
รัฐบาลอินโดนีเซียจะยกเว้นประเทศคู่ค้าบางประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จากข้อกำหนดบางส่วนของนโยบายใหม่เกี่ยวกับเงินตราต่างประเทศจากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ (Foreign Exchange Proceeds Policy) โดยนาย Airlangga Hartarto รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
“ใช่ จะมีข้อยกเว้นสำหรับประเทศคู่ค้า ซึ่งเราจะติดตามผลต่อไป หนึ่งในนั้นคือสหรัฐอเมริกา” นาย Airlangga กล่าวในแถลงการณ์
ข้อกำหนดดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎระเบียบรัฐบาล (Government Regulation/PP) ฉบับที่ 21 ปี 2026 ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎระเบียบรัฐบาลฉบับที่ 36 ปี 2023 ว่าด้วยเงินตราต่างประเทศจากการใช้ประโยชน์ การจัดการ และ/หรือการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติ
ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ รัฐบาลได้กำหนดความยืดหยุ่นสำหรับการดำเนินการตามข้อตกลงการค้าทวิภาคีและข้อตกลงเฉพาะบางประเภท โดยกฎดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2026
ตามกฎใหม่ ผู้ส่งออกสินค้าทรัพยากรธรรมชาติจะต้องนำรายได้จากการส่งออกในรูปเงินตราต่างประเทศจำนวน 100% ฝากไว้ในบัญชีของธนาคารรัฐที่อยู่ภายใต้กลุ่ม Himbara
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกยังต้องคงเงินรายได้จากการส่งออกไว้อย่างน้อย 30% สำหรับภาคน้ำมันและก๊าซ และ 100% สำหรับภาคที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ ในบัญชีพิเศษภายใต้ระบบธนาคาร Himbara
เงินดังกล่าวจะต้องถูกเก็บรักษาไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนสำหรับสินค้าน้ำมันและก๊าซ และ 12 เดือนสำหรับสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ
รัฐบาลยังได้ปรับลดข้อกำหนดการแปลงเงินตราต่างประเทศจากรายได้การส่งออกเป็นเงินรูเปียห์ จากเดิม 100% เหลือสูงสุดไม่เกิน 50%
สำหรับข้อตกลงการค้าทวิภาคี รายได้จากการส่งออกในภาคเหมืองแร่จะต้องคงเงินไว้ขั้นต่ำ 30% เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน และสามารถฝากไว้ในธนาคารที่ไม่ใช่กลุ่ม Himbara ได้
ความเห็นจากสำนักงาน
นโยบายใหม่ของรัฐบาลอินโดนีเซียเกี่ยวกับการนำรายได้จากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติเข้าสู่ระบบเงินตราต่างประเทศ สะท้อนถึงความพยายามในการเสริมสร้างเงินสำรองระหว่างประเทศและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินรูเปียห์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องฝากรายได้จากการส่งออกไว้ในระบบธนาคารของรัฐภายใต้กลุ่ม Himbara และคงเงินไว้ในประเทศตามสัดส่วนและระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องด้านเงินตราต่างประเทศภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงเปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นสำหรับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา รวมถึงภาคธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์บางประเภท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกและลดผลกระทบต่อภาคเอกชน นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายข้อกำหนดการแปลงรายได้จากเงินตราต่างประเทศเป็นเงินรูเปียห์ จากเดิม 100% เหลือไม่เกิน 50% ซึ่งช่วยลดภาระและเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในภาคเหมืองแร่และพลังงาน ทั้งนี้ แม้นโยบายดังกล่าวอาจไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ แต่ยังเป็นประเด็นที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ในภาคน้ำมันและก๊าซ การบังคับใช้นโยบายดังกล่าวอาจยังเผชิญข้อจำกัดในทางปฏิบัติบางประการ โดยปัจจุบันใบอนุญาตส่งออกน้ำมันดิบอยู่ระหว่างการระงับชั่วคราว ขณะที่การส่งออกก๊าซธรรมชาติยังผูกพันกับสัญญาระยะยาวและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ส่งผลให้การดำเนินนโยบายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน