fb
วิกฤตชิปครั้งใหม่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรม
โดย
Thanit
ลงเมื่อ 18 มีนาคม 2569 21:52
สคต. ณ กรุงเบอร์ลิน (เยอรมนี) (TTC, Berlin (Germany))
2

ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีกำลังประสบปัญหาในการจัดหาชิปอีกครั้ง นาย Noureddine Seddiki ผู้บริหารบริษัท Sand & Silicon โบรกเกอร์อิเล็กทรอนิกส์ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต กล่าวว่า “ระยะเวลาการส่งมอบสินค้าปกติมักจะใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ระยะเวลาส่งมอบได้เพิ่มขึ้นเป็น 50 สัปดาห์สำหรับผลิตภัณฑ์บางชนิด” นอกจากนี้ ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) บางรายไม่รับลูกค้าใหม่เพิ่มแล้ว อาจเรียกได้ว่า ผู้ผลิตฯ กำลังฉวยโอกาสจากสถานการณ์โลกในปัจจุบัน  นาย Tanjeff Schadt ผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัทที่ปรึกษา Strategy&  กล่าวว่า “ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้ผลิตชิปหลายรายที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเยอรมันได้ประกาศขึ้นราคา และกำหนดเงื่อนไขการส่งมอบที่เข้มงวดมากขึ้น” จากข้อมูลของบริษัท Seddiki ราคาชิปที่พุ่งสูงขึ้นมากที่สุด คือ ชิปหน่วยความจำ (Semiconductor memory) ผู้ซื้อถูกบังคับให้ต้องชำระเงินค่าชิปแพงกว่าช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาถึงสามหรือสี่เท่า หรืออาจจะไม่ได้รับสินค้าเลยด้วยซ้ำ นาย Bo Lybæk ซีอีโอของบริษัท GPV ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากประเทศเดนมาร์ก กล่าวว่า สาเหตุของวิกฤตชิปครั้งใหม่นี้ ก็คือ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการสร้างศูนย์ข้อมูล (data center)

สถาณการณ์ดังกล่าวทำให้แผนกจัดซื้อหลายแห่งในภาคอุตสาหกรรม ต่างก็ตื่นตระหนก ซึ่งนาย Schadt กล่าวว่า หลายแห่งได้มีการจัดตั้งคณะทำงาน (Taskforces) ขึ้น โดยทีม Taskforces ได้กลับมาปฏิบัติงานอีกครั้งเหมือนในช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรน่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ในหลายพื้นที่ได้รับประสบการณ์อันเจ็บปวดจากโรคระบาดโควิด-19 และในช่วงล็อกดาวน์เกิดการขาดแคลนชิปเป็นเวลาหลายไตรมาส เนื่องจากความต้องการที่สูงเกินคาดจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องชะลอการผลิตหรือปิดโรงงานผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นวงกว้าง  นาย Seddiki กล่าวว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมาคลังสินค้าของลูกค้ามีสินค้าล้นสต็อก เมื่อบริษัทต่างๆ ซื้อสินค้า พวกเขาสนใจแต่ราคาที่ต่ำเป็นหลักมีเพียงธุรกิจครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเท่านั้นที่กล้าสะสมสินค้าคงคลังไว้อย่างเพียงพอ เนื่องจากบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ลดอัตรากำไร ทำให้การรักษาความมั่นคงด้านอุปทานอย่างสินค้าคงคลัง จึงถูกละเลยไป

        สิ่งนี้อาจส่งผลเสียในภายหลัง โดยข้อมูลของบริษัท Zollner ได้ยกตัวอย่างให้ทราบว่า ปัจจุบันตัวเก็บประจุ (condenser) บางประเภทมีระยะเวลาการจัดส่งยาวนานถึง 40 สัปดาห์ บริษัท Zollner ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป มีที่ตั้งอยู่ในแถบป่าบาวาเรียตอนใต้ของประเทศเยอรมนีและดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ดังนั้น บริษัท Zollner จึงเป็นผู้ที่มีความเข้าใจสถานการณ์ด้านอุปทานชิปเป็นอย่างดีรายหนึ่ง ทั้งนี้ แผนกจัดซื้อของบริษัท Zollner ได้รายงานว่า แม้แต่ชิ้นส่วนมาตรฐานบางชนิด อย่างเช่น ทรานซิสเตอร์ (transistors) ไดโอด (diodes) และชิปขั้นพื้นฐาน (simple logic chips) ก็กำลังถูกจัดสรรโดยผู้ผลิต โดยมีการเลือกส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าบางรายหรือไม่ให้บางรายก่อน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรียกกระบวนการนี้ว่า allocation แม้แต่มอสเฟตกำลังไฟฟ้า (Power MOSFETs) ซึ่งเป็นชิปที่เรียกได้ว่า ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ที่มีการจ่ายไฟฟ้า ก็ยังพบว่า ต้องใช้ระยะเวลาการจัดส่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน นอกจากนี้ สถานการณ์ในการจัดหาวัตถุดิบยังมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการผลิตไมโครคอนโทรลเลอร์ (MCU microcontroller) บางชนิดที่ใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์อีกด้วย โดย MCU เหล่านี้เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสำหรับงานเฉพาะ อย่างเช่น การใช้ในระบบกระจกไฟฟ้าหรือที่ปัดน้ำฝน โดยชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นเก่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการจัดหาชิ้นส่วนนี้มากเป็นพิเศษ

ทำให้ในเวลานี้บริษัทที่ไม่สามารถเติมสินค้าคงคลังได้ทันเวลา ต่างก็ต้องเผชิญกับความยากลำบากเป็นพิเศษ โดยผู้ผลิตชิปได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงการขาดแคลนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน นาย Jochen Hanebeck ซีอีโอของ Infineon ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Handelsblatt เมื่อปลายปีที่แล้วว่า ชิปไม่ใช่ “สินค้าที่สามารถผลิตได้แบบ Just in time” เขาเรียกร้องให้ลูกค้าสร้างสต็อกสินค้า เพื่อที่พวกเขาจะสามารถแยกตัวออกจากปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในในห่วงโซ่คุณค่า โดยเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรืออื่นๆ อาจทำให้การดำเนินงานของโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หยุดชะงักทันที/อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่ผลกระทบในวงกว้างได้ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสิ่งที่ก่อให้เกิดความปั่นป่วนนั้นกลับไม่ใช่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นความต้องการจำนวนมหาศาลจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล AI ที่กำลังสร้างภาระหนักให้กับผู้ผลิตชิป โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของอเมริกา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft ได้ประกาศแผนการที่จะใช้เงินกว่า 650 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการสร้างโรงงาน AI ภายในปีนี้ ซึ่งเงินจำนวนมากนี้กำลังมุ่งไปที่เซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก

นอกจากนี้ ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมยานยนต์ก็กำลังเพิ่มคำสั่งซื้ออีกครั้งเช่นกัน ลูกค้าบางรายจ่ายเงินให้ Infineon เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทที่เป็นหนึ่งในบริษัทที่ระบุค่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์เยอรมัน (DAX) แห่งนี้ จะมีสินค้าในสต็อกเพียงพอสำหรับพวกเขาเสมอ  นาย Hanebeck ได้กล่าวเสริมว่า “ในกรณีฉุกเฉิน หากเกิดประเด็นการส่งมอบสินค้าไม่ทัน จะมีการขนส่งสินค้าทางเฮลิคอปเตอร์เพื่อแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที” 

เมื่อวิกฤตชิปครั้งใหม่ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่ความวุ่นวายของวิกฤตชิปเมื่อเร็วๆนี้ก็ยังไม่จบลงอย่างแท้จริง โดยนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา บริษัท Nexperia ผู้ผลิตชิปประสบปัญหาในการส่งมอบสินค้าไม่ได้ตามกำหนด โดยบริษัท Nexperia สัญชาติเนเธอร์แลนด์แห่งนี้ มีความขัดแย้งกับเจ้าของบริษัทที่เป็นชาวจีน ซึ่งตามคำตัดสินของศาล ระบุว่า เจ้าของชาวจีนไม่มีสิทธิ์เข้าถึงโรงงานในยุโรปอีกต่อไป แต่ในทางกลับกันทำให้โรงงานในประเทศจีนก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของฝ่ายบริหารในยุโรปโดยปริยาย ส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องหยุดการผลิตหรือลดกำลังการผลิตลงอย่างกะทันหัน  จากข้อมูลของบริษัท Tech Insights (นักวิเคราะห์ตลาด) ระบุว่า ลูกค้าจำนวนมากยังคงต้องรอชิปจาก Nexperia นานเป็นพิเศษ สำหรับชิปบางรุ่นของบริษัทฯ ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าที่สั่งไปเมื่อช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว อยู่ที่ประมาณ 9 เดือน ซึ่งก่อนเกิดปัญหาดังกล่าวระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าสั้นกว่า 8 สัปดาห์  อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายที่มีความเห็นเช่นเดียวกันกับผู้ผลิตชิป ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท Wiedemann (มีพนักงานประมาณ 500 คน และมีรายได้ 100 ล้านยูโรโดยประมาณ) จัดเป็นบริษัทขนาดกลางทั่วไปของเยอรมนี มีนาง Sonja Wiedemann เป็นผู้บริหารหลักของบริษัท Wiedemann ผู้เชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ในแถบ Allgäu เห็นว่า ปัจจุบันบริษัทหลายแห่งอาจกำลังเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกัน  นาง Wiedemann รายงานว่า ระยะเวลาในการรอคอยชิ้นส่วนบางอย่างยาวนานถึง 52 สัปดาห์ นั่นหมายความว่า การสั่งซื้อล่วงหน้าดูจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้นชิ้นส่วนบางชิ้นก็ยังไม่ได้รับการส่งมอบจากผู้ผลิตเลย สำหรับชิปหน่วยความจำ (Semiconductor memory) ราคาได้เพิ่มขึ้นถึง 500%  อีกทั้งชิปบางรุ่นยังถูกผู้ผลิตเรียกคืนจากตลาดอย่างกะทันหัน ผลิตภัณฑ์ทางเลือกกลับกลายเป็นชิปรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่เมื่อบริษัทต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกกะทันหัน บางครั้งก็อาจทำให้เกิดปัญหาด้านซอฟต์แวร์ ดังนั้น นาง Wiedeman กล่าวว่า บริษัทของเธอจึงประสบปัญหาโดยที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย นาย Peter Fintl ผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัท Capgemini บริษัทให้คำปรึกษาเตือนว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนชิปจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเป็นการยากที่จะเพิ่มกำลังการผลิตชิปในระยะสั้น ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะห่วงโซ่อุปทานในการผลิตมีความซับซ้อนมาก ซึ่งบางครั้งขึ้นอยู่กับซัพพลายเออร์แต่ละรายหรือรายเดียว ที่ไม่มีศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต หรือขยายกำลังการผลิตได้ช้า รวมถึงไม่เต็มใจที่จะทำเช่นนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นาย Fintl มองว่า วิกฤตชิปครั้งใหม่นี้เป็น “โอกาสทอง” สำหรับผู้ผลิตชาวจีนที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อของชาวตะวันตก “เมื่อพวกเขาสามารถส่งมอบสินค้าได้ พวกเขาจึงกลายเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพขึ้นมาทันที”  ทั้งนี้ ที่ปรึกษา Schadt เองก็เห็นด้วยกับมุมมองนี้ เขาตั้งข้อสังเกตว่า ชิปที่มีขนาดคุณสมบัติ 40 นาโนเมตรขึ้นไป เป็นที่ต้องการอย่างมาก ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากำลังการผลิตชิปดังกล่าวได้รับการพัฒนาในประเทศจีนเป็นหลัก

ข้อมูลเปรียบเทียบ ชิปที่บอบบางที่สุดผลิตขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีที่ 3 นาโนเมตร ซึ่งรวมถึงชิปหน่วยความจำ (Semiconductor memory) บางชนิดที่ปัจจุบันหาได้ยากเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันนาย Seddiki ในฐานะโบรกเกอร์ก็ยังประเมินสถานการณ์เป็นเชิงลบอยู่ และจากมุมมองของลูกค้า เขากล่าวว่า “ปี 2026 จะเป็นปีที่ผันผวน” เช่นเดียวกันกับนาย Lybæk ซีอีโอของ GPV ก็ไม่ได้ให้ความมั่นใจใดๆ ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เขาคาดว่าปัญหาคอขวดด้านอุปทานจะยังคงอยู่และราคาชิปก็จะยังคงราคาสูงต่อไป

(แหล่งที่มา หนังสือพิมพ์ Handelsblatt เดือนมีนาคม 2569)

2 ข่าวเด่น ฯ แนวโน้มสินค้าและบริการจากเยอร-1.pdf
Share :
Instagram