
Mr. Paul Chan Mo-po รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (Financial Secretary) ประกาศปรับตัวเลขงบเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงในปีที่ผ่านมาเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 1.91 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 2,900 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงถึง 8,100 ล้านดอลลาร์ โดยระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฮ่องกงไม่มากนัก และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ยังคงเติบโตแข็งแกร่งในไตรมาสแรก
Mr. Paul Chan กล่าวว่าบัญชีรวมของรัฐบาลกลับมาเกินดุลเป็นบวกในปีงบประมาณการเงิน 2568–2569 หลังจากขาดดุลต่อเนื่องสามปี พร้อมย้ำว่ารัฐบาลได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ต่างๆ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจฮ่องกงมีโครงสร้างหลักเป็นภาคบริการ และการส่งออกไปยังตะวันออกกลางมีสัดส่วนค่อนข้างเล็ก จึงทำให้ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีจำกัด อย่างไรก็ตามภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้การพัฒนาอย่างมั่นคงของประเทศจีนยังคงเป็น “เสาหลักสร้างความมั่นคง” ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจฮ่องกง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าฮ่องกงมีศักยภาพเพียงพอในการรับมือกับผลกระทบจากภายนอกด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการคลังที่แข็งแกร่ง
Mr. Paul Chan ได้เปิดเผยนโยบายหลายประการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของเมือง รวมถึงการโอนเงินจำนวน 150,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงจากกองทุน Exchange Fund เพื่อสนับสนุนโครงการ Northern Metropolis และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ตลอดจนการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อผลักดันยุทธศาสตร์ AI+ ในการปฏิรูปอุตสาหกรรม โดยโครงการ Northern Metropolis ของฮ่องกงมีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่กว่า 30,000 เฮกตาร์ (74,132 เอเคอร์) ให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะรองรับประชากรประมาณ 2.5 ล้านคน และสร้างงานราว 650,000 ตำแหน่งภายในปี 2577 ระหว่างการอภิปรายงบประมาณ สมาชิกสภาบางรายได้แสดงความกังวลต่อการใช้เงินจาก Exchange Fund ซึ่งถือเป็นเสาหลักของระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่เชื่อมโยงและเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกง รวมถึงการออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนโครงการดังกล่าว อย่างไรก็ตาม Mr. Paul Chan ย้ำว่าการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะไม่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของฮ่องกงหรือสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยได้ปฏิเสธความกังวลที่ว่า การออกพันธบัตรเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis จะสร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป โดยเขากล่าวว่าเป็น “การตีความที่เกินจริง” ทั้งนี้งบประมาณประจำปีของเขาได้รับการอนุมัติจากสภานิติบัญญัติเมื่อวันพุธที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา

Mr. Paul Chan กล่าวโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อการพัฒนาเมืองฮ่องกงในระยะยาว “หากเราล้มเหลวในการใช้โอกาสในการดึงดูดบริษัทและวิสาหกิจจากต่างประเทศ ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (I&T) และสร้างความหลากหลายให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมอบโอกาสการจ้างงานที่ดีกว่าและมากขึ้นแก่คนรุ่นต่อไป นั่นจึงจะถือเป็นความไม่รับผิดชอบอย่างแท้จริง” ทั้งนี้ร่างจัดสรรงบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติด้วยการยกมือเสียงข้างมาก เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณี Mr. Junius Ho Kwan-yiu สมาชิกสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นเพียงผู้เดียวที่ไม่สนับสนุนงบประมาณ Mr. Paul Chan ได้กล่าวขอบคุณเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นชอบต่อแผนงานของเขา พร้อมระบุว่าการลงคะแนนเสียงของ Mr. Ho ไม่มีผลกระทบต่อผลการพิจารณา
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
การเกินดุลทางการคลังของฮ่องกงสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการบริหารจัดการทางการเงินที่มีเสถียรภาพ แม้จะอยู่ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลฮ่องกงยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ Northern Metropolis และ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (AI) เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักธุรกิจไทยและผู้ประกอบการที่ทำการค้าส่งออกมายังฮ่องกง เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงขับเคลื่อนด้วยภาคบริการและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในด้านบริการดิจิทัล คอนเทนต์ และนวัตกรรมสินค้า การพัฒนาเขตเศรษฐกิจใหม่โครงการ Northern Metropolis จะสร้างความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งผู้ส่งออกไทยสามารถเข้ามามีบทบาทได้ แม้เศรษฐกิจจะผันผวน แต่ความต้องการสินค้าอาหารและวัตถุดิบคุณภาพยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน ฮ่องกงยังคงต้องการสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงจากประเทศไทย
ผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าหรือทำธุรกิจกับฮ่องกงควรบริหารต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์อย่างระมัดระวัง เนื่องจากภาคการขนส่งและธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงในฮ่องกงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการไทยควรพิจารณาการจัดการซัพพลายเชนและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การแข่งขันในตลาดฮ่องกงสูง ผู้ประกอบการไทยควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่ม สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมเพื่อสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของฮ่องกง ฮ่องกงยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากจีน การใช้ฮ่องกงเป็นประตูสู่ตลาดจีนจึงยังเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและโครงการลงทุนของฮ่องกงอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการใหม่ การเสริมสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าและนักลงทุนในฮ่องกงสามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้เศรษฐกิจฮ่องกงยังคงมีเสถียรภาพและมุ่งสู่การพัฒนาเชิงนวัตกรรม ยังคงมีโอกาสนี้ในการขยายตลาด โดยเน้นสินค้าที่มีคุณภาพสูง นวัตกรรม และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว