
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 เซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน แถลงกลยุทธ์ด้านสินค้าแฟชั่น โดยประกาศความร่วมมือกับ And ST HD ผู้ประกอบธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่นรายใหญ่ของญี่ปุ่น (เจ้าของแบรนด์ niko and... และ Lowrys Farm) เพื่อวางจำหน่ายสินค้ากลุ่มแฟชั่นและของใช้ส่วนตัวกว่า 30 รายการ อาทิ ผ้าเช็ดมือ เครื่องประดับผม ถุงเท้า เสื้อยืด ผ้าพันคอ และถุงมือ โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 จะเปิดตัวสินค้าอีก 10 รายการที่ร่วมมือกับ Sanrio ใช้ลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูน Hello Kitty ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าคาแรกเตอร์ชื่อดังของญี่ปุ่นเพิ่มเติมด้วย
นางจุนโกะ วาตานาเบะ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายจัดซื้อของเซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน ให้ความเห็นว่าสินค้าแฟชั่นเป็นหมวดหมู่ที่ช่วยให้บริษัทเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ และด้วยเป้าหมายที่จะดึงดูดฐานลูกค้าหลักรุ่นถัดไป บริษัทจึงตัดสินใจร่วมมือกับ And ST ซึ่งเป็นผู้นำด้านสินค้าแฟชั่นดำเนินความร่วมมือครั้งนี้เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคหญิงอายุระหว่าง 20-40 ปี ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อสินค้าแฟชั่นสูงกว่าฐานลูกค้าทั่วไปของร้านถึง 1.5 เท่า และเป็นผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 70 โดยเซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปนมีแผนขยายการจำหน่ายสินค้าดังกล่าวไปยัง 22,000 สาขาทั่วประเทศ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าของแฟรนไชส์แต่ละราย
ก่อนหน้านี้เซเว่น-อีเลฟเว่น เจแปน จำหน่ายเพียงถุงเท้า เสื้อยืด และถุงน่องดีไซน์เรียบง่าย ซึ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินเป็นหลัก การขยายไลน์สินค้าครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดลูกค้าคนรุ่นใหม่ และเพิ่มยอดขายสินค้าเสื้อผ้าประจำปีให้เป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีงบประมาณก่อนหน้า ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการตามรอยคู่แข่งในธุรกิจร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นที่เริ่มทำตลาดสินค้าแฟชั่นมาก่อนแล้ว ได้แก่ FamilyMart ที่มีไลน์สินค้า “Convenience Wear” มาตั้งแต่ปี 2564 และ Lawson ซึ่งจำหน่ายสินค้าแบรนด์ MUJI สะท้อนถึงการปรับบทบาทของร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นจากผู้ให้บริการสินค้าเพื่อการซื้อฉุกเฉิน (Emergency purchase) ไปสู่การเป็นช่องทางค้าปลีกไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจรมากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ/ผู้ประกอบการไทย
1. ผลกระทบเชิงบวก (โอกาส)
• อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตถุงเท้า ผ้าเช็ดมือ เครื่องประดับผม ผ้าพันคอ และถุงมือ มีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อ OEM/ODM เพิ่มขึ้น หากสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของ And ST HD หรือคู่ค้าแบรนด์ในลักษณะเดียวกันที่ป้อนสินค้าให้ร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตสิ่งทอที่มีต้นทุนแข่งขันได้และมีประสบการณ์รับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศมายาวนาน
• ผู้ผลิตสินค้าไลฟ์สไตล์/ของใช้ส่วนตัวขนาดเล็ก (small fashion items) จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นทั้งระบบ (7-Eleven, FamilyMart, Lawson) กำลังขยายหมวดสินค้า non-food มากขึ้น ทำให้ demand ในกลุ่มสินค้านี้ในภาพรวมของตลาดญี่ปุ่นมีแนวโน้มเติบโต
• ช่องทางกระจายสินค้าใหม่ที่มีขนาดใหญ่มากของ 7-Eleven ที่มีสาขา 21,000-22,000 สาขา เป็นช่องทางที่มีศักยภาพกระจายสินค้าได้ในปริมาณสูงกว่าห้างสรรพสินค้าหรือร้านแฟชั่นทั่วไปมาก หากผู้ประกอบการไทยรายใดสามารถเข้าไปเป็นซัพพลายเออร์ได้ จะได้รับคำสั่งซื้อที่มีปริมาณสูงและต่อเนื่อง
2. ข้อจำกัด/ความเสี่ยง
• การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น โดยสินค้ากลุ่มนี้เน้นราคาประหยัดสำหรับตลาดแมส ทำให้ผู้ผลิตจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีน เวียดนาม บังกลาเทศ ซึ่งมีต้นทุนแรงงานต่ำกว่าไทย อาจได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่า
• มาตรฐานและความเร็วในการผลิตที่สูงกว่าตลาดทั่วไป ร้านสะดวกซื้อเน้นสินค้าหมุนเวียนเร็ว มีคอลเลกชัน seasonal/limited-edition และต้องการ lead time สั้น ผู้ผลิตไทยที่ยังไม่มีความยืดหยุ่นด้านกำลังการผลิตหรือระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วพออาจเสียโอกาสให้คู่แข่งในภูมิภาคที่มีความพร้อมมากกว่า
ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของ สคต. (สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ)
ในด้านการพัฒนาตลาดและจับคู่ธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแฟชั่น/ไลฟ์สไตล์ในญี่ปุ่น เพื่อสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสเจรจาธุรกิจโดยตรงกับกลุ่มแบรนด์ที่เป็นคู่ค้าของร้านสะดวกซื้อ เช่น งานแสดงสินค้า Fashion World Tokyo ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องนุ่มห่มนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และกรมฯ มีแผนการเข้าร่วมงานในเดือนเมษายน 2570 นอกจากนี้ สคต. ณ กรุงโตเกียวจะติดตามความเคลื่อนไหวของร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่นรายอื่น เช่น Lawson Ministop และ FamilyMart อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินแนวโน้มการขยายสินค้า non-food ในช่องทางนี้จะกลายเป็นเทรนด์ระยะยาวของอุตสาหกรรมค้าปลีกญี่ปุ่นหรือไม่ โดยในการส่งเสริมตลาด อาจให้กลุ่มสินค้า "อุปกรณ์แฟชั่นและของใช้ส่วนตัวขนาดเล็ก" (small fashion accessories) เป็นกลุ่มสินค้าเป้าหมายใหม่สำหรับตลาดญี่ปุ่น ที่แยกจากกลุ่มสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่มทั่วไป เพื่อให้มีความเฉพาะเจาะจงและตรงกับโอกาสที่เกิดขึ้นจริงในตลาด
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการไทย
ผู้ประกอบการไทยควรปรับกลยุทธ์สินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันแบบ casual lifestyle ที่ออกแบบเรียบง่ายแต่มีสไตล์ เจาะกลุ่มผู้บริโภคหญิงอายุ 20-40 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดนี้ นอกจากนี้ อาจพิจารณาพัฒนาสินค้าให้รองรับการทำ Character/IP Collaboration (เช่น ลิขสิทธิ์การ์ตูนหรือคาแรกเตอร์) เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นกลุ่มนี้ตอบรับดี
สำหรับตลาดสินค้าแฟชั่นญี่ปุ่นที่มีความเคลื่อนไหวเร็ว ผู้ประกอบการควรมีการเตรียมความพร้อมด้านการผลิต โดยปรับสายการผลิตให้รองรับคำสั่งซื้อแบบ short-run/seasonal ที่มีรอบการเปลี่ยนคอลเลกชั่นเร็ว แทนการผลิตล็อตใหญ่แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ การควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอในระดับสูงถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าที่วางในร้านสะดวกซื้อแม้ราคาประหยัดแต่ผู้บริโภคญี่ปุ่นยังคาดหวังมาตรฐานคุณภาพที่แน่นอน ตลอดจนการเสริมสร้างศักยภาพด้านโลจิสติกส์และระยะเวลาส่งมอบ (lead time) ให้สั้นและแม่นยำ เพื่อแข่งขันกับซัพพลายเออร์จากประเทศอื่นที่มีความพร้อม
----------------------------------------------- ----------------------------------------------- -----------------------------------------------
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงจาก
หนังสือพิมพ์ Nikkei Asia วันที่ 8 กันยายน 2569