fb
เยอรมนีกำลังพิจารณาความเสี่ยงจากจีนในยุคเศษฐกิจใหม่

เยอรมนีกำลังพิจารณาความเสี่ยงจากจีนในยุคเศษฐกิจใหม่

โดย
Prasanthip
ลงเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2569 21:45
สคต. ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต (เยอรมนี) (TTC, Frankfurt (Germany))
2

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมิร์ซ เตรียมเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรก แม้กำหนดการจะล่าช้า แต่การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเยอรมนีกำลังมองหาพันธมิตรระดับโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ลดบทบาทผู้นำบนเวทีโลกลงอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงเปิดการประชุม Munich Security Conference เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ เมิร์ซกล่าวว่า ในยุคที่มหาอำนาจแข่งขันกัน เสรีภาพของยุโรปไม่ได้รับการรับประกันอีกต่อไป แต่กำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เขายังกล่าวว่า จึนมีความมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนและกำหนดทิศทางของกิจการโลก โดยดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องมาหลายปี พร้อมทั้งอาจก้าวขึ้นมาเทียบเท่าสหรัฐฯ ในด้านกำลังทหารในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ จีนยังใช้ประโยชน์จากการพึ่งพาของประเทศต่าง ๆ และตีความกติกาสากลในแบบที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเอง

เมิร์ซยังแสดงท่าทีว่าสหรัฐฯ อาจไม่ใช่พันธมิตรที่เชื่อถือได้อีกต่อไป ทั้งนี้ จากการประชุมหารือ ณ นครมิวนิก รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวังอี้ ได้นำเสนอสิ่งที่รัฐบาลเยอรมนีรู้สึกว่ากำลังขาดหายไปจากอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ นั่นคือ ความร่วมมือพหุภาคี ระเบียบโลกที่ยึดหลักกติกา และการค้าเสรี ซึ่งดูเหมือนเมิร์ซจะมองเห็นโอกาสบางอย่างในประเด็นเหล่านี้

เมิร์ซมีกำหนดออกเดินทางไปจีนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีจีน หลี่เฉียง โดยก่อนการเดินทาง เขาระบุว่าจะหารือเรื่องความร่วมมือเชิงกลยุทธ์” ระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่าข้อเสนอจากจีนจะตอบโจทย์ผลประโยชน์ของเยอรมนีมากน้อยเพียงใด โดย เอเบอร์ฮาร์ด ซันด์ชไนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัย Free University of Berlin ให้ความเห็นกับสำนักข่าว DW ว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จีนต้องการจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเยอรมนี และจำเป็นต้องมีการเจรจาอย่างรอบคอบต่อไป

รูปแบบธุรกิจเดิมเริ่มไม่ตอบโจทย์

รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเดิมอาจไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันได้อีกต่อไป โดยคณะผู้แทนจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของเยอรมนีจะร่วมเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมิร์ซ ในการเยือนจีนครั้งนี้

ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาแซงหน้าสหรัฐฯ กลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเยอรมนี โดยในปี 2025 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 250,000 ล้านยูโร อย่างไรก็ตาม โครงสร้างทางการค้าได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเยอรมนีเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนสูงเป็นประวัติการณ์ถึงประมาณ 90,000 ล้านยูโร ตามการประเมินของสถาบันเศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30,000 ล้านยูโรจากปีก่อนหน้า

ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา Bundestag เมิร์ซได้กล่าวถึงช่องว่างการเติบโต” ระหว่างเยอรมนีกับจีน พร้อมย้ำว่าเยอรมนีจำเป็นต้องเร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตน

ในอดีต อุตสาหกรรมยานยนต์ของเยอรมนีเคยประสบความสำเร็จอย่างมากในตลาดจีน แต่เมื่อทั้งสองประเทศเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า โมเดลธุรกิจเดิมกลับไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป รถยนต์ไฟฟ้าจากเยอรมนีมีราคาสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคจีน ขณะที่ผู้ผลิตจีนสามารถส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกกว่าเข้าสู่ตลาดยุโรป

เอเบอร์ฮาร์ด ซันด์ชไนเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนชี้ว่า เยอรมนีอาจยึดติดกับความสำเร็จในอดีตมากเกินไป โดยก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมันเคยภูมิใจที่ผลิตรถยนต์คุณภาพสูง ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือที่ติดล้อ” อย่างที่ผู้บริหารอุตสาหกรรมยานยนต์คนหนึ่งเคยพูดไว้ แต่แนวคิดดังกล่าวกลับเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตจีนกำลังพัฒนา และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของพวกเขา

เขายังเสริมว่า ปัจจุบันจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแล้ว และการที่เยอรมนีจะไล่ตามให้ทันหรือกลับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

แร่ธาตุหายากกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยอรมนีต้องพึ่งพาต่างประเทศ

รัฐบาลชุดก่อนภายใต้การนำของ โอลาฟ ชอลซ์ ได้ตัดสินใจดำเนินนโยบายเพื่อลดการพึ่งพาจีน เนื่องจากจีนมีอิทธิพลเกือบผูกขาดในวัตถุดิบสำคัญบางประเภท โดยเฉพาะแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นองค์ประกอบจำเป็นสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ มาตรการจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากของจีนในปี 2025 ยังส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์เยอรมันบางรายต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราว

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังแสดงความกังวลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการที่จีนสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร

ฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนเช่นกัน โดยในเวทีที่มิวนิก เลขาธิการแห่งสหรัฐฯ นายมาร์โค รูบิโอ เรียกร้องให้พันธมิตรยุโรปยืนเคียงข้างสหรัฐฯ

เอเบอร์ฮาร์ด ซันด์ชไนเดอร์ ยังเตือนถึงความเสี่ยงของโลกที่แบ่งขั้วอำนาจ (Bipolar World) ซึ่งสหรัฐฯ อาจกดดันให้เยอรมนีเลือกข้างระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง สถานการณ์เช่นนี้จะทำให้หลายประเทศ ไม่เฉพาะเยอรมนี ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากอย่างยิ่ง

การไปเยือนครั้งแรกของเมิร์ซนั้นล่าช้ามานานแล้ว

การเยือนจีนครั้งแรกของ ฟรีดริช เมิร์ซ ถูกมองว่าล่าช้ามาแล้วระยะหนึ่ง โดยระหว่างทริปนี้ เขามีกำหนดเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเรียกร้องให้จีนยุติการสนับสนุนรัสเซียในสงครามยูเครน

อย่างไรก็ตาม เอเบอร์ฮาร์ด ซันด์ชไนเดอร์ เห็นว่าความพยายามดังกล่าวอาจไม่ประสบผล เขาชี้ว่าผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของจีนคือการรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียไว้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ผู้นำเยอรมนีจะโน้มน้าวให้ปักกิ่งเปลี่ยนจุดยืนได้ โดยเฉพาะเมื่อการเยือนครั้งนี้ก็ถือว่าช้ากว่าที่ควร

ความล่าช้ามีสองมิติ คือ เมิร์ซเพิ่งเดินทางเยือนจีนหลังรับตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 และก่อนหน้านั้นได้ไปเยือนประเทศอื่นหลายแห่ง รวมถึงอินเดีย นอกจากนี้ ผู้นำตะวันตกหลายคนได้เดินทางไปจีนก่อนหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร คีร์ สตาร์เมอร์ และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์

ผู้นำเหล่านี้มีเป้าหมายคล้ายกัน คือแสวงหาความยืดหยุ่นด้านนโยบายเศรษฐกิจผ่านความร่วมมือกับจีน ในช่วงเวลาที่บทบาทของสหรัฐฯ ถูกจำกัดมากขึ้น

เดิมที เมิร์ซต้องการนำคณะผู้แทนเยอรมนีเยือนจีนตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน แต่ความตึงเครียดทางการทูตกลายเป็นอุปสรรค รัฐมนตรีต่างประเทศ โยฮันน์ วาเดอฟุล เคยกล่าวหาจีนว่ามีพฤติกรรมแข็งกร้าวในทะเลจีนใต้ และได้ยกเลิกการเยือนจีนอย่างกะทันหัน หลังทราบว่าจะไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายอื่นพบเขา นอกจาก หวังอี้ คู่เจรจาในตำแหน่งเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างมาก

ขณะเดียวกัน เมิร์ซเองก็วิจารณ์จีนอย่างตรงไปตรงมา โดยกล่าวถึงการขยายอิทธิพลในทะเลจีนใต้ การกดดันไต้หวัน และการประกาศพร้อมใช้กำลังเพื่อผลักดันแนวคิดจีนเดียว” ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนที่แยกตัวออกไป

คำวิจารณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเดินทาง จึงเป็นที่จับตาว่าจะส่งผลต่อบรรยากาศและผลลัพธ์ของการเยือนครั้งนี้มากน้อยเพียงใด

 

ที่มาข่าว : dw.com

ภาพประกอบ : unsplash.com

-า-า

Share :
Instagram