทย์ และอากาศยาน เสริมบทบาทเม็กซิโกในห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาคอเมริกาเหนือ
นางคลอเดีย เชนบาม ปาร์โด (Claudia Sheinbaum Pardo) ประธานาธิบดีเม็กซิโก เปิดเผยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า สมาคมนิคมอุตสาหกรรมเอกชนเม็กซิโก (Asociación Mexicana de Parques Industriales Privados: AMPIP) เตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่จำนวน 20 แห่งใน 8 รัฐ ได้แก่ Coahuila, Nuevo León, Mexico City, Estado de México, Aguascalientes, Guanajuato, Querétaro และ Baja California ด้วยเงินลงทุนรวม 763 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4.6 ล้านตารางเมตร รองรับบริษัทประมาณ 175 แห่ง และสร้างการจ้างงานประมาณ 32,127 ตำแหน่ง โดยเมื่อรวมกับนิคมอุตสาหกรรม 20 แห่งที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เม็กซิโกดำเนินการได้แล้ว 40 แห่ง หรือร้อยละ 40 ของเป้าหมายการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่ 100 แห่ง ภายใต้ Plan México
การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมครั้งนี้กระจายตัวตามพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ โดยบริเวณชายแดนตอนเหนือในรัฐ Coahuila และ Nuevo León จะมีนิคมใหม่มากที่สุดจำนวน 10 แห่ง รองรับบริษัท 75 แห่ง และคาดว่าจะสร้างงาน 26,800 ตำแหน่ง ขณะที่พื้นที่เชื่อมโยงกับท่าอากาศยานนานาชาติ Felipe Ángeles (AIFA) ใน Mexico City และ Estado de México จะมีนิคมใหม่ 5 แห่ง ส่วนภูมิภาค Bajío ใน Aguascalientes, Guanajuato และ Querétaro มี 3 แห่ง และ Baja California อีก 2 แห่ง สะท้อนการกระจายฐานการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ การผลิต และการเชื่อมโยงกับตลาดสหรัฐฯ
นายเดวิด โอดอนเนลล์ (David O’Donnell) ประธานคณะกรรมการ AMPIP ระบุว่า ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิก 143 ราย ครอบคลุม 28 รัฐ และมีนิคมอุตสาหกรรมในเครือข่าย 493 แห่ง รองรับบริษัทประมาณ 4,000 แห่ง และสร้างงานกว่า 3.8 ล้านตำแหน่ง โดยในปี 2569 สมาชิก AMPIP มีแผนลงทุนประมาณ 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ อุตสาหกรรมอากาศยาน เครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของเม็กซิโกและภูมิภาคอเมริกาเหนือ
การขยายนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับเป้าหมายของ Plan México ที่ต้องการเพิ่มการผลิตภายในประเทศและลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ ร้อยละ 50 ของการจัดหาและการบริโภคในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ผลิตภายในเม็กซิโก และเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในห่วงโซ่มูลค่าโลกอีกร้อยละ 15 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ เภสัชกรรม และเคมีภัณฑ์ ซึ่งจะทำให้นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการดึงผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เข้ามาตั้งฐานการผลิตภายในประเทศมากขึ้น
โอกาสของผู้ประกอบการไทย การขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมเพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตในเม็กซิโกดังกล่าว เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรและชิ้นส่วนอุตสาหกรรม อุปกรณ์การแพทย์ ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก โดยผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในฐานะผู้ส่งออกชิ้นส่วนให้แก่ผู้ผลิตที่ตั้งอยู่ในเม็กซิโก การผลิตแบบ OEM ตลอดจนการขยายธุรกิจในระยะยาวโดยอาจพิจารณาการตั้งฐานการผลิต การประกอบสินค้า หรือการร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น ทั้งนี้ ไทยมีฐานการค้าในสินค้าอุตสาหกรรมกับเม็กซิโกอยู่แล้ว โดยข้อมูลจากธนาคารกลางเม็กซิโก (Banco de México) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคม–สิงหาคม 2569 เม็กซิโกนำเข้าสินค้าพิกัด HS 8471 เครื่องประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติและหน่วยประกอบ จากทั่วโลกมูลค่า 48.27 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากไทยมูลค่า 3.87 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.53 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินค้าพิกัด HS 8708 ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ เม็กซิโกนำเข้าจากทั่วโลกมูลค่า 21.94 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากไทย 329.58 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.24 และสินค้าพิกัด HS 9018 เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ มีการนำเข้าจากทั่วโลกมูลค่า 4.02 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยนำเข้าจากไทย 14.73 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.91 สะท้อนว่าสินค้าไทยมีฐานการค้าและมีการเติบโตในหลายอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายของการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเม็กซิโก
ดังนั้น การขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและการดึงการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อุปกรณ์การแพทย์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในเม็กซิโกและเชื่อมต่อกับตลาดอเมริกาเหนือและลาตินอเมริกาได้มากขึ้น
สคต. ณ กรุงเม็กซิโก
แหล่งที่มา