fb
คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา

โดย
kanthima
ลงเมื่อ 29 สิงหาคม 2568 10:45
สคต. ณ กรุงมะนิลา (ฟิลิปปินส์) (TTC, Manila (Philippines))
105

มหาวิทยาลัยเอเชีย และแปซิฟิก (UA&P) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นร้อยละ 5.8 เมื่อเทียบกับฐานที่ต่ำของปี 2567 ถึงแม้ว่าต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรจากสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบจากฤดูพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงน้อยลง ทั้งนี้ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ อัตราการขยายตัวดังกล่าวจะมากกว่าร้อยละ 5.2 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และร้อยละ 5.5 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายใหม่ของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 5.5 - 6.5 สำหรับปี 2568 ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงแข็งแกร่งจากปัจจัยสนับสนุนของอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ แม้จะถูกจำกัดด้วยภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ กำหนดต่อเงินโอนกลับประเทศของแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศ (OFW) โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมปรับลดลงเหลือร้อยละ 0.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 6 ปี จากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและอาหาร ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ร้อยละ 1.7 ต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 2 - 4 รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3 หลังจากชะลอตัวในช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ 45 วันระหว่างการเลือกตั้ง วันที่ 28 มีนาคม - 12 พฤษภาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ภาคการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังคงชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินยังอยู่ในระดับสูง ถึงแม้ว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรวม 125 จุดพื้นฐาน (bps) ทำให้ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ร้อยละ 5.25 สำหรับค่าเงินเหรียญสหรัฐฯ อาจผันผวนตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์และธนาคารกลางสหรัฐฯ (US Federal Reserve) ขณะที่ตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จากปัจจัยสนับสนุนด้านอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง การกู้ยืมของรัฐบาลกลางที่เกือบครบตามเป้าหมาย และแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่มเติมอีกรวม 50 จุดพื้นฐานภายในสิ้นปี 2568

ผลกระทบจากภาษีศุลกากร

ANZ Research ประเมินว่า เศรษฐกิจฟิลิปปินส์อาจเผชิญแรงกดดันภายนอกที่เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยดุลการค้าด้านบริการมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกในภาค Business Process Outsourcing (BPO) และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะยังคงแข็งแกร่ง ดุลการค้าด้านบริการลดลงเหลือ 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาลแรก จาก 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจ IT - BPO กำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านในระยะสั้น โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่เกิดจากมาตรการภาษี อาจส่งผลต่อความต้องการบริการจากภาคธุรกิจ IT - BPO โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ หากความต้องการจากสหรัฐฯ ชะลอลง อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากบริการของฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจ IT- BPO ยังเผชิญกับแรงกดดันจากการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้มากขึ้น โดยแรงงานที่มีทักษะต่ำจะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทนที่มากที่สุด สำหรับบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคาดว่าความต้องการส่งออกสินค้าจะอ่อนตัวลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แม้การพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนไม่มาก แต่ผลกระทบทางอ้อมจากภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกจะส่งผลถึงฟิลิปปินส์เช่นกัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ ความต้องการนำเข้าจากการบริโภคภาคเอกชนยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการเติบโตของค่าจ้างที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี เนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้มีความต้องการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้การขาดดุลการค้าขยายตัวมากขึ้น 

ในขณะเดียวกัน คาดว่า ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ที่จะเก็บจากการโอนเงินกลับประเทศ (Remittances) จากสหรัฐฯ โดยจะบังคับใช้เฉพาะการเงินโอนแบบเงินสด ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะมีผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของประเทศในระดับปานกลาง ทั้งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์มีการพึ่งพารายได้จากเงินโอนกลับประเทศจากสหรัฐอเมริกาสูง คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 40 ของเงินโอนกลับประเทศทั้งหมด โดยเงินโอนกลับดังกล่าวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน การบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินผลกระทบโดยรวมของการขึ้นภาษีดังกล่าวประมาณ 1.9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของยอดเงินโอนทั้งหมด ดังนั้น ผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศของฟิลิปปินส์จะจำกัดในปี 2569 การชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อการเงินโอนที่ส่งกลับฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 การส่งเงินกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อยู่ที่ 16.75 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเงินโอนกลับจากแรงงานบก (land-based workers) เป็นแรงงานที่มีสัดส่วนมากที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์ Business World

บทวิเคราะห์/ ข้อคิดเห็น
•    เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 5.8 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่กำหนดไว้ระหว่างร้อยละ 5.5 – 6.5 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคของภาคครัวเรือนที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานหลังสิ้นสุดช่วงห้ามดำเนินโครงการลงทุนสาธารณะ ทั้งนี้ เศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การปรับเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีจากการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในภาคธุรกิจ IT - BPO ซึ่งอาจกระทบต่อแรงงานทักษะต่ำ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้อัตราภาษีร้อยละ 19 ต่อสินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเตรียมบังคับใช้ภาษีสรรพสามิตร้อยละ 1 ต่อการโอนเงินกลับประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนและเสถียรภาพการบริโภคภายในประเทศ แม้ว่ากระทรวงการคลังฟิลิปปินส์ประเมินว่าผลกระทบต่อบัญชีต่างประเทศโดยรวมจะอยู่ในวงจำกัดก็ตาม ทั้งนี้ การโอนเงินกลับประเทศยังคงเติบโตในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ความผันผวนของค่าเงินและทิศทางตลาดพันธบัตร โดยตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อที่ลดลงและการกู้ยืมของภาครัฐที่เกือบครบตามเป้าหมาย ขณะที่ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีแนวโน้มเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป แต่การขาดดุลการค้ามีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 

•    ทั้งนี้ เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 การบริโภคภาคครัวเรือนของฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง และการฟื้นตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาสแก่ผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันการผ่อนคลายนโยบายการเงินและเสถียรภาพตลาดพันธบัตรอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนธุรกรรม อย่างไร
ก็ตาม ผู้ส่งออกไทยอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ มาตรการขึ้นภาษีศุลกากรและภาษีการโอนเงินของสหรัฐฯ ที่อาจลดกำลังซื้อของภาคครัวเรือนฟิลิปปินส์ การขาดดุลการค้าที่มีแนวโน้มขยายตัว ซึ่งอาจจะนำไปสู่การใช้มาตรการจำกัดการนำเข้า ตลอดจนความเสี่ยงจากผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อภาคแรงงานและรายได้ครัวเรือน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในระยะถัดไป ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและประเมินสถานการณ์ตลาดฟิลิปปินส์อย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อไป

---------------------------------------

สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา
สิงหาคม 2568
 

คาดเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ขยายตัวร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 แม้กระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐอเมริกา RV.pdf
Share :
Instagram