
ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญของโลก (อันดับที่ 6) อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังกลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการผลิตสินค้าเกษตรที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความจำเป็นในการนำเข้าสินค้าหลายประเภทเพื่อทดแทน โดยในปี 2025 มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของฝรั่งเศสสูงกว่าการนำเข้าเพียง 200 ล้านยูโรเท่านั้น เป็นครั้งแรกในรอบ 46 ปีที่มูลค่าการนำเข้าและส่งออกอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบ :
ไข่สดขาดตลาด
ในปี 2025 สภาพเศรษฐกิจผันผวนส่งผลให้ความต้องการบริโภคไข่สดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนราคาย่อมเยา โดยยอดขายในห้างค้าปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 หรือคิดเป็นปริมาณบริโภค 7.3 พันล้านฟอง (ประมาณ 700 ล้านกล่อง) โดยมีการนำเข้าไข่สดมากขึ้นถึงร้อยละ 21 ขณะที่การส่งออกกลับลดลงร้อยละ 9
ปัจจัยที่ส่งผลให้ไข่สดไม่เพียงพอต่อความต้องการ ได้แก่ :
การระบาดของโรคไข้หวัดนกหลายครั้งในช่วงสองปีที่ผ่านมา แม้จะควบคุมสถานการณ์ได้ แต่กำลังผลิตกลับเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.8 เท่านั้น
เกิดข้อขัดแย้งระหว่างเกษตรกรกับผู้ค้าปลีก เนื่องจากผู้ค้าปลีกหลายรายเริ่มนำเข้าไข่สดจากต่างประเทศแทนไข่ที่ผลิตในประเทศ
ความต้องการใช้ไข่สดปริมาณมากเพื่อผลิตสินค้าเบเกอรี่ในช่วงเทศกาลสำคัญปลายปี
ปัญหาการขนส่งล่าช้าในช่วงฤดูหนาวเนื่องจากหิมะตก
โครงการฟาร์มไก่ไข่แห่งใหม่ถูกเลื่อน จากการคัดค้านของชาวบ้านในชุมชนและสมาพันธ์ คาดว่าหากฝรั่งเศสต้องการผลิตไข่สดให้เพียงพอต่อความต้องการในปี 2035 จะต้องสร้างฟาร์มเพิ่มขึ้นอีก 575 แห่ง
นาย Yves-Marie Beaudet ประธานสมาพันธ์ผู้ประกอบการค้าไข่ (Comité National pour la Promotion de l’Œuf-CNPO) และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดไข่มีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากที่ในปี 2025 มีการจัดตั้งฟาร์มเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 18 แห่ง เพิ่มการผลิตได้ 200 ล้านฟองต่อปี และในปี 2026 มีแผนขยายฟาร์มเพิ่มเติมอีก 40 แห่ง เพิ่มการผลิตได้ 375 ล้านฟองต่อปี
การนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติสินค้าอาหารและเกษตรฝรั่งเศส - Agreste ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะยังคงเป็นผู้ผลิตเนื้อวัวอันดับหนึ่งในสหภาพยุโรป แต่ในปี 2025 กลับมีการนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ส่งผลให้การขาดดุลการค้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้นเป็น 780 ล้านยูโร ขาดดุลเพิ่มขึ้น 166 ล้านยูโรจากปี 2024 (ขาดดุล 614 ล้านยูโร) เช่นเดียวกันกับแนวโน้มสินค้าเนื้อไก่และเนื้อแกะที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเนื่องมาจาก :
การผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการ ส่วนหนึ่งมาจากโรคระบาดในวัว
เนื้อวัวที่ผลิตในประเทศเป็นสินค้าที่มีราคาสูง ผู้บริโภคบางส่วนหันไปบริโภคเนื้อไก่และหมูที่ราคาถูกกว่า เห็นได้จากความต้องการบริโภคเนื้อวัวที่ลดลงร้อยละ 3.2 ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 และอีกส่วนหนึ่งเลือกบริโภคเนื้อวัวนำเข้าที่มีราคาถูกกว่า
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสมีจำนวนวัวเนื้อลดลงกว่า 1.2 ล้านตัว ทำให้การผลิตเนื้อวัวในประเทศที่เคยเพียงพอถึง ร้อยละ 96 ของความต้องการในปี 2023 ลดเหลือเพียงร้อยละ 74 ในปัจจุบัน หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป คาดว่าฝรั่งเศสจะสามารถผลิตเนื้อวัวได้เพียงร้อยละ 67 ของความต้องการในปี 2035 ส่งผลให้ต้องนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่นำเข้าจากเนเธอร์แลนด์และไอร์แลนด์ ในปี 2025 มูลค่าการนำเข้าเนื้อวัวเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่ปี 2014 โดยมีอัตราการนำเข้าสูงสุดในปี 2022
ผลิตภัณฑ์เนยและนม
ผลิตภัณฑ์เนยและนมถือเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลักของฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม ในปี 2025 สินค้าเหล่านี้ได้รับผลกระทบเช่นกัน มูลค่าการส่งออกลดลงถึงร้อยละ 22 เหลือเพียง 2 พันล้านยูโร เนื่องมาจาก :
การนำเข้าโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น (+ 800 ล้านยูโร) โดยเฉพาะชีส Mozzarella หรือ Cheddar (+ร้อยละ 11) เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการสำหรับธุรกิจร้านอาหารและอุตสาหกรรมอาหาร
ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่บริโภคเนยมากที่สุดในโลก ทั้งในการประกอบอาหารและเบเกอรี่ ส่งผลให้การผลิตเนยในประเทศไม่เพียงพอจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่ม และเนื่องจากผู้ผลิตภายในประเทศหันไปผลิตครีมซึ่งขายได้ราคาดีกว่าเนย นอกเหนือจากนั้นปริมาณน้ำนมวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ปริมาณการส่งออกลดลงจากปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น (ปี 2025 +ร้อยละ 25) ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์เนยและนมจากสหภาพยุโรปสู่จีนและสหรัฐอเมริกาที่เป็นคู่ค้าสำคัญของฝรั่งเศส
ความเห็น สคต.
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรฝรั่งเศสต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ผันผวนและนโยบายของรัฐบาลที่รอการแก้ไข รวมถึงผลกระทบจากการระบาดของโรคในสัตว์ ในงานแสดงสินค้าเกษตรครั้งสำคัญประจำปี - Salon de l’Agriculture ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Porte de Versailles กรุงปารีส ในปีนี้จะไม่มีวัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานเข้าร่วม เนื่องมาจากการระบาดของโรค Nodular Dermatosis ในวัวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศ
ในส่วนของการบริโภค ถึงแม้ว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสงครามการค้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ปัจจัยด้านสุขภาพยังคงมีความสำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าอาหาร เห็นได้จากข้อมูลการบริโภคในปี 2025 สัดส่วนประชากรฝรั่งเศสที่หันมาบริโภคอาหารในรูปแบบ Flexitarian (ลดการบริโภคเนื้อสัตว์และเพิ่มสัดส่วนการบริโภคผักหรือโปรตีนจากพืช) คิดเป็นร้อยละ 31 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 ในปี 2022 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารกลุ่มธัญพืชและโปรตีนทางเลือกได้รับความนิยมสูงขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการอาหารไทยควรพิจารณาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากธัญพืชหรือโปรตีนทางเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยขยายตลาดสินค้าให้มีความหลากหลาย โดยสามารถพิจารณาเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารนานาชาติ SIAL Paris 2026 ที่จะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 17 -21 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้านานาชาติเมือง Villepintes ชานกรุงปารีส ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นทุกสองปีและมีผู้เข้าร่วมชมงานจากทั่วโลก
ที่มาของข่าว
Dominique Chapuis
ข้อมูลจาก Les Echos