
เมื่อพูดถึงสงคราม คนทั่วไปมักนึกถึงผู้แพ้ผู้ชนะในสนามรบ หรือคู่ขัดแย้งที่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งชีวิตคน เศรษฐกิจ และการเมือง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ จะพบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากสงครามมิได้จำกัดอยู่เพียงรัฐคู่สงคราม แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยุทธปัจจัย พลังงาน การประกันภัย และที่น่าสนใจที่สุดคือ "รัฐที่อยู่นอกสมรภูมิ" ซึ่งสามารถพลิกสถานการณ์ความขัดแย้งให้กลายเป็นโอกาสทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างชาญฉลาด กรณีของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ปะทุขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และยังคงส่งแรงสะเทือนต่อระเบียบเศรษฐกิจโลกถึงปัจจุบัน เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปรากฏการณ์ดังกล่าว
กลุ่มแรกที่เห็นได้ชัดคือ บริษัทผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ มูลค่าตลาดของบริษัทอาวุธรายใหญ่ของโลกพุ่งขึ้นทันทีในช่วงต้นสงคราม โดย Lockheed Martin เริ่มต้นปี 2565 ที่มูลค่า 98,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปิดท้ายปีที่ 127,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่าที่มีการบันทึก ขณะที่ Northrop Grumman เพิ่มจาก 61,000 ล้านเป็น 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีเดียวกัน ในยุโรป บริษัท Rheinmetall ของเยอรมนีมีกำไรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 27 และราคาหุ้นพุ่งร้อยละ 55 ภายในปีเดียว โดยซีอีโอประกาศว่าบริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคใหม่" ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับคำกล่าวของผู้บริหารระดับสูงของ Raytheon ในการแถลงผลประกอบการตั้งแต่ก่อนสงคราม ที่คาดการณ์ว่าความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกจะนำมาซึ่ง "ประโยชน์" ต่อบริษัทอย่างชัดเจน สงครามจึงมิใช่เพียงโศกนาฏกรรม แต่ยังเป็นโครงการระยะยาวที่หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของชาติมหาอำนาจ เนื่องจากอาวุธที่ถูกใช้ในสนามรบจำเป็นต้องผลิตทดแทน คลังยุทโธปกรณ์ของชาติพันธมิตร NATO ต้องเติมเต็มใหม่ และงบประมาณกลาโหมของหลายประเทศก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์
กลุ่มต่อมาคือบริษัทพลังงาน โดยเฉพาะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นสงคราม และราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดยุโรป (TTF) ปรับสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้บริษัทพลังงานข้ามชาติ เช่น ExxonMobil, Chevron, Shell, BP และ TotalEnergies ทำกำไรในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปี 2565-2566 ขณะที่กลุ่มประกันภัยและประกันภัยต่อ (reinsurance) อย่าง Lloyd's of London, Munich Re และ Swiss Re ก็ได้รับเบี้ยประกันที่สูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านสงครามและการเดินเรือในพื้นที่ทะเลดำ ทะเลแดง และช่องแคบยุทธศาสตร์ บริษัทเดินเรือและโลจิสติกส์บางส่วนได้ประโยชน์จากค่าระวางและเส้นทางขนส่งที่ต้องอ้อมยาวขึ้น ขณะที่ผู้ค้าธัญพืชและผู้ส่งออกอาหารในประเทศที่สาม โดยเฉพาะสหรัฐฯ บราซิล อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย และอินเดีย ก็ได้รับอานิสงส์จากการที่ผลผลิตของยูเครนและรัสเซียถูกตัดออกจากตลาดบางส่วน
อย่างไรก็ดี ผู้ได้ประโยชน์ที่น่าจับตามองที่สุดในกลุ่ม "รัฐนอกสมรภูมิ" คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนแอลจีเรีย ประเทศในแอฟริกาเหนือที่กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดพลังงานยุโรปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนสงครามยูเครน แอลจีเรียเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติทางท่อรายใหญ่อันดับสามของสหภาพยุโรป รองจากนอร์เวย์และรัสเซีย โดยมีท่อก๊าซข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสามเส้นเชื่อมไปยังสเปนและอิตาลี ครอบคลุมประมาณร้อยละ 11 ของความต้องการก๊าซในสหภาพยุโรป และยังเป็นผู้ส่งออก LNG รายสำคัญ โดยเป็นประเทศแรกของโลกที่ผลิต LNG เชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2507 ผ่านโรงงานที่เมือง Arzew
เมื่อสหภาพยุโรปตัดสินใจลดการพึ่งพาก๊าซรัสเซียอย่างเร่งด่วน ก๊าซจากแอลจีเรียจึงกลายเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ที่ยุโรปเลือกใช้ทดแทน ในเดือนเมษายน 2565 นายมารีโอ ดรากี นายกรัฐมนตรีอิตาลีในขณะนั้น ได้เดินทางเยือนกรุงแอลเจียร์ทันที เพื่อบรรลุข้อตกลงเพิ่มปริมาณก๊าซผ่านท่อ Transmed ที่เชื่อมแอลจีเรียกับเกาะซิซิลีผ่านตูนิเซีย ทำให้แอลจีเรียก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดหาก๊าซรายใหญ่ที่สุดของอิตาลีแทนรัสเซีย และในเดือนกันยายนปีเดียวกัน นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้กล่าวยกย่องแอลจีเรียว่าเป็น "ผู้จัดหาที่เชื่อถือได้" พร้อมเสนอความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว
ในระดับมหภาค สัดส่วนก๊าซจากรัสเซียในการนำเข้าผ่านท่อของสหภาพยุโรปลดลงจากประมาณร้อยละ 40 ในปี 2564 เหลือเพียงร้อยละ 6 ในปี 2568 ส่วนเมื่อรวมก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ด้วย ก็เหลือเพียงประมาณร้อยละ 12 ของการนำเข้ารวม ขณะที่ ในปี 2568 แอลจีเรียส่งก๊าซให้สหภาพยุโรประหว่าง 39-40 พันล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นประมาณร้อยละ 13-14 ของการนำเข้าทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ส่งผ่านท่อ Transmed ไปอิตาลีและท่อ Medgaz ไปสเปน นอกเหนือจากการขนส่ง LNG ทางเรือ ปัจจุบัน แอลจีเรียจึงขึ้นเป็นผู้จัดหาก๊าซรายใหญ่อันดับสามของยุโรป รองจากนอร์เวย์และสหรัฐฯ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ การโจมตีโรงงาน Ras Laffan ของกาตาร์โดยอิหร่านในปี 2569 ซึ่งกระทบกำลังการส่งออกกาตาร์ราวร้อยละ 17 ทำให้ราคา TTF พุ่งขึ้นร้อยละ 60-100 และเบรนต์ขึ้นเกิน 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระแสก๊าซผ่านท่อจากแอลจีเรียก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 ในเดือนมกราคม 2569 และยังคงเพิ่มต่อเนื่อง
ผลประโยชน์ที่แอลจีเรียได้รับมิได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจ แต่ยังขยายไปถึงมิติการทูตและภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท Sonatrach รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของแอลจีเรีย ได้เปิดแผนการลงทุนเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงทศวรรษเริ่มต้นปี 2558 เพื่อขยายกำลังการผลิตและพัฒนาแหล่งก๊าซใหม่ ขณะที่บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของตะวันตก รวมทั้ง Chevron และ ExxonMobil ก็แสดงความสนใจในศักยภาพของก๊าซจากชั้นหินดินดาน (shale gas) ของแอลจีเรีย รายได้จากการส่งออกพลังงานทำให้รัฐบาลแอลจีเรียสามารถชะลอการขึ้นภาษีและคงสวัสดิการรัฐที่ครอบคลุมไว้ได้ ทั้งยังยังคงนำเข้าธัญพืชซึ่งเป็นสินค้ายุทธศาสตร์ที่จำเป็นได้อย่างต่อเนื่อง ในเวลาเดียวกัน แอลจีเรียยังคงรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับรัสเซียในฐานะคู่ค้าด้านยุทโธปกรณ์ดั้งเดิม โดยมูลค่าการค้าทวิภาคีระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 70 ในปี 2565 และในเดือนมิถุนายน 2566 ทั้งสองประเทศได้ลงนามความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ขั้นสูง (Enhanced Strategic Partnership) ครอบคลุมความร่วมมือด้านเกษตร พลังงาน และการค้า สะท้อนนโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) ที่แอลจีเรียยึดถือมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส แอลจีเรียจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ประเทศที่อยู่นอกความขัดแย้งโดยตรงสามารถใช้ "ความเป็นกลางที่มีกลยุทธ์" สร้างผลตอบแทนจากทั้งสองฝ่ายของสงครามได้พร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม โอกาสนี้มาพร้อมข้อจำกัดที่ไม่อาจมองข้าม โรงงานผลิตของแอลจีเรียดำเนินงานใกล้เต็มกำลังการผลิตแล้ว ขณะที่ความต้องการบริโภคก๊าซภายในประเทศเพิ่มขึ้นปีละร้อยละ 3-4 และแหล่งก๊าซเก่าบางแห่งกำลังเข้าสู่ระยะถดถอย ทำให้ไม่สามารถทดแทนปริมาณก๊าซจากรัสเซียหรือกาตาร์ได้ทั้งหมด อีกทั้งเงื่อนไขการค้ากับสหภาพยุโรปภายใต้ EU-Algeria Association Agreement ยังคงเป็นประเด็นที่ฝ่ายแอลจีเรียมองว่ายังเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายยุโรปมากกว่า สะท้อนความสัมพันธ์ที่ยังไม่สมดุลและเปิดช่องให้มีการเจรจาต่อรองต่อไป
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงไคโร เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าพลังงานระหว่างยุโรปกับแอฟริกาเหนือ อันเป็นผลพวงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ได้สร้างพลวัตทางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคที่ผู้ประกอบการไทยควรจับตาอย่างใกล้ชิด รายได้จากการส่งออกพลังงานที่เพิ่มขึ้นของแอลจีเรียและประเทศใกล้เคียง ส่งผลให้กำลังซื้อภายในประเทศและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขยายตัว สร้างอุปสงค์ใหม่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป สินค้าฮาลาล ชิ้นส่วนยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเกษตรของไทย โดยเฉพาะข้าว น้ำตาล ผลิตภัณฑ์อาหารทะเล เครื่องปรุงรส และผลไม้กระป๋อง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูง
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องศึกษากฎระเบียบการนำเข้าของแอลจีเรียที่ค่อนข้างเข้มงวด อัตราภาษีนำเข้าที่สูง และอุปสรรคด้านการชำระเงินที่ยังต้องผ่านระบบควบคุมของธนาคารกลางอย่างเคร่งครัด สำนักงานฯ จึงเสนอแนะให้ผู้ประกอบการไทยใช้กลยุทธ์เจาะตลาดผ่าน การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในแอลจีเรีย เช่น Algiers International Trade Fair หรือผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายในประเทศ และพิจารณาใช้ประเทศใกล้เคียง เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย หรือโมร็อกโก เป็นฐานกระจายสินค้า เพื่อรองรับอุปสงค์ที่กำลังเติบโตจากการเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ในครั้งนี้
ทั้งนี้ บทเรียนสำคัญจากกรณีแอลจีเรียคือ ความขัดแย้งที่อยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์อาจสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกของไทยพร้อมกัน ผู้ประกอบการที่ปรับตัวเร็วและเข้าใจพลวัตของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ลึกซึ้ง ย่อมเป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยน "วิกฤตของผู้อื่น" ให้กลายเป็น "โอกาสของตน" ได้เช่นกัน
------------------------------------------------------------
ที่มา
รูปภาพ https://news-tunisia.tunisienumerique.com/world-bank-spring-2025-report-algeria-maintains-strong-economic-performance-but-faces-structural-challenges/
Analyst News (2566). "As the war in Ukraine drags on, America's arms industry reaps the profits." https://www.analystnews.org/posts/as-the-war-in-ukraine-drags-on-americas-arms-industry-reaps-the-profits
CorpWatch (2565). "Weapons Makers Profit Handsomely off Ukraine War, Three Months After Russian Invasion." https://www.corpwatch.org/article/weapons-makers-profit-handsomely-ukraine-war-three-months-after-russian-invasion
The Conversation (2565). "Ukraine: the world's defence giants are quietly making billions from the war." https://theconversation.com/ukraine-the-worlds-defence-giants-are-quietly-making-billions-from-the-war-178806
Responsible Statecraft (2567). "War drives revenue increases for world's top arms dealers." William D. Hartung, Quincy Institute for Responsible Statecraft https://responsiblestatecraft.org/war-profiteering/
Reynolds Center for Business Journalism (2566). "How U.S. businesses profit from war worldwide." https://businessjournalism.org/2023/12/war-profit/
Council of the European Union (2569). "Where does the EU's gas come from?" https://www.consilium.europa.eu/en/infographics/where-does-the-eu-s-gas-come-from/
Ember (2569). "The final push for EU Russian gas phase-out." https://ember-energy.org/latest-insights/the-final-push-for-eu-russian-gas-phase-out/
ScienceDirect/Energy Strategy Reviews (2567). "Algerian gas to strengthen energy security of the European Union: Policy, capacity and strategy." https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2352484724001707
Real Instituto Elcano (2568). "Another round of Algerian gas for Europe." https://www.realinstitutoelcano.org/en/analyses/another-round-of-algerian-gas-for-europe/
CIDOB - Barcelona Centre for International Affairs. "A tale of two gas suppliers to Europe: Algeria and Libya." https://www.cidob.org/en/publications/tale-two-gas-suppliers-europe-algeria-and-libya
Tralac Trade Law Centre. "Limits to Algeria's gas boom." https://www.tralac.org/blog/article/16425-limits-to-algeria-s-gas-boom.html
Euronews Business (2569). "Can Algeria's gas save the old continent from the Strait of Hormuz." https://www.euronews.com/business/2026/03/31/can-algerias-gas-save-the-old-continent-from-the-strait-of-hormuz
McGill International Review (2568). "Algeria as Europe's Gateway: Energy Dependence or Exploitation?" https://www.mironline.ca/algeria-as-europes-gateway-energy-dependence-or-exploitation/
Middle East Economic Survey - MEES (2565). "Europe Looks To Algeria For Gas Amid Russia-Ukraine War." https://www.mees.com/2022/3/4/oil-gas/europe-looks-to-algeria-for-gas-amid-russia-ukraine-war/10e08300-9bca-11ec-9114-b93e49b3889f
ISPI - Italian Institute for International Political Studies (2567). "Algeria's Balancing Act between Historical Partnership with Russia and Independence." https://www.ispionline.it/en/publication/algerias-balancing-act-between-historical-partnership-with-russia-and-independence-182969