fb
สถานการณ์ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2026

สถานการณ์ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับและแนวโน้มอุตสาหกรรมปี 2026

โดย
Kamonwan
ลงเมื่อ 17 มีนาคม 2569 11:45
สคต. ณ นครนิวยอร์ก (สหรัฐอเมริกา) (TTC, New York (USA))
9

งานแสดงสินค้าอัญมณีในเมือง Tucson สหรัฐอเมริกา ถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของการค้าพลอยสีระดับโลก  โดยภาพรวมบรรยากาศการซื้อขายสินค้าที่ผ่านมานับว่าอยู่ในเกณฑ์บวก แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ที่เคยประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ผู้ค้าสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากมีสินค้าคงคลังอยู่ในประเทศแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ค้าต่างประเทศที่นำสินค้าจากต่างประเทศเข้าร่วมงานต้องเผชิญข้อจำกัดทางเอกสาร ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ทันที ต้องรับคำสั่งซื้อและจัดส่งจากประเทศต้นทางภายหลัง ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของผู้ซื้อบางส่วนชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ซื้อในตลาดพลอยมักต้องการรับสินค้าไปทันที

ทั้งนี้ เมื่อ Supreme Court of the United States มีคำตัดสินยกเลิกการใช้มาตรการภาษีบางส่วนที่ออกโดยรัฐบาลภายใต้กฎหมายฉุกเฉินด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้โครงสร้างภาษีนำเข้าถูกปรับใหม่ โดยรัฐบาลยังคงใช้มาตรการภาษีนำเข้าระดับประมาณ 10% ภายใต้กฎหมายการค้าอื่น อนึ่ง มาตรการภาษีใหม่ 10% ภายใต้ Section 122 เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตอนเวลา 00:01 น. ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งภาษีตัวนี้จะมีอายุเบื้องต้น 150 วัน และจะสิ้นสุดประมาณวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เว้นแต่สภาคองเกรสจะอนุมัติให้ขยายเวลาต่อ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการยังคงต้องปรับตัวกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในระยะสั้น นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดใหม่กว่า 5,500 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ก่อนจะปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเครื่องประดับต้องเผชิญความท้าทายในการกำหนดราคา เนื่องจากต้นทุนโลหะมีค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความผันผวนดังกล่าวไม่เพียงเกิดกับทองคำ แต่ยังรวมถึงโลหะอื่น เช่น เงินและแพลทินัม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเครื่องประดับ ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าต้องปรับกลยุทธ์การตั้งราคา การบริหารสต็อก และสื่อสารด้านราคากับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มอัญมณีที่ได้รับความนิยม จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ค้าในงาน Tucson พบว่าพลอยสีที่ได้รับความนิยมสูงในปีนี้ ได้แก่ GarnetSpinelTourmaline โดยเฉพาะ Mahenge spinel ที่มีสีแดงอมชมพูเข้ม ซึ่งได้รับความนิยมสูงและมีราคาปรับตัวขึ้นจนสามารถแข่งขันกับไพลินคุณภาพสูงได้ นอกจากนี้ พลอยโทนสีแดงอมชมพู เช่น rubellite tourmaline และ garnet สีแดง ยังได้รับความสนใจจากผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวโน้มความนิยมของอัญมณีโทนสีแดงในตลาดเครื่องประดับระดับพรีเมียม ในกลุ่มพลอยสีฟ้าอมเขียว Paraiba tourmaline ยังคงเป็นอัญมณีที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะแหล่งผลิตจากโมซัมบิก เนื่องจากแหล่งผลิตในบราซิลมีสินค้าคุณภาพสูงเหลือในตลาดน้อยมาก

          จากการสอบถามผู้ประกอบการในงาน Tuson พบว่าในปัจจุบันตลาดสหรัฐฯ แบ่งออกเป็นสองทิศทาง ได้แก่ กลุ่มผู้บริโภครายได้สูงยังคงมีกำลังซื้อสูงและมีการใช้จ่ายในสินค้าหรูอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มผู้บริโภครายได้ปานกลางและต่ำมีการใช้จ่ายลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนชัดในงาน Tucson โดยผู้ค้าพลอยระดับไฮเอนด์หลายรายสามารถจำหน่ายพลอยเม็ดเดียวมูลค่า 200,000–300,000 เหรียญสหรัฐได้ ขณะที่ตลาดระดับกลางมีการซื้อขายชะลอตัว

ในส่วนของตลาดเพชรธรรมชาติในช่วงปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ได้แก่ การเติบโตของเพชรสังเคราะห์ (Lab grown diamonds) การชะลอตัวของตลาดจีนและความไม่แน่นอนของตลาดโลก

บริษัท De Beers ซึ่งเป็นผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ของโลก ได้ถูกบริษัทแม่ Anglo American ปรับลดมูลค่าทางบัญชีลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือประมาณ 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังอยู่ในกระบวนการหาผู้ซื้อรายใหม่ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดเพชรธรรมชาติทั่วโลก ในขณะเดียวกัน เพชรสังเคราะห์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ โดยข้อมูลจากแพลตฟอร์มงานแต่งงาน The Knot ระบุว่า 61% ของคู่แต่งงานในสหรัฐฯ เลือกใช้เพชรสังเคราะห์เป็นเพชรเม็ดกลางของแหวนหมั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดเพชรธรรมชาติระดับไฮเอนด์ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความหายากและคุณค่าทางสัญลักษณ์ของเพชรธรรมชาติ

แนวโน้มตลาดในอนาคต ตลาดพลอยสีมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะพลอยสีแดงอมชมพูและพลอยสีหายาก ความผันผวนของราคาทองคำยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบการตั้งราคาสินค้า ตลาดเครื่องประดับมีแนวโน้มแบ่งขั้วชัดเจนระหว่างสินค้าระดับไฮเอนด์กับสินค้าระดับกลาง การแข่งขันระหว่างเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม โดยรวมแล้ว อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับโลกในปี 2569 อยู่ในช่วงของการปรับตัวท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ตารางโครงสร้างภาษีนำเข้าเครื่องประดับและพลอยสีสหรัฐฯ (หลังใช้มาตรการ Section 122)

ประเภทสินค้า

HS Code (ตัวอย่าง)

ภาษีพื้นฐาน (MFN)

ภาษีเพิ่ม Section 122

ภาษีรวมโดยประมาณ

พลอยสีเจียระไน (Ruby, Sapphire, Spinel, Tourmaline)

7103

0%

+10%

10%

พลอยสีดิบ

7103.10

0–2%

+10%

10–12%

เพชรเจียระไน

7102

0%

+10%

10%

เพชรดิบ

7102

0%

+10%

10%

ไข่มุกธรรมชาติ

7101

0–3%

+10%

10–13%

เครื่องประดับทอง

7113.19

5–7%

+10%

15–17%

เครื่องประดับเงิน

7113.11

ประมาณ 5.5%

+10%

ประมาณ 15.5%

เครื่องประดับแพลทินัม

7113

5–7%

+10%

15–17%

เครื่องประดับแฟชั่น

7117

11–13.5%

+10%

21–23.5%

 หมายเหตุ:

1. ภาษี Section 122 เป็น ภาษีเพิ่ม (surcharge) ที่ต้องจ่าย เพิ่มเติมจากภาษีพื้นฐาน 

2. ภาษีดังกล่าวใช้กับสินค้าจากทุกประเทศแบบเท่าเทียมกัน ไม่เหมือนมาตรการเดิมที่มีการแยกประเทศ รัฐบาลมีอำนาจเพิ่มอัตราได้สูงสุด 15% อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีประกาศคำสั่งเปลี่ยนแปลงอัตราจาก 10% เป็ 15% อย่างเป็นทางการ 

3. กลุ่ม diamonds และ gemstones ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในรายการยกเว้น จึงต้องเสีย surcharge ตาม Section 122

 

ข้อคิดเห็นจากสคต. นิวยอร์ก

1. การบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมภายใต้ Section 122 ของ Trade Act ซึ่งกำหนดภาษีเพิ่มประมาณ 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับรายใหญ่ที่สุดของโลก

1.1 ต้นทุนนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น สินค้าประเภท เช่น พลอยสีและเพชร ซึ่งเดิมส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า (0%) จะต้องเสียภาษีเพิ่มประมาณ 10% ทันที ส่งผลให้ต้นทุนของผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาทองคำและโลหะมีค่าที่ใช้ในการผลิตเครื่องประดับยังทำให้ต้นทุนรวมของสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์ด้านการตั้งราคา การจัดการสต็อกสินค้า และการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง

1.2 เครื่องประดับสำเร็จรูปได้รับผลกระทบมากที่สุด กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบสูงสุดคือ เครื่องประดับสำเร็จรูป เช่น เครื่องประดับทอง เงินและแพลทินัม เนื่องจากมี ภาษีพื้นฐานอยู่แล้วประมาณ 5–7% เมื่อรวมกับภาษีเพิ่ม 10% จะทำให้อัตราภาษีรวมอยู่ที่ประมาณ 15–17% ขณะที่เครื่องประดับแฟชั่นอาจมีภาษีรวมสูงกว่า 20% ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวอาจทำให้ผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ ลดการนำเข้าสินค้าเครื่องประดับสำเร็จรูปและหันไปใช้วิธีอื่นในการบริหารต้นทุนแทน

1.3 การเปลี่ยนแปลงรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน แนวโน้มสำคัญที่เริ่มเห็นได้ชัดคือ ผู้นำเข้าสหรัฐฯ หันมานำเข้าพลอยหรือเพชรแบบ loose stone มากขึ้น แล้วนำไปผลิตหรือประกอบเป็นเครื่องประดับภายในประเทศ เพื่อลดภาระภาษีนำเข้าเครื่องประดับสำเร็จรูป แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลให้ความต้องการพลอยสีและเพชรในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น

การผลิตเครื่องประดับภายในประเทศสหรัฐฯ มีบทบาทมากขึ้น ซัพพลายเออร์พลอยจากต่างประเทศมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน

2. โอกาสของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา

ไทยมีความได้เปรียบด้านการเจียระไนและเป็นแหล่งค้าพลอยสีที่สำคัญที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อนึ่ง แม้เครื่องประดับสำเร็จรูปจะมีต้นทุนภาษีเพิ่มขึ้น แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งด้านฝีมือการผลิต การออกแบบและต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ดี หากผู้ประกอบการไทยมีการวางแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปได้เชื่อว่าผู้นำเข้าจะคงให้ความสนใจนำเข้าจากไทย อย่างไรก็ดี จากการหารือกับผู้นำเข้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่เดินทางไปเจรจาการค้าในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ที่ผ่านมาพบว่าแม้สินค้าและฝีมือช่างไทยจะเป็นที่ยอมรับ แต่การแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการไทยลดลง

 

แหล่งข้อมูล JCK และสคต. นิวยอร์ก

 

Share :
Instagram