
ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจฟิลิปปินส์กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ โดยประธานาธิบดี นาย Ferdinand R. Marcos Jr. ต้องรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แรงกดดันดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน และเป็นปัจจัยเร่งให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนถึงความเปราะบางของฟิลิปปินส์ต่อภาวะตึงตัวด้านพลังงาน อันเป็นผลจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ขณะเดียวกันยังถือเป็นสัญญาณเตือนด้านเศรษฐกิจต่อประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางคิดเป็นสัดส่วนสองในสามของความต้องการใช้ทั้งหมด ภาพรวมเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสล่าสุดขยายตัวเพียงร้อยละ 2.8 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2552 (ไม่รวมช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19) ขณะที่การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัวในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 ทั้งนี้ ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์อ่อนค่ามากที่สุดในภูมิภาคเอเชีย นับตั้งแต่เริ่มเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศมีผลการดำเนินงานอยู่ในระดับอ่อนแอเป็นอันดับสองของตลาดโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์อยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ภาครัฐและธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) มีข้อจำกัดเชิงนโยบายในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยต้องเลือกใช้ระหว่างการใช้ระหว่างการเพิ่มค่าใช้จ่ายภาครัฐเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ หรือดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นภายหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งอาจผลักดันให้ราคาสินค้าอาหารปรับตัวสูงขึ้นในระยะต่อไป อีกทั้งฟิลิปินส์ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการส่งออกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นแรงหนุนสำคัญทางเศรษฐกิจของไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ช่วยให้ประเทศเหล่านี้รับมือกับแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความไม่แน่นอนของมาตรการสงครามการค้าทั่วโลกภายใประธานาธิบดี Donald Trump ได้ดีกว่า
นาง Theresa Lazaro รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฟิลิปปินส์ (Department of Foreign Affairs) ระบุว่า ภูมิภาคกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของต้นทุนพลังงานและเชื้อเพลิง ซึ่งจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตในภาคเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน
นาย Arsenio M. Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา (Department of Economy, Planning, and Development) กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ยังคงตามหลังประเทศสมาชิกในภูมิภาค อาทิ เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกที่ทับซ้อนกัน ทั้งนี้ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยสงครามระหว่างระหว่างสหรัฐอเมริกา – อิสราเอลกับอิหร่านได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากต้องนำเข้าพลังงานมากกว่าร้อยละ 90 จากภูมิภาคดังกล่าว
แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะสะท้อนความเปราะบางในภาพรวม หลังเกิดกรณีการทุจริตขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการควบคุมน้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและทำให้การใช้จ่ายภาครัฐชะลอตัวลง แต่เริ่มมีสัญญาณเชิงบวกในตลาดการเงิน หลังมีรายงานความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง และบรรยากาศการลงทุนฟื้นตัวในระยะสั้น โดยค่าเงินเปโซแข็งค่าขึ้นสูงสุดร้อยละ 1.2 นำสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 สอดคล้องกับทิศทางตลาดภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง โดยการลงทุนภาคเอกชนลดลงร้อยละ 3.3 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่แรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่ขยายตัวร้อยละ 3 และรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 ซึ่งช่วยประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อสูง (Stagflation)
นาง Lavanya Venkateswaran นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสด้านอาเซียนจากธนาคาร Oversea-Chinese Banking Corp. (OCBC) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุว่า ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่กับเงินเฟ้อสูง (Stagflation) ซึ่งหมายถึงภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตชะลอตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและการว่างงานเพิ่มขึ้น และเสริมว่า ข้อจำกัดด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) เนื่องจากแรงกดดันจากค่าเงินเปโซที่อ่อนค่าและด้านราคาผู้บริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนของฟิลิปปินส์ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ นับแต่การเริ่มการสอบสวนกรณีการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับโครงการควบคุมน้ำท่วมเมื่อปี 2568 โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่าทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงการระบาดของโควิด-19
นาย Alvin Arogo หัวหน้าฝ่ายวิจัยและนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Philippine National Bank ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นทางการคลังยังไม่เพียงพอในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับช่วงการระบาดของโควิด-19 และเห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด อาจไม่สามารถแก้ไขแรงกดดันด้านอุปทานได้โดยตรง และอาจยิ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
นาย Arsenio M. Balisacan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การวางแผน และการพัฒนา (Department of Economy, Planning, and Development) ระบุว่า รูปแบบการชะลอตัวของการบริโภคเริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2568 สะท้อนว่าการบริโภคชะลอลงอย่างต่อเนื่อง แม้อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงในช่วงก่อนหน้า แต่ผลกระทบดังกล่าวยังคงส่งต่อมาถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และนักลงทุนยังคงได้รับผลกระทบจากกรณีทุจริตในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งส่งผลให้การดำเนินมาตรการภาครัฐมีความล่าช้า
นาย Ruben Carlo Asuncion หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Union Bank of the Philippines ระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวยังสะท้อนผลกระทบทั้งจากปัญหาเกี่ยวกับโครงการควบคุมน้ำท่วมที่ยังคงค้าง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในปีนี้
ที่มา: หนังสือพิมพ์ BusinessWorld
บทวิเคราะห์และข้อคิดเห็น
เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวและมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นจากแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในด้านปัจจัยภายนอกความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในระดับสูงอย่างฟิลิปปินส์โดยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันมากกว่าร้อยละ 90 ทำให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวตามราคาตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้า ต้นทุนการขนส่ง และต้นทุนการผลิตในหลายภาคส่วนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ในด้านปัจจัยภายในเศรษฐกิจได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศโดยเฉพาะการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัวในระดับต่ำสะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแรงลงด้านเสถียรภาพราคา อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า และยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาพลังงานและอาหาร ส่งผลให้ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (Bangko Sentral ng Pilipinas: BSP) ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น นอกจากนี้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจล่าสุดยังชะลอลง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงส่งทางเศรษฐกิจที่อ่อนลงโดยรวมโดยภาพรวมเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างและความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกในระดับสูง ทำให้แนวโน้มการฟื้นตัวในระยะข้างหน้ายังคงขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของราคาพลังงาน ความเชื่อมั่นภายในประเทศ และความสามารถในการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะแนวโน้มราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและภาวะเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เพื่อนำไปใช้ประกอบการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง