fb
การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI กับผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ

การขยายตัวของอุตสาหกรรม AI กับผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจสหรัฐฯ

โดย
Katekanok
ลงเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 11:00
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
4

กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตั้งแต่การลงทุนภาคธุรกิจ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ตลาดทุน ไปจนถึงราคาสินค้าเทคโนโลยีอย่าง iPhone

เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาพึ่งพาการขยายตัวของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศในปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างเร่งลงทุนมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลของ AI พร้อมทั้งระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อนำมาใช้ในการลงทุนดังกล่าว

image.png

การเร่งก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วประเทศส่งผลให้การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงานมากขึ้น และสร้างรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้น
ของตลาดหุ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากราคาหุ้นของผู้ผลิตชิปและบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI ได้ส่งผลให้ความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น และช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายของผู้บริโภค

นายไมเคิล เพียร์ซ นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics ประเมินว่าปัจจัยทั้งหมดนี้อาจมีส่วนสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา และคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจพึ่งพา AI อย่างมากก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน หากกระแสการลงทุนด้าน AI ชะลอตัวลงหรือสิ้นสุดลง เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

นายโจนาธาน มิลลาร์ นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันการเงิน Barclays กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างชัดเจน และหากปราศจากแรงส่งดังกล่าว เศรษฐกิจอาจไม่สามารถรักษาความแข็งแกร่งได้ดังเช่นในปัจจุบัน

แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะประเมินอย่างแม่นยำว่า AI มีส่วนช่วยเศรษฐกิจมากเพียงใด แต่ข้อมูลหลายด้านสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของ AI มีความสำคัญเป็นอย่างมาก รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่าการลงทุนของภาคธุรกิจในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูล รวมถึงการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสาร จะมีมูลค่ารวมประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากคำนวณในอัตราต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อสองปีก่อนประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ รายงานว่า ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลมีมูลค่า 68.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้น 21.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อน ในทางตรงกันข้าม การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างภาคเอกชนประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ศูนย์การค้าหรือโรงพยาบาล กลับลดลงถึง 101.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

แม้ว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีทั้งหมดจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรง เช่น การจัดซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับสำนักงานและการจัดซื้ออุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีทั่วไป แต่การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังส่งผลให้เกิดการลงทุนในหมวดอื่นเพิ่มขึ้น เช่น ระบบทำความเย็น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์สนับสนุนอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนบางส่วนไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยตรง เนื่องจากอุปกรณ์สำคัญ เช่น ชิปหน่วยความจำ (Memory Chip) ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สหรัฐฯ นำเข้าคอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ จากไต้หวันคิดเป็นมูลค่าประมาณ 90,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงเดียวกันของปี

image.png

นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้มูลค่าที่แท้จริงของการลงทุนด้าน AI ลดลง โดยเฉพาะราคาชิปที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ซื้อได้รับความคุ้มค่าจากการลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต

ถึงแม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว  Oxford Economics ยังคาดการณ์ว่า การลงทุนด้าน AI เพียงอย่างเดียวช่วยสนับสนุนการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ ถึงหนึ่งในสี่ในช่วงที่ผ่านมา

หนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญของอุตสาหกรรม AI ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือ การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นจากกระแส AI ธนาคารกลางสหรัฐฯ รายงานว่า ในไตรมาสแรกของปี มูลค่าความมั่งคั่งสุทธิของครัวเรือนสหรัฐฯ อยู่ที่ 174 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีก่อน โดยส่วนใหญ่เกิดจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ดัชนี S&P 1500 ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15% ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งของครัวเรือนน่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแรงผลักดันสำคัญมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อธุรกิจ AI

โดยทั่วไป เมื่อมูลค่าความมั่งคั่งของประชาชนเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคมักมีแนวโน้มใช้จ่ายมากขึ้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ประเมินว่า โดยปกติแล้วทุก ๆ ความมั่งคั่งจากตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ จะทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เซนต์ แต่เมื่อพิจารณาจากขนาดของตลาดทุน ผลกระทบดังกล่าวถือว่าสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งถือครองหุ้นเป็นจำนวนมาก

นายเพียร์ซกล่าวว่า หากไม่มีการลงทุนมหาศาลใน AI เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปัจจุบันน่าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างชัดเจน

image.png

แม้ AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ก็อาจดึงทรัพยากรจากภาคเศรษฐกิจอื่นจนเกิดผลกระทบเชิงลบได้เช่นกันตัวอย่างเช่น การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลต้องใช้ที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และแรงงานฝีมือจำนวนมาก ซึ่งทรัพยากรเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในภาคเศรษฐกิจอื่นได้ หากไม่มีการลงทุนด้าน AI

นอกจากนี้ AI ยังมีส่วนผลักดันเงินเฟ้อผ่านการปรับตัวสูงขึ้นของราคาชิป ตัวอย่างเช่น iPhone 18 Pro ที่มีกำหนดเปิดตัวในเดือนกันยายนอาจมีราคาถูกกว่านี้ หากต้นทุนชิปหน่วยความจำไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นจากความต้องการของอุตสาหกรรม AI

แม้ว่าหุ้นในกลุ่ม AI บางส่วนจะเผชิญแรงขายในช่วงที่ผ่านมา แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าการลงทุนด้าน AI จะขยายตัวต่อไป ข้อมูลจาก FactSet คาดการณ์ว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 5 ราย หรือที่เรียกว่า Hyperscalers ได้แก่ Alphabet, Amazon, Meta Platforms, Microsoft และ Oracle จะมีรายจ่ายด้านการลงทุน (Capital Expenditure: CapEx) รวมเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 4 ปีจนถึงปี 2572 ซึ่งสูงกว่าประมาณการเมื่อหนึ่งเดือนก่อนกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากตลาดหุ้นเผชิญความผันผวนรุนแรง หรือเกิดปัญหาในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของการลงทุน AI แนวโน้มดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนแปลงได้

Barclays ประเมินว่า ในปีนี้ บริษัท Hyperscalers ทั้ง 5 แห่ง รวมถึง SpaceX จะออกตราสารหนี้รวมประมาณ 285,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 109,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีก่อนเพื่อใช้เป็นแหล่งเงินทุนรองรับการลงทุนด้าน AI

นายมิลลาร์กล่าวสรุปว่า AI กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ และภาคเศรษฐกิจส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ต่างคาดหวังว่าการลงทุนด้าน AI จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ข้อเสนอแนะจากสคต. นิวยอร์ก

ผู้ประกอบการไทยควรติดตามทิศทางการลงทุนด้าน AI ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าและบริการในหลายภาคส่วน ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบทำความเย็น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ควรเตรียมปรับใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การตลาด และการบริหารธุรกิจ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก 

ข้อมูลอ้างอิง   The Wall Street Journal

Share :
Instagram