
เนปาลได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives: HoR) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 โดยการเลือกตั้งเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ภายหลังช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเนปาลเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองและแรงกดดันจากสังคม โดยเฉพาะจากการประท้วงของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) เมื่อเดือนกันยายน 2568
รัฐบาลเฉพาะกาลภายใต้การนำของนางสุศิลา การ์กี (Sushila Karki) นายกรัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 หลังการประท้วงครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กันยายน และเหตุ
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน ได้ตัดสินใจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเพื่อคลี่คลายวิกฤตทางการเมือง โดยมีภารกิจหลักตอนเข้ารับตำแหน่งคือการจัดการเลือกตั้งภายในระยะเวลา 6 เดือน
โครงสร้างการเลือกตั้งและกระบวนการนับคะแนน
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเนปาลมีจำนวนทั้งหมด 275 ที่นั่ง โดยแบ่งเป็น
2 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งแบบผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ (First-past-the-post) จำนวน 165 ที่นั่งและ 2) ระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายชื่อ (Proportional Representation: PR) ซึ่งคำนวณตามสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคการเมืองทั่วประเทศ จำนวน 110 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 3,400 คน จาก 65 พรรคการเมือง ทั้งนี้ คาดว่าการนับคะแนนคาดว่าจะใช้เวลาหลายวัน และผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการอาจประกาศได้ในสัปดาห์ถัดไป
สภาวะการแข่งขัน
ผลการประเมินเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญ เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่อย่าง Rastriya Swatantra Party (RSP) ซึ่งก่อตั้งขึ้นไม่ถึง 4 ปี ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในการแข่งขันกับสองพรรคการเมืองหลักที่ครองอำนาจมายาวนาน ได้แก่ พรรค Nepali Congress (NC) และพรรค Communist Party of Nepal – Unified Marxist-Leninist (CPN-UML)
ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรค RSP คือ บาเลนดรา ชาห์ (Balendra Shah)
อดีตนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ ซึ่งเคยเป็นแร็ปเปอร์มาก่อน และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการประท้วงของคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2568 โดยในช่วงการหาเสียง ชาห์สามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นอกจากนี้ อดีตนายกรัฐมนตรี เค.พี. โอลี (KP Oli) ผู้นำพรรค CPN-UML ก็ลงแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยเช่นเดียวกัน
การวิเคราะห์เบื้องต้นระบุว่า พรรคการเมืองดั้งเดิมอย่าง Nepali Congress และ CPN-UML อาจได้รับที่นั่งลดลงในสภาชุดใหม่ เนื่องจากทั้งสองพรรคไม่สามารถระดมผู้สนับสนุนในวงกว้างได้เท่าที่คาดหวัง โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ประท้วงในเดือนกันยายน 2568 นอกจากนี้ ความขัดแย้งภายในพรรคที่มีมาอย่างยาวนานยังทวีความรุนแรงขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว แม้ว่าภายนอกพรรคจะยังคงแสดงภาพความเป็นเอกภาพก็ตาม
กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุมากกว่า 60 ปีจำนวนมากยังแสดงความไม่พอใจต่อพรรคการเมืองเดิม โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจหรือการจ้างงานได้เพียงพอ ส่งผลให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุต่ำกว่า 35 ปีก็มีแนวโน้มที่จะไม่ยึดโยงกับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมเหมือนในอดีต และมีความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองมากขึ้น
บทบาทของคนรุ่นใหม่และการหาเสียงผ่านช่องทางออนไลน์
การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่ในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ โดยในหลายครอบครัว คนรุ่นลูกหรือหลานมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของผู้สูงอายุ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่หัวหน้าครอบครัวมักเป็นผู้กำหนดทิศทางการลงคะแนนเสียง นอกจากนี้ ชาวเนปาลจำนวนมากที่ทำงานอยู่ต่างประเทศยังมีบทบาทในการชี้แนะสมาชิกครอบครัวเกี่ยวกับการเลือกพรรคการเมืองหรือผู้สมัครผ่านช่องทางออนไลน์
อีกปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญคือการใช้การรณรงค์หาเสียงผ่านสื่อดิจิทัลอย่างกว้างขวาง
ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้นเมื่อเทียบกับปัจจัยดั้งเดิม เช่น บุคลิกของผู้สมัคร ประสบการณ์ หรือแนวนโยบายของพรรคการเมือง
นักวิเคราะห์มองว่าแนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นประโยชน์ต่อพรรคการเมืองใหม่หรือพรรคขนาดเล็ก เช่น RSP ขณะที่อัตราการออกมาใช้สิทธิของผู้สนับสนุนพรรคการเมืองดั้งเดิมในเขตเมืองที่ค่อนข้างต่ำอาจทำให้พรรคขนาดเล็กได้รับโอกาสมากขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้
รัฐบาลเฉพาะกาลเตรียมถ่ายโอนอำนาจ
หลังจากการปิดหีบเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล นางสุศิลา การ์กี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งภายหลังการประท้วงของคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการบริหารประเทศและดำเนินการปราบปรามการทุจริต กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะถ่ายโอนอำนาจให้กับรัฐบาลที่มาจาก
การเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ยังต้องรอดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือรัฐบาลผสม นางการ์กียังแสดงความพึงพอใจต่อการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยระบุว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบง่าย ประหยัด และไม่มีเหตุการณ์นองเลือด ซึ่งถือเป็นความสำเร็จสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกาล
ข้อคิดเห็นของ สคต.
1. ผู้ประกอบการไทยที่มีความสนใจจะดำเนินธุรกิจหรือขยายการค้าและการลงทุนในประเทศเนปาล ควรติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของเนปาลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงสร้างทางการเมืองของเนปาลยังคงมีลักษณะเปลี่ยนแปลงและมีความไม่แน่นอนอยู่เป็นระยะ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ กฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงเสถียรภาพของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในประเทศดังกล่าว
การประเมินความเสี่ยงและการติดตามพัฒนาการทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
2. ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าคนรุ่นใหม่ของเนปาลมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทในกระบวนการทางการเมืองและสังคมเพิ่มมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางการเมือง การเคลื่อนไหวทางสังคม
และการสนับสนุนพรรคการเมืองหรือแนวคิดทางการเมืองรูปแบบใหม่ แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของเนปาลมีการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โดยเฉพาะในด้านนโยบายสาธารณะ การบริหารจัดการเศรษฐกิจ และทิศทางการพัฒนาประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการควรติดตามพัฒนาการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอาจมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.bbc.com/news/live/cvg5qd5201vt
https://www.bbc.com/news/articles/c79550jrye8o
https://myrepublica.nagariknetwork.com/news/post-gen-z-protest-poll-signals-upheaval-for-traditional-parties-68-62.html
https://www.aljazeera.com/news/2026/3/5/nepalese-vote-in-general-election-months-after-gen-z-uprising