
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 มีการจัดกิจกรรมเก็บเกี่ยวและชิมทุเรียนของมณฑลยูนนานครั้งแรก ณ ฐานปลูกทุเรียนในตำบลจินสุ่ยเหอ อำเภอจินผิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ภายในงานมีการเก็บเกี่ยวผลผลิต เปิดให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทดลองชิม และตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในทุเรียน โดยผลการตรวจสอบพบว่าตัวอย่างทุเรียนมีปริมาณน้ำตาลสูงถึงร้อยละ 32.9 และได้รับการจัดระดับคุณภาพ AB
อำเภอจินผิงตั้งอยู่บนที่ราบสูงในเขตละติจูดต่ำ มีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ปราศจากน้ำค้างแข็งตลอดปี มีแสงแดดเพียงพอและปริมาณน้ำฝนสูง จึงมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกทุเรียน อำเภอจินผิงเริ่มนำทุเรียนเข้ามาทดลองปลูกในปี 2560 และเริ่มให้ผลผลิตครั้งแรกในปี 2566 ก่อนที่ในปี 2568 จะมีผลผลิตจำนวน 2 ผล
จากการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การทดลองปลูกในระดับอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยในปี 2569 มีต้นทุเรียนที่ให้ผลผลิตจำนวน 21 ต้น รวม 90 ผล และต้นที่ให้ผลผลิตสูงสุดสามารถติดผลได้ถึง 16 ผลต่อต้น ปัจจุบันอำเภอจินผิงมีต้นทุเรียนอายุ 9 ปี จำนวน 867 ต้น

นอกจากนี้ อำเภอจินผิงยังได้จัดตั้งฐานเพาะกล้าทุเรียนมาตรฐานบนพื้นที่ 52 หมู่ (ประมาณ 21.8 ไร่) โดยรวบรวมพันธุ์ทุเรียนจากทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 150 สายพันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่กว่า 20 สายพันธุ์ อาทิ หมอนทอง ก้านยาว และมูซังคิง พร้อมผลิตต้นกล้าคุณภาพดีแล้วจำนวน 65,000 ต้น ทั้งนี้ อำเภอจินผิงตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเป็น 10,000 หมู่ (ประมาณ 4,200 ไร่) ภายในปี 2571 โดยจะคัดเลือกพันธุ์หลักที่เหมาะสมกับท้องถิ่น 3 สายพันธุ์ ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดแยกผลไม้สด การแปรรูปเชิงลึก ไปจนถึงการจัดเก็บในคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิ เพื่อสร้างฐานการผลิตทุเรียนเขตร้อนที่มีเอกลักษณ์ของมณฑลยูนนาน

ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ฐานปลูกทุเรียนในตำบลหมื่นฮั่น เมืองจิ่งหง เขตปกครองตนเองชนชาติไทสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ได้จัดกิจกรรมเก็บเกี่ยวและชิมทุเรียนที่ปลูกในประเทศ โดยเก็บเกี่ยวทุเรียนสุกบนต้นอายุ 5 ปี จำนวน 4 ผล เพื่อนำมาทดสอบคุณภาพ ผลการตรวจวัดพบว่าทุเรียนตัวอย่างมีปริมาณน้ำตาลสูงสุดถึงร้อยละ 38.5
นายหลี่ เทา ผู้รับผิดชอบบริษัท Xishuangbanna Jiale Agricultural Technology Co., Ltd. เปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทได้นำเข้าพันธุ์ทุเรียนคุณภาพดีจากประเทศไทย อาทิ หมอนทอง และมูซังคิง จำนวน 11 ต้น เพื่อทดลองปลูกและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ภายหลังการพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี พบว่าทุเรียนหมอนทองอายุ 3–4 ปีเริ่มให้ผลผลิต ขณะที่ต้นอายุ 5 ปีสามารถให้ผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้นที่ให้ผลผลิตสูงสุดมีถึง 34 ผล และมีผลผลิตรวมทั้งฐานมากกว่า 60 ผลต่อต้น น้ำหนักเฉลี่ย 3.7 กิโลกรัมต่อผล และน้ำหนักสูงสุด 8 กิโลกรัมต่อผล
ปัจจุบัน ฐานปลูกทุเรียนดังกล่าวมีพื้นที่ 430 หมู่ (ประมาณ 179 ไร่) มีต้นทุเรียนมากกว่า 6,000 ต้น ครอบคลุม 5 สายพันธุ์ อาทิ หมอนทอง หนามดำ และมูซังคิง โดยมีรายงานว่าต้นทุเรียนอายุเพียง 2 ปีกว่าเริ่มปรากฏการติดผลแล้ว
ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีความต้องการสภาพแวดล้อมเฉพาะ ทั้งด้านแสงแดด อุณหภูมิ น้ำ และคุณสมบัติของดิน โดยสิบสองปันนามีทรัพยากรด้านแสงแดดและความร้อนที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียน จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของจีนที่มีศักยภาพในการปลูกทุเรียน ปัจจุบัน เขตสิบสองปันนามีพื้นที่ปลูกทุเรียนประมาณ 15,000 หมู่ (ประมาณ 6,300 ไร่) ในจำนวนนี้ เมืองจิ่งหงมีพื้นที่ปลูก 5,772 หมู่ (ประมาณ 2,400 ไร่) และมีต้นทุเรียนประมาณ 58,000 ต้น
จุดเด่นของทุเรียนจากสิบสองปันนาคือสามารถปล่อยให้ผลสุกบนต้น และมีช่วงการเก็บเกี่ยวต่อเนื่องไปจนถึงประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งช้ากว่าทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1–2 เดือน หากการผลิตขยายตัวในอนาคต ทุเรียนจีนอาจสามารถเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายฤดูกาล และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคภายในประเทศได้มากขึ้น
สถานการณ์การผลิตทุเรียนในมณฑลไห่หนาน
ในช่วงเดือนกรกฎาคม–กันยายน 2569 ซึ่งเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนของมณฑลไห่หนาน การผลิตทุเรียนในพื้นที่เริ่มเข้าสู่ระยะที่มีผลผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณที่ชัดเจนมากขึ้น โดยทุเรียนที่ออกสู่ตลาดส่วนใหญ่เป็นพันธุ์หมอนทอง มีน้ำหนักประมาณ 2–8 กิโลกรัมต่อผล และมีราคาจำหน่ายเฉลี่ย 80–140 หยวนต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าทุเรียนหมอนทองนำเข้าประมาณ 3 เท่า ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนของไห่หนานมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการจำหน่ายผลไม้สดระดับพรีเมียม การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาแบรนด์ประจำภูมิภาค

ไห่หนานเริ่มประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกทุเรียนในระดับขนาดใหญ่ตั้งแต่ปี 2562 ส่งผลให้บริษัทและเกษตรกรท้องถิ่นเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้ไห่หนานเป็นพื้นที่สำคัญของจีนในการพัฒนาการปลูกทุเรียนเชิงพาณิชย์ ในปี 2566 เมืองซานย่าเริ่มเก็บเกี่ยวทุเรียนได้เป็นครั้งแรกประมาณ 50 ตัน และในปี 2568 ผลผลิตทุเรียนทั้งมณฑลเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 ตัน
สำหรับปี 2569 มณฑลไห่หนานมีพื้นที่ปลูกทุเรียนรวมมากกว่า 58,000 หมู่ (ประมาณ 24,400 ไร่) ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วประมาณ 15,000 หมู่ (ประมาณ 6,300 ไร่) คาดว่าจะมีผลผลิตทุเรียนสดประมาณ 3,000 ตัน โดยมูลค่าผลผลิตต่อหมู่โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 60,000 หยวน ซึ่งสูงกว่าพืชเขตร้อนหลายชนิด เช่น มะม่วงและหมากอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้ทุเรียนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผลไม้ทองคำ” ของภาคเกษตรกรรมไห่หนาน
ข้อได้เปรียบสำคัญของทุเรียนที่ผลิตในจีนคือความสามารถในการปล่อยให้ผลสุกบนต้น ซึ่งช่วยให้ผลสะสมน้ำตาลได้เต็มที่ มีกลิ่นหอมและเนื้อสัมผัสที่เป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนมีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสดและคุณภาพของผลไม้ นอกจากนี้ การผลิตภายในประเทศยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก ต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ และข้อจำกัดด้านพิธีการศุลกากร
เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ทุเรียนจีนสามารถขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์ควบคุมอุณหภูมิไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตและคลังสินค้าสำหรับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในเมืองใหญ่ได้ภายในประมาณ 2–3 วัน ช่วยลดระยะเวลาขนส่ง เพิ่มความสดใหม่ และลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าบางส่วน นอกจากการพัฒนาด้านการผลิตแล้ว ท้องถิ่นต่างๆ ยังส่งเสริมกิจกรรมเก็บเกี่ยวทุเรียน การท่องเที่ยวในสวนผลไม้ และกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรรม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวมีความชัดเจนมากขึ้น ทุเรียนจึงมีแนวโน้มพัฒนาเป็นสินค้าเกษตรและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไห่หนานควบคู่กับมะพร้าว พร้อมทั้งช่วยสร้างการรับรู้และส่งเสริมภาพลักษณ์ของทุเรียนที่ผลิตในประเทศจีน
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สคต. ณ เมืองหนานหนิง : จากข้อมูลข้างต้น แม้ว่าการปลูกทุเรียนในมณฑลยูนนานและไห่หนานจะมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ผลผลิตทุเรียนจีนยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยผลผลิตรวมจากทั้งสองพื้นที่ยังไม่เกิน 10,000 ตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 0.1 ของปริมาณการบริโภคทุเรียนทั้งหมดของจีน
ขณะเดียวกัน การลงทุนปลูกทุเรียนยังมีต้นทุนค่อนข้างสูง โดยมีเงินลงทุนประมาณ 30,000–50,000 หยวนต่อหมู่ และต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะเริ่มให้ผลผลิตอย่างมั่นคง ราคาจำหน่ายทุเรียนจีนอยู่ในระดับสูงประมาณ 80–170 หยวนต่อกิโลกรัม จึงสะท้อนให้เห็นว่าทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมทุเรียนจีนในระยะนี้มุ่งเน้นตลาดระดับพรีเมียมมากกว่าการแข่งขันด้านปริมาณและราคา
สคต. ณ เมืองหนานหนิง เห็นว่า ในระยะสั้น ทุเรียนที่ผลิตในจีนยังไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการส่งออกทุเรียนไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านปริมาณผลผลิต ต้นทุนการผลิต และระยะเวลาการขยายกำลังการผลิต อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูก เพิ่มผลผลิต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง ทุเรียนจีนอาจกลายเป็นคู่แข่งของทุเรียนไทยในตลาดระดับพรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความสด การสุกบนต้น และแหล่งผลิตภายในประเทศ
ดังนั้น ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยควรเร่งยกระดับอุตสาหกรรมทุเรียนให้สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านคุณภาพ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ดังนี้
1. ยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิต
ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพทุเรียนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดแยก การบรรจุ และการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้า ตลอดจนปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอาหารและมาตรฐานการนำเข้าของจีนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการควบคุมสารตกค้างและสารปนเปื้อน เช่น BY2 และแคดเมียม รวมถึงการหลีกเลี่ยงการใช้สารต้องห้ามหรือสารที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นแก่ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภคชาวจีน การรักษามาตรฐานอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกระงับการนำเข้า เสริมสร้างภาพลักษณ์ทุเรียนไทย และสนับสนุนการรักษาตำแหน่งของไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกทุเรียนรายสำคัญของตลาดจีนในระยะยาว
2. สร้างความแตกต่างด้วยทุเรียนไทยพันธุ์พรีเมียมและการพัฒนาแบรนด์
ไทยมีข้อได้เปรียบด้านคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของพันธุ์ทุเรียน จึงควรใช้จุดแข็งดังกล่าวเพื่อสร้างความแตกต่างจากทุเรียนจีนและขยายตลาดในกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียม โดยไม่พึ่งพาการส่งออกทุเรียนหมอนทองเพียงพันธุ์เดียว แต่ควรส่งเสริมพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ เช่น พวงมณี ชะนี กระดุม และก้านยาว รวมถึงทุเรียนที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และพันธุ์อื่นที่มีศักยภาพ โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาดและความพร้อมด้านการส่งออกของแต่ละผลิตภัณฑ์
ในด้านการตลาด ผู้ส่งออกควรพัฒนาแบรนด์ทุเรียนไทยให้มีความชัดเจน พร้อมจัดทำฉลากภาษาจีน ข้อมูลแนะนำสายพันธุ์ และคำอธิบายลักษณะรสชาติ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างของทุเรียนแต่ละพันธุ์ และยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น ควบคู่กับการสร้างช่องทางจำหน่ายผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม ร้านค้าสมาชิก และร้านผลไม้คุณภาพสูงในจีน
นอกจากนี้ ควรจัดกิจกรรมชิมทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ และเผยแพร่เนื้อหาให้ความรู้เกี่ยวกับทุเรียนไทยในรูปแบบ “สารานุกรมพันธุ์ทุเรียนไทย” ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน เช่น Douyin และ Xiaohongshu รวมถึงร่วมมือกับร้านอาหารและผู้ประกอบการขนมหวานระดับพรีเมียมในการพัฒนาเมนูที่นำเสนอเอกลักษณ์ของทุเรียนไทยแต่ละพันธุ์ เพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง
3. เพิ่มมูลค่าทุเรียนไทยผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
ไทยมีความได้เปรียบจากการมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมทุเรียนแปรรูปที่ค่อนข้างครบวงจร จึงควรต่อยอดจากการจำหน่ายทุเรียนสดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าและผู้ผลิตในจีน ทั้งในด้านการแปรรูป การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้า
ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ ได้แก่ เนื้อทุเรียนแช่แข็ง ทุเรียนบด และซอสทุเรียนสำหรับเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ เครื่องดื่ม และไอศกรีม ตลอดจนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคโดยตรง เช่น เค้กทุเรียนเครปทุเรียน พิซซ่าทุเรียน ขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียน บ๊ะจ่างไส้ทุเรียน ไอศกรีมทุเรียน กาแฟทุเรียน และชุดของขวัญขนมทุเรียนระดับพรีเมียม ซึ่งสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีก ร้านขนมหวาน และตลาดของขวัญในช่วงเทศกาล
ทั้งนี้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ควรให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพและเอกลักษณ์ของวัตถุดิบไทย การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผู้บริโภคจีน และการปฏิบัติตามข้อกำหนดการนำเข้าอาหารของจีนอย่างครบถ้วน แนวทางดังกล่าวจะช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดทุเรียนสดเพียงอย่างเดียว เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคหลายกลุ่ม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่อุตสาหกรรมทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แหล่งที่มา https://mp.weixin.qq.com/s/XPGKtKhQXXoJXGyUsw5kD
https://mp.weixin.qq.com/s/66W0AQ-k77dEyfuXkt9-NQ?scene=1&click_id=1938155573
https://mp.weixin.qq.com/s/QMjJzOXDwQE_l6IwHegIFw?scene=1
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง
วันที่ 14 ตุลาคม 2569