
การผ่านช่องแคบฮอร์มุสของเรือสัญชาติอินเดีย
สถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุสของเรือสัญชาติอินเดียยังคงมีความเปราะบางและมี
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสูง โดยมีรายงานเหตุการณ์ที่กองกำลังอิหร่านได้เปิดฉากยิงใส่เรือสัญชาติอินเดียจำนวน 2 ลำ ได้แก่ เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) และเรือขนส่งสินค้าเทกอง ส่งผลให้เรือต้องยุติ
การเดินทางและเปลี่ยนเส้นทางกลับ อย่างไรก็ดี เรือบรรทุกน้ำมันสัญชาติอินเดีย “Desh Garima” ซึ่งมีลูกเรือชาวอินเดียจำนวน 31 คน สามารถเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวได้สำเร็จ และมีกำหนดเดินทางถึงท่าเรือมุมไบในวันที่ 22 เมษายนนี้
ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารจัดการสถานการณ์ โดยได้เชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงนิวเดลีเข้าหารืออย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเรียกร้องให้มีการรับรองความปลอดภัยของเรือพาณิชย์และลูกเรืออินเดียที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ และกรมเจ้าท่า
ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการเดินเรือและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ ให้ความช่วยเหลือลูกเรือ และอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาและประสานความร่วมมือในระดับการทูต
แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยมีเรือพาณิชย์จำนวนมากและลูกเรือหลายพันรายยังคงติดค้างอยู่ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุสยังคงเผชิญข้อจำกัด และมีความเสี่ยงที่จะเกิดความล่าช้าหรือหยุดชะงักเพิ่มเติมในระยะต่อไป
สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุสและผลกระทบต่ออินเดีย
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุสทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย ณ วันที่ 20 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ประมาณ 88.98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.12 ขณะที่น้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ประมาณ 95.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.37 ภายในระยะเวลาอันสั้น
อินเดียในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายสำคัญของโลก ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานดังกล่าว เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานภายในประเทศ และส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ อาทิ
ภาคการขนส่ง การบิน และภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศได้
ในด้านภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของอินเดีย วิกฤติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยเคมีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (DAP) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในตลาดโลก ปัจจุบัน ราคานำเข้าปุ๋ย DAP ของอินเดียได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 680–720 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ เป็นประมาณ 865 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 925 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในอีกไม่ช้า ซึ่งจะส่งผลต่อภาคการเกษตรของอินเดียอย่างมาก โดยคาดว่าปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยอาจปรากฏชัดเจนมากขึ้นในฤดูราบี (Rabi) ช่วงตุลาคม – พฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงทางอาหารของประเทศในระยะต่อไปได้
ในบริบทดังกล่าว ภาครัฐและภาคเอกชนของอินเดียเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือก เช่น สารกระตุ้นชีวภาพ (biostimulants) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารของพืช แม้จะไม่ได้ให้ธาตุอาหารโดยตรง แต่สามารถลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาปุ๋ยในตลาดโลกได้ในระดับหนึ่ง
ข้อคิดเห็นของ สคต.
1. ผู้ประกอบการไทยที่มีแผนการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอินเดียควรติดตามสถานการณ์วิกฤติใน
ช่องแคบฮอร์มุสอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบทางอ้อมจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน อัตรา
เงินเฟ้อ และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งอาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคอินเดียและต้นทุนการดำเนินธุรกิจในภาพรวม แม้ว่าการส่งออกสินค้าไทยไปยังอินเดียจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ตาม
2. อินเดียยังคงมีศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ความผันผวนในระดับหนึ่ง และมีแนวโน้มได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีนโยบาย
การต่างประเทศที่มีความยืดหยุ่นและสามารถดำเนินความสัมพันธ์กับประเทศคู่ขัดแย้งในหลายขั้วอำนาจได้อย่างสมดุล อันเป็นปัจจัยสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของการค้าในระยะยาว
3. มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอินเดียอาจพิจารณามาตรการจำกัดหรือควบคุมการส่งออกปุ๋ยในระยะต่อไป เพื่อรักษาปริมาณสำรองภายในประเทศและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร ท่ามกลางภาวะราคาปุ๋ยในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง