
สำนักงานสถิติแห่งชาติของเคนยา (KNBS) เปิดเผยรายงานล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2025 ระบุว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นหลายรายการปรับตัวสูงขึ้นระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2025 ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนมากต้องปรับแผนการใช้จ่ายอีกครั้ง
รายงานระบุว่า แม้อัตราเงินเฟ้อโดยรวมขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (7.7%) หมวดการขนส่ง (5.1%) และหมวดที่อยู่อาศัย น้ำ ไฟฟ้า ก๊าซ และเชื้อเพลิงอื่น ๆ (1.9%) ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 3 หมวดดังกล่าว มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 57% ของน้ำหนักทั้งหมดในตะกร้าเงินเฟ้อ เงินเฟ้อโดยรวมขยับขึ้นเล็กน้อย แต่ภาระค่าครองชีพยังหนักหน่วง ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับเพิ่มจาก 146.84 ในเดือนตุลาคม เป็น 147.08 ในเดือนพฤศจิกายน 2025 คิดเป็นอัตราเงินเฟ้อรายเดือน 0.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ 4.5% ลดลงจาก 4.6% ในเดือนก่อนหน้า อาหารยังเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อหลัก ราคาผักและผลไม้บางชนิดขยับขึ้นต่อเนื่อง
ราคาสินค้าจำเป็นหลายรายการเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเดือนต่อเดือน อาทิ
หมายเหตุ : สกุลเงิน Kenyan Shilling (KES) / ชิลลิงเคนยา
ผลิตภัณฑ์ | ราคาในเดือนตุลาคม | ราคาในเดือนพฤศจิกายน |
หัวหอม | 95.95 KES | +107.86 |
ผักคะน้าเคนยา (Sukuma wiki) | 91.56 | +94.07 |
ส้ม | 115.53 | +118.86 |
น้ำมันพืช | 343.44 | +345.27 |
ขณะเดียวกัน ค่าอาหารบางรายการปรับลดลง ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้บ้าง ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ | ราคาในเดือนตุลาคม | ราคาในเดือนพฤศจิกายน |
มะเขือเทศ | 87.88 | -65.70 |
น้ำตาล | 184.95 | -182.23 |
แป้งข้าวโพดบดละเอียด | 148.79 | -143.96 |
มันฝรั่ง | 92.34 | |
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ราคาสินค้าพื้นฐานยังคงเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ส้ม เพิ่มขึ้น 12.7% และ หัวหอม เพิ่มขึ้น 16.1%
ค่าสาธารณูปโภคและขนส่งยังเพิ่มแรงกดดัน ค่าไฟฟ้ามีความผันผวน โดยอัตราค่าไฟ 50 kWh ลดลงจาก 1,315.80 เป็น 1,293.82 ชิลลิง ส่วนอัตรา 200 kWh ลดลงเล็กน้อย
ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งเพิ่มขึ้น 0.4% จากเดือนก่อน แม้ราคาน้ำมันจะคงที่ แต่ค่าโดยสารทางไกลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คิดเป็น 9.1% เมื่อเทียบรายปี
ครัวเรือนยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แม้เงินเฟ้ออยู่ในระดับปานกลาง อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ยังเป็นหมวดที่มีน้ำหนักสูงที่สุดในดัชนีเงินเฟ้อที่ 32.9% และมีการปรับเพิ่มถึง 7.7% เมื่อเทียบรายปี จึงยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในเคนยากำลังกดดันกำลังซื้อของประชาชน ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป โดยลดการใช้จ่ายกับสินค้านำเข้าราคาสูงและมองหาทางเลือกที่ “คุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่าย” มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อสินค้าพรีเมียมจากไทยที่ต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้กลับเป็นโอกาสให้สินค้าไทยที่มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ เช่น อาหารแปรรูปเพื่อสุขภาพ สินค้า FMCG และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร สามารถขยายตัวได้ดี หากกลยุทธ์ด้านราคาเหมาะสม เน้นการนำเสนอความคุ้มค่า (Value for Money) และการออกแบบบรรจุภัณฑ์หลายขนาดรองรับผู้บริโภคทุกระดับรายได้ รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ เช่น e-commerce และค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนโลจิสติกส์
โดยรวมแม้ความท้าทายด้านค่าครองชีพจะทำให้ตลาดเคนยาระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรมุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของตลาด ปรับกลยุทธ์การตั้งราคา และให้ความสำคัญกับการสร้างพันธมิตรโลจิสติกส์และค้าปลีก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันควรเร่งผลักดันการเชื่อมโยงข้อมูลตลาดเชิงลึก การปรับฉลากและมาตรฐานให้สอดคล้องกับกฎระเบียบท้องถิ่น และสนับสนุนกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่ช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงเครือข่ายการกระจายสินค้าภายในเคนยาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้สภาพเศรษฐกิจเคนยาจะเผชิญความท้าทายด้านค่าครองชีพ แต่หากไทยสามารถวางตำแหน่งสินค้าอย่างเหมาะสมและตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปได้ทัน จะทำให้ศักยภาพในการขยายการส่งออกและรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดยุทธศาสตร์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวได้
เครดิตภาพและที่มาข่าว https://businesstoday.co.ke
ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไนโรบี
ธันวาคม 2568