fb
 ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าร้อยละ 50 ของสหรัฐฯ ต่อราคาสินค้าและห่วงโซ่อุปทานระหว่างแคนาดา–สหรัฐฯ

ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าร้อยละ 50 ของสหรัฐฯ ต่อราคาสินค้าและห่วงโซ่อุปทานระหว่างแคนาดา–สหรัฐฯ

โดย
Petra
ลงเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569 14:00
สคต. ณ นครแวนคูเวอร์ (แคนาดา) (TTC, Vancouver (Canada))

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงสุดร้อยละ 50 สำหรับสินค้านำเข้าจากแคนาดาหลายรายการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตอบโต้การดำเนินมาตรการของแคนาดาที่สหรัฐฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรมต่อสินค้าส่งออกของสหรัฐฯ ได้แก่ รถยนต์ ผลิตภัณฑ์นม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งนี้ มาตรการภาษีดังกล่าวมีกำหนดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาอย่างมีนัยสำคัญ 

โดยทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารจำนวน 3 ฉบับ เพื่อรองรับการจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม โดยแต่ละฉบับอ้างเหตุผลที่แตกต่างกัน ได้แก่ (1) การคว่ำบาตรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ในบางมณฑลและดินแดนของแคนาดา (2) มาตรการภาษีตอบโต้ของแคนาดาที่เรียกเก็บกับรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากสหรัฐฯ และ (3) การกำหนดโควตาการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากสหรัฐฯ  ซึ่งภาคผนวกของคำสั่งฝ่ายบริหารทั้งสามฉบับได้ระบุรายการสินค้าหลายร้อยรายการที่อาจถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 50 ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ พืชและผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์ไม้และกระดาษ เสื้อผ้าและสิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน สายจูงและสายรัดสำหรับสัตว์เลี้ยง ท่าเทียบเรือลอยน้ำ สระว่ายน้ำและสระน้ำตื้นสำหรับเด็ก ตลอดจนไม้ฮอกกี้

 

นายมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ระบุว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงการค้าแคนาดา–สหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก (CUSMA) และมีแนวโน้มจะส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลแคนาดายังคงเปิดกว้างต่อการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน และหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งทางการค้า

 

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญและภาคธุรกิจในแคนาดาหลายฝ่ายประเมินว่า หากมาตรการภาษีนำเข้าฉบับใหม่ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมนี้ ผู้บริโภคชาวแคนาดาอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นด้วย แม้ว่าภาระภาษีจะตกแก่ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ โดยตรง เนื่องจากโดยทั่วไปผู้นำเข้าหรือผู้ประกอบการมักผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับราคาสินค้า นอกจากนี้ สินค้าหลายประเภทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งมีการนำเข้าและส่งออกข้ามพรมแดนหลายครั้งในกระบวนการผลิต อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายในทั้งสองประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

ทั้งนี้ นาย John Boscariol หุ้นส่วนกลุ่มกฎหมายการค้าระหว่างประเทศและการลงทุน บริษัท McCarthy Tétrault จำกัด ได้ยกตัวอย่างกรณีผลิตภัณฑ์ไม้อัดและแผ่นไม้วีเนียร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ของสหรัฐฯ โดยหากผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในสหรัฐฯ นำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจากแคนาดาและนำไปผลิตเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น ตู้เก็บของ ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการจะเพิ่มสูงขึ้นจากภาระภาษีนำเข้า และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าที่จำหน่ายแก่ผู้บริโภคในแคนาดาปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมีแนวโน้มผลักภาระต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้าสำเร็จรูป

 

ทั้งนี้ ภาคธุรกิจในแคนาดายังคงรอติดตามแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลแคนาดาต่อมาตรการดังกล่าว เนื่องจากการตอบโต้ทางการค้าด้วยการประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้เพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนสินค้าในตลาดภายในประเทศ โดยผู้บริโภคชาวแคนาดาอาจต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการนำเข้าและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

ความเห็น สคตสถานการณ์การประกาศมาตรการภาษีนำเข้าสูงสุดร้อยละ 50 ของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากแคนาดา แม้จะเป็นมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่การค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาโดยตรง แต่สามารถส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการค้าไทย–แคนาดาได้ในหลายมิติ อาทิ โอกาสเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าส่งออกไทยบางกลุ่มในตลาดแคนาดา
ผู้บริโภคและผู้นำเข้าในแคนาดาอาจพิจารณาหาแหล่งนำเข้าอื่น เพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุนและการพึ่งพาสหรัฐฯ มากเกินไป ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ เช่น อาหารแปรรูป อาหารทะเล ผลไม้แปรรูป เครื่องปรุงรส ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป เครื่องใช้ในบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยควรติดตามสถานการณ์การค้าจากผู้นำเข้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ซื้อแคนาดาที่ต้องการลดการพึ่งพาสินค้าจากสหรัฐฯ 


 

Share :
Instagram