
เวียดนามแต่งตั้งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีคนใหม่
ในวันที่ 7 เมษายน 2569 ในการประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 16 ครั้งที่ 1 นาย เล กวาง มานห์ (Le Quang Manh) สมัชชาแห่งชาติได้ผ่านมติ โดย เลือกตั้ง นาย โต ลัม (Tô Lâm) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และสมาชิกสภาแห่งชาติสมัยที่ 16 ให้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศวาระปี 2569-2574 และ นาย เล มินห์ ฮึงห์ (Le Minh Hung) สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรค เป็นนายกรัฐมนตรีสำหรับวาระปี 2569-2574 ทั้งนี้ มติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ทันทีนับตั้งแต่ได้รับการอนุมัติจากสภาแห่งชาติ
ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ที่ นาย โต ลัม (Tô Lâm) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้รับการเลือกตั้งจากสภาแห่งชาติให้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศ ก่อนหน้านี้ ในการประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 15 ครั้งที่ 7 (วันที่ 22 พฤษภาคม 2567) นาย Tô Lâm ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานประเทศวาระปี 2021–2026 ภายหลังดำรงตำแหน่งประธานประเทศ เลขาธิการพรรคและประธานประเทศ
สำหรับนายกรัฐมนตรี นาย เล มินห์ ฮึงห์ (Le Minh Hung) เกิดเมื่อปี 1970 ที่จังหวัดฮาติ๋ง (Ha Tinh) จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ และมีพื้นฐานด้านเศรษฐศาสตร์และภาษาฝรั่งเศส เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งในธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม และสำนักงานกลางพรรค โดยเริ่มต้นเส้นทางราชการในปี 2536 ที่ธนาคารแห่งรัฐเวียดนาม ก่อนเติบโตขึ้นเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐในปี 2559 ในวัย 46 ปี ถือเป็นผู้ว่าการที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนัก

งานกลางพรรคเป็นเวลา 5 ปี และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะกรรมการจัดตั้งส่วนกลางในปี 2567 โดยมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างระบบการเมืองและการปกครอง
ในการประชุมใหญ่พรรคครั้งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย แรงขับเคลื่อน และแนวทางปฏิบัติสำหรับระยะการพัฒนาใหม่ ซึ่งถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ประเทศไม่เพียงต้องพัฒนา แต่ต้องก้าวกระโดด ไม่เพียงบูรณาการ แต่ต้อง ยกระดับบทบาท และไม่เพียงเติบโต แต่ต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว ยั่งยืน ครอบคลุม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายกรัฐมนตรีได้ย้ำคำมั่นว่า รัฐบาลจะยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ ประชาชน และรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การนำของคณะกรรมการกลางพรรค โดยเน้น 5 แนวทางสำคัญ ดังนี้
• พัฒนารัฐบาลให้ทันสมัย มุ่งบริการประชาชน โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการปรับปรุงระบบกฎหมายและสถาบันอย่างครบวงจร ลดขั้นตอนทางปกครอง แก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง และสร้างระบบราชการที่กระชับมีประสิทธิภาพ พร้อมยึดหลัก “พูดแล้วทำจริง”
• ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตสูงและยั่งยืน โดยตั้งเป้าการเติบโต GDP เฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี พร้อมยึดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เพื่อยกระดับผลิตภาพ ความสามารถใน การแข่งขัน และความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์
• ส่งเสริมบทบาทของทุกภาคส่วนทางเศรษฐกิจ โดยให้เศรษฐกิจภาครัฐเป็นแกนหลัก และภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุด พร้อมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้ทุกท้องถิ่น ธุรกิจ และประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม
• ลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์และสวัสดิการสังคม โดยผลักดันการปฏิรูปการศึกษาอย่างรอบด้าน พัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และยกระดับระบบสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
• ส่งสร้างวัฒนธรรม ความมั่นคง และบทบาทระหว่างประเทศ โดยพัฒนาวัฒนธรรมให้เป็นรากฐานสำคัญของชาติ เสริมสร้างระบบป้องกันประเทศและความมั่นคงอย่างเข้มแข็ง พร้อมดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระ และส่งเสริมการทูตเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับบทบาทของเวียดนามในเวทีโลก
ทั้งนี้ นโยบายเวียดนามจะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 10 ปี (2021-2030) ต่อไป การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้นำในเวียดนามจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายของประเทศ เนื่องจากเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมรวมถึงนโยบายการค้าจะขึ้นอยู่กับการเห็นชอบของรัฐสภาเวียดนาม
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย
เมษายน 2569