fb
เม็กซิโกสั่งเก็บภาษีทุ่มตลาดสับปะรดกระป๋อง “ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโดฯ” หลังผลการไต่สวนพบความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

เม็กซิโกสั่งเก็บภาษีทุ่มตลาดสับปะรดกระป๋อง “ไทย-ฟิลิปปินส์-อินโดฯ” หลังผลการไต่สวนพบความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศ

โดย
Natsaran
ลงเมื่อ 22 มิถุนายน 2569 17:00
สคต. ณ กรุงเม็กซิโก (เม็กซิโก) (TTC, Mexico City (Mexico))
2

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 กระทรวงเศรษฐกิจเม็กซิโกได้ประกาศผลการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าสับปะรดกระป๋องนำเข้าจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยมติการไต่สวนขั้นสุดท้าย  (Final Resolution) พบว่ามีความเสียหายกับอุตสาหกรรมในประเทศที่เกิดจากการนำเข้าสับปะรดกระป๋องจากทั้งสามประเทศ จึงกำหนดอากรตอบโต้ (Definitive countervailing duties) สำหรับสินค้าสับปะรดกระป๋องที่นําเข้ามาในเม็กซิโกจากทั้ง 3 ประเทศ ภายใต้พิกัด 2008.20.01 ดังนี้


1)    ไทย เก็บที่อัตรา 0.93 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม
2)    ฟิลิปปินส์ เก็บที่อัตรา 0.94 เหรียญสหรัญ/กิโลกรัม
3)    อินโดนีเซีย สินค้านำเข้าจากบริษัท PT Great เก็บที่อัตรา 0.99 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม และสินค้าที่นำเข้าจากผู้ส่งออกรายอื่น เก็บที่อัตรา 1.02 เหรียญสหรัฐ/กิโลกรัม


โดยอาการตอบโต้การทุ่มตลาดดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2026 (พ.ศ. 2569) ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายการค้าระหว่างประเทศของเม็กซิโก อัตราอากรดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 5 ปี (กล่าวคือ จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2031 (พ.ศ. 2574)


โดยในประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้าย ระบุว่าสินค้านำเข้าจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มีราคาสินค้านำเข้าเฉลี่ยต่ำกว่าราคาจำหน่ายของผู้ผลิตในประเทศประมาณร้อยละ 40 และต่ำกว่าราคานำเข้าจากแหล่งอื่นร้อยละ 23 ซึ่งพฤติกรรมการทุ่มตลาด (ส่วนต่างของราคา) ดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน โดยเห็นได้จากดัชนีชี้วัดต่างๆ ของอุตสาหกรรมในประเทศมีอัตราลดลงอย่างชัดเจน ได้แก่ ภาคการผลิต พบว่าผลผลิตรวมลดลงร้อยละ 21 โดยการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศลดลงร้อยละ 22 ภาคการตลาด พบว่า ยอดขายในประเทศลดลงร้อยละ 2 และส่วนแบ่งตลาดลดลงร้อยละ 12.9 เมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ ภาคแรงงาน พบว่าอัตราการจ้างงานลดลงร้อยละ 5 ค่าจ้างลดลงร้อยละ 10 และประสิทธิภาพการผลิตลดลงร้อยละ 17 และภาคการเงิน พบว่ารายได้รวมลดลงร้อยละ 8 ดังนั้น จึงมีมติให้กำหนดอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสำหรับสินค้าจากทั้งสามประเทศข้างต้น


มติดังกล่าวเป็นผลมาจากการเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้าสับปะรดกระป๋องจากไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 เนื่องจากมีผู้ผลิตในเม็กซิโก (Productos Santa Mónica, S.A. de C.V. และ Sabormex, S.A.P.I. de C.V.) ยื่นคำร้องต่อกระทรวงเศรษฐกิจของเม็กซิโกว่าได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากสินค้าสับปะรดกระป๋องจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่นำเข้ามายังเม็กซิโกและขายในราคาต่ำกว่าราคาตลาด โดยกำหนดช่วงเวลาการไต่สวน (Period of Investigation) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2023 (พ.ศ. 2566) – 31 มีนาคม 2024 (พ.ศ. 2567) โดยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 กระทรวงเศรษฐกิจได้ประกาศมติการไต่สวนเบื้องต้น (Preliminary Resolution) พบว่ามีส่วนต่างของราคาสับปะรดกระป๋องนำเข้าจากแต่ละประเทศจากราคาที่เป็นธรรมในตลาด (Fair market price) จึงกำหนดอากรตอบโต้ชั่วคราว (Provisional countervailing duties) เป็นระยะเวลา 4 เดือน (ตั้งแต่ 4 ตุลาคม 2568 - 4 กุมภาพันธ์ 2569) สำหรับสินค้าสับประรดกระป๋องนำเข้าจากไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในอัตรากิโลกรัมละ 0.93 เหรียญสหรัฐ 0.94 เหรียญสหรัญ และ 1.02 เหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนขั้นสุดท้ายล่าสุด


ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Bank of Mexico พบว่า ในปี 2569 (ม.ค. – เม.ย.) เม็กซิโกนำเข้าสินค้าสับปะรดกระป๋องมูลค่ารวม 19.48 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 136.08 จากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยนำเข้าจากไทยสูงสุดมูลค่า 4.76 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 43.86 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม มูลค่า 5.83 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3,438.04 ตามด้วย จีน มูลค่า 2.49 ล้านเหรียญ จากที่ไม่มีการนำเข้า ในขณะการนำเข้าจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์  มีมูลค่าเพียง 127,934.78  และ 108,829.78 เหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 88.21 และร้อยละ 66.41 ตามลำดับ 


จากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเก็บอากรตอบโต้ชั่วคราวที่รัฐบาลเม็กซิโกบังคับใช้ก่อนหน้านี้ ส่งผลให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ลดลงรุนแรง ได้แก่ การนำเข้าจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ในขณะที่มีกลุ่มโตทดแทน ได้แก่ เวียดนาม มียอดนำเข้าโตแบบก้าวกระโดดถึง 3,438.04% และ จีน เข้ามาชิงตลาดใหม่ทันทีมูลค่า 2.49 ล้านเหรียญสหรัฐ


สถานการณ์ของไทย แม้ไทยจะยังครองสัดส่วนการนำเข้าสับปะรดกระป๋องสูงสุดที่ 4.76 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 43.86%) เนื่องจากผู้นำเข้าเม็กซิโกยังเชื่อมั่นในคุณภาพ แต่การประกาศภาษีทุ่มตลาดรอบล่าสุดที่มีผลบังคับใช้ 5 ปี (ในอัตรา $0.93 / กิโลกรัม) จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระยะยาว ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรวางแผนรับมือและสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพของสินค้าอย่างต่อเนื่อง เน้นทำการตลาดว่าสับปะรดไทยเป็นเกรดพรีเมียม (Premium Grade) รสชาติดี มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เพื่อให้คุ้มค่ากับราคา รวมทั้งหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สับปะรดออร์แกนิกในน้ำ/น้ำผลไม้แท้ (Organic / No added sugar) ตอบโจทย์เทรนด์รักสุขภาพ หรือใช้บรรจุภัณฑ์แบบนวัตกรรม เช่น ถ้วยพลาสติกใสซีลสนิท หรือ Pouch ที่เปิดทานง่ายสำหรับกลุ่มพกพา ซึ่งจะเป็นการยกระดับสินค้าและหลีกเลี่ยงการแข่งกับสินค้าเกรดล่างจากจีนและเวียดนามเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในเม็กซิโกต่อไป

 



สคต. ณ กรุงเม็กซิโก

แหล่งที่มา

https://dof.gob.mx/nota_detalle.php?codigo=5769112&fecha=03/10/2025#gsc.tab=0
 

Share :
Instagram