
ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อระบบอาหารโลก การลดลงของจำนวนประชากรก็กำลังก้าวเข้ามาเป็นอีกหนึ่งความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในปัจจุบัน สอดคล้องกับการคาดการณ์ล่าสุดขององค์การสหประชาชาติที่ระบุว่า ประเทศและเขตปกครองเกือบ 70 แห่งทั่วโลกจะเผชิญกับภาวะประชากรลดลงภายในต้นปีค.ศ. 2030
ในอดีตธุรกิจอาหารเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอย่างต่อเนื่อง แต่แนวโน้มนี้กำลังเปลี่ยนไป เพราะเมื่อประชากรลดลง ผู้บริโภคก็ลดลง ความต้องการอาหารก็ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิต การแปรรูป การค้าปลีก และธุรกิจร้านอาหาร
สำหรับแคนาดา จากเดิมที่เคยมีอัตราการเติบโตของประชากรอย่างรวดเร็ว โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการย้ายถิ่นฐานของผู้อยู่อาศัยชั่วคราว ปัจจุบันการเติบโตของประชากรได้ชะลอตัวลงอย่างมาก และในบางรัฐเริ่มปรากฏภาวะประชากรลดลงอย่างชัดเจน ดังเช่น รัฐควิเบก ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งรัฐควิเบกได้รายงานว่า ในปี 2569 ประชากรของรัฐลดลงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ สาเหตุหลักเกิดจากจำนวนผู้อยู่อาศัยไม่ถาวรที่ลดลง ซึ่งรวมถึงแรงงานต่างชาติชั่วคราว นักศึกษาต่างชาติ และผู้ลี้ภัย ขณะเดียวกัน รัฐควิเบกยังคงเผชิญกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนการเกิด ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารและเกษตรของแคนาดาจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ทั้งในด้านจำนวนผู้บริโภคที่มีแนวโน้มลดลงและพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางอุปสงค์สินค้าอาหารในระยะยาว
อย่างไรก็ดี นอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรแล้ว การแพร่หลายของยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic, Wegovy และ Mounjaro อย่างรวดเร็ว ซึ่งเดิมทีพัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคเบาหวาน แต่ปัจจุบันได้รับการสั่งจ่ายเพื่อการควบคุมน้ำหนักอย่างแพร่หลาย ซึ่งกลุ่มยาดังกล่าวกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานของผู้บริโภคจำนวนมาก โดยจะบริโภคแคลอรีน้อยลง ทานของว่างลดลง ลดการซื้ออาหารตามอารมณ์ชั่ววูบ และหันมามองหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้นเรื่อย ๆ
นาย Sylvain Charlebois ศาสตราจารย์ประจำสาขานโยบายการกระจายสินค้าอาหาร และผู้อำนวยการอาวุโสของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์เกษตรและอาหาร (Agri-Food Analytics Lab) แห่งมหาวิทยาลัย Dalhousie ประเทศแคนาดา ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านอุปสงค์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของผู้บริโภค โดยไม่ได้เกิดจากเพียงจำนวนประชากรที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผู้บริโภคมีแนวโน้มรับประทานอาหารในปริมาณน้อยลงโดยเฉลี่ย ดังนั้น ในอนาคตภาคธุรกิจอาหารจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเติบโตที่พึ่งพาปริมาณการจำหน่ายไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ (Value-driven Growth) โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ นวัตกรรม ความสะดวกในการบริโภค การตอบโจทย์เฉพาะบุคคล และคุณประโยชน์ด้านสุขภาพมากขึ้น
ความเห็น สคต. แม้แนวโน้มการชะลอตัวของจำนวนประชากรและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดอาหารแคนาดามีความเข้มข้นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value-added Food) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ อาหารจากสมุนไพร อาหารฟังก์ชัน และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์แนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับนวัตกรรม พัฒนาคุณภาพสินค้า และสร้างแบรนด์ให้มีความแตกต่าง จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและขยายมูลค่าการส่งออกไปยังตลาดแคนาดาและประเทศพัฒนาแล้วได้ แม้ตลาดเหล่านี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรและจำนวนผู้บริโภคมีแนวโน้มลดลงก็ตาม