fb
โมดีปักธง AI: ยกระดับอินเดียสู่มหาอำนาจเทคโนโลยีภายในปี 2047

โมดีปักธง AI: ยกระดับอินเดียสู่มหาอำนาจเทคโนโลยีภายในปี 2047

โดย
Chalotorn
ลงเมื่อ 02 เมษายน 2569 16:30
สคต. ณ เมืองมุมไบ (อินเดีย) (TTC, Mumbai (India))
2

     อินเดียได้กำหนดวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสามมหาอำนาจด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลกภายในปี 2047 โดยวางตำแหน่งให้ AI เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ครอบคลุมทุกมิติ และการเสริมสร้างบทบาทความเป็นผู้นำในเวทีโลก นายกรัฐมนตรี นเรนทร โมดี ได้แสดงวิสัยทัศน์ดังกล่าวผ่านงานประชุม AI Impact Summit 2026 ซึ่งอินเดียเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในฐานะเวทีระดับโลก เป็นครั้งแรกในกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ประเด็นหลักเชิงยุทธศาสตร์ AI ของอินเดียตั้งอยู่บนแนวคิด “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” ภายใต้ปรัชญา “welfare for all, happiness for all” โดยรัฐบาลให้ความสำคัญว่า AI มิใช่เพียงเครื่องมือขับเคลื่อนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี หากแต่ต้องส่งเสริมการเข้าถึงอย่างเท่าเทียมและก่อให้เกิดประโยชน์เชิงสังคมในวงกว้าง การประชุมดังกล่าวมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับสามเสาหลัก ได้แก่ มนุษย์ (People) โลก (Planet) และความก้าวหน้า (Progress) สะท้อนถึงพันธสัญญาของอินเดียต่อการพัฒนา AI ที่ครอบคลุมและยั่งยืน 
    ในเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนา AI คาดว่าจะมีบทบาทเชิงเปลี่ยนผ่าน (transformative role) ต่อเส้นทางการพัฒนาของอินเดียสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือ “Viksit Bharat” ภายในปี 2047 โดยภาครัฐได้เริ่มนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนสำคัญ อาทิ สาธารณสุข การศึกษา และเกษตรกรรม ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องมือ AI เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคในระยะเริ่มต้น การจัดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคลในภาษาท้องถิ่น และการให้คำแนะนำทางการเกษตรแก่เกษตรกร ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้ AI ดังกล่าวสะท้อนถึงแนวทางของอินเดียในการใช้ AI เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการในระดับฐานราก
    นอกจากนี้ อินเดียยังต่อยอดจากความสำเร็จด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure: DPI) โดยเฉพาะแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง Aadhaar และ UPI ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยี AI เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ การผสานดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำหนดเป้าหมายสวัสดิการ การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และความโปร่งใส พร้อมรองรับการขยายตัวในระดับประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน อีกทั้งอินเดียยังมุ่งนำเสนอรูปแบบดังกล่าวในฐานะประเทศต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ได้สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ
    ด้านการสนับสนุนเชิงระบบ อินเดียได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และกรอบนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีโครงการสำคัญ เช่น IndiaAI Mission การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Centres of Excellence) ตลอดจนการขยายการสนับสนุนศูนย์ข้อมูล (data centres) และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ เพื่อเสริมสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยมุ่งให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งเสริมให้เกิดโอกาสสำหรับการจ้างงาน มากกว่าการทดแทนแรงงาน
    อย่างไรก็ตาม อินเดียตระหนักถึงความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการพัฒนา AI อาทิ ประเด็นความเอนเอียงของอัลกอริทึม(bias) การนำไปใช้ในทางที่ผิด และประเด็นความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (data privacy) จึงได้ดำเนินมาตรการเพื่อพัฒนาชุดข้อมูลที่ครอบคลุม ส่งเสริมการพัฒนา AI ในภาษาท้องถิ่น และจัดตั้งกรอบกำกับดูแล เช่น IndiaAI Safety Institute ควบคู่กับการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมและกลไกป้องกันในการใช้ AI
ข้อมูลเพิ่มเติม
    1.รัฐบาลได้อนุมัติ IndiaAI Mission ด้วยงบประมาณ 1.14 พันล้านดอลลาร์ เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่มีนาคม 2567 โดยปัจจุบัน (มีนาคม 2569) ได้ติดตั้ง Graphics Processing Unit (GPU)  แล้ว 38,231 หน่วย สูงกว่าเป้าเดิม (10,000 หน่วย) ถึง 3.8 เท่า และ
อนุมัติโครงการแล้ว 190 โครงการครอบคลุมหน่วยงานภาครัฐ สตาร์ตอัพ และสถาบันการศึกษา และเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีการเปิดตัวโครงการ AI Code Sarathi โดย NASSCOM ซึ่งมุ่งพัฒนาทักษะนักพัฒนาซอฟต์แวร์ 150,000 ราย เพื่อขับเคลื่อน AI ไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับอุตสาหกรรม อนึ่ง องค์กรการค้าเอกชนด้านเทคโนโลยีของอินเดีย หรือ NASSCOM ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Google เป็น Ecosystem Partner ให้ความสำคัญกับโครงการ AI Code Sarathi โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เครื่องมือ AI ตลอดวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ (software development lifecycle) ท่ามกลางแนวโน้มที่ภาคธุรกิจเร่งบูรณาการ AI เข้าสู่กระบวนการวิศวกรรมซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ
    2.โครงการ AI Code Sarathi แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ Explore (มีนาคม–เมษายน) Engineer (เมษายน–มิถุนายน) และ Excel (ระยะที่เหลือ)  ซึ่งเป็น National Agentic AI Hackathon พร้อมรางวัลรวมประมาณ 120,000 ดอลลาร์สหรัฐ (10 ล้านรูปี) ผู้ผ่านหลักสูตรจะได้รับใบรับรองที่ยืนยันด้วยบล็อกเชน และเผยแพร่ผลงานบน GitHub กรณีที่โครงการมีความโดดเด่นจะได้รับคัดเลือกให้แสดงในงาน AI Confluence 2026 เดือนกรกฎาคม 2569 อย่างไรก็ดี โครงการนี้สอดรับกับแผน IndiaAI Mission เพื่อเร่งสร้างฐานบุคลากรด้าน AI ที่พร้อมใช้งานระดับ Production-Ready อย่างเป็นระบบ 

nasscom-2.png

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจ
1.    AI เร่งการเข้าถึงตลาดดิจิทัล: แพลตฟอร์ม B2B ที่ขับเคลื่อนด้วย AI (ผ่านนวัตกรรมจาก NASSCOM Code Sarathi) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงผู้ซื้ออินเดียโดยตรง ลดต้นทุนจากการผ่านตัวกลาง และเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่
2.    ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเกษตร-อาหาร: ภายใต้ IndiaAI Mission มีการลงทุนใน AI สำหรับภาคเกษตรและห่วงโซ่อุปทาน เป็นการสร้างโอกาสสำหรับธุรกิจไทยในการเข้าร่วมพัฒนาโซลูชันด้านการพัฒนาและควบคุมคุณภาพผลผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และระบบ Cold Chain
3.    การแข่งขันจากตลาดในภูมิภาค: ขณะที่เศรษฐกิจอินเดียกำลังเติบโต ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ต่างเร่งขยายฐานการค้ากับอินเดีย โดยเฉพาะธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมอาหารและวัตถุดิบ ซึ่งอาจลดส่วนแบ่งตลาดของผู้ส่งออกจากต่างประเทศ รวมทั้ง นโยบาย Aatmanirbhar Bharat (พึ่งพาตนเอง) ทำให้รัฐบาลอินเดียให้ความสำคัญชั้นต้นกับการขยายมาตรการส่งเสริมการผลิตในประเทศ
ข้อคิดเห็น
    1.ยุทธศาสตร์ AI ของอินเดียกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อพลวัตการค้าในภูมิภาค การที่ IndiaAI Mission สามารถติดตั้ง GPU ได้สูงกว่าเป้าหมายเดิมถึง 3.8 เท่าในเวลาเพียง 2 ปี พร้อมกับการก้าวขึ้นสู่ 4 อันดับแรก(รองจากสหรัฐอเมริกา จีน สหราชอาณาจักร) ของ Stanford AI Index และ Generative AI ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ GDP อินเดียสูงถึง 1.2–1.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 สะท้อนให้เห็นว่าอินเดียกำลังสร้างระบบนิเวศ AI ในเชิงลึก ไม่ใช่เพียงแนวนโยบายหรือเจตนารมณ์ โครงการ NASSCOM AI Code Sarathi ที่มุ่งพัฒนานักพัฒนา 150,000 ราย ถือเป็นองค์ประกอบเติมเต็มฝั่ง Supply ของตลาดแรงงาน AI ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จจะช่วยลดช่องว่างบุคลากร AI ที่ NASSCOM ประเมินว่าอาจขาดแคลนกว่า 1 ล้านตำแหน่งภายในปี 2570 ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าอินเดียกำลังเร่งยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและบริโภค AI ในทุกมิติพร้อมกัน
    2.สำหรับประเทศไทย โอกาสทางธุรกิจที่มีศักยภาพอาจพิจารณาได้เป็น 2 ระยะ กล่าวคือ ในระยะเร่งด่วน ผู้ประกอบการไทยควรประสานหาความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม B2B ของอินเดียที่มีความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเปิดช่องทางให้ผู้ส่งออกไทยเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง โดยเฉพาะในกลุ่มผลไม้แปรรูปมูลค่าสูง วัตถุดิบเบเกอรี่ และสินค้าเกษตรพรีเมียม ซึ่งตลาดอินเดียมีอุปสงค์ในกลุ่มชนชั้นกลางและมีเมืองอินเดียรองรับชัดเจน พร้อมทั้งควรส่งเสริมกิจกรรม Trade Mission ในภาคอุตสาหกรรมอาหาร-เกษตรรูปแบบใหม่ในตลาดหลักอย่างมุมไบ เดลี และเบงกาลูรู สำหรับระยะกลาง ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาด้านการลงทุนในระบบ Digital Traceability และมาตรฐานคุณภาพที่ตรวจสอบได้ด้วย AI เพื่อรองรับข้อกำหนดนำเข้าที่เข้มงวดขึ้น และควรแสวงหาโอกาสการร่วมวิจัยและพัฒนาในสาขา AI for Agriculture กับหน่วยงานอินเดียอย่าง IndiaAI Mission Centers of Excellence และ NASSCOM เพื่อสร้างแต้มต่อทางการแข่งขันระยะยาวของไทยในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้


ที่มา: 1.https://www.pmindia.gov.in/en/news_updates/india-should-be-among-the-top-three-ai-superpowers-globally-pm-modi-sets-2047-vision/ 
•2    https://www.cdomagazine.tech/aiml/indias-nasscom-launches-national-program-to-train-150000-developers-in-ai
 

19410-168 สรุปข่าวเด่นรายสัปดาห์ สคต. มุมไบ ระหว่างวันที่ 30 มี.ค. - 3 เม.ย. 2569 -2.pdf
Share :
Instagram