
นาย ยอ ฮันกู อดีตหัวหน้ารัฐมนตรีการค้า กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ และนาย Khandaker Abdul Muktadir รัฐมนตรีพาณิชย์บังกลาเทศ ร่วมประกาศเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ กรุงธากา ว่า ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงในหลักการในการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างเกาหลีใต้กับบังกลาเทศ (Korea–Bangladesh Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA)
นับตั้งแต่เริ่มการเจรจาในเดือนพฤศจิกายน 2567 ทั้งสองฝ่ายได้เจรจาอย่างเป็นทางการ 5 รอบ พร้อมหารือระหว่างรอบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นสำคัญด้านการเปิดตลาดสินค้าและบริการ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ก่อนที่รัฐมนตรีการค้าของทั้งสองประเทศจะเห็นพ้องในการเร่งสรุปการเจรจาระหว่างการหารือนอกรอบการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 14 (MC-14) เมื่อเดือนมีนาคม และนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงในหลักการครั้งนี้
CEPA ฉบับนี้นับเป็นความตกลง CEPA ฉบับที่ 2 ของเกาหลีใต้กับประเทศในเอเชียใต้ ต่อจากอินเดีย และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์เกาหลีใต้–บังกลาเทศ จากการค้าสินค้าไปสู่ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม บนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางการทูตที่ดำเนินมากว่า 53 ปี นับตั้งแต่ปี 2516
สาระสำคัญของข้อตกลง
รัฐบาลเกาหลีใต้สรุปผลสำคัญของ CEPA ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) การสร้างฐานเข้าสู่ตลาดศักยภาพในเอเชียใต้ (2) การเพิ่มการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าส่งออกสำคัญของเกาหลีใต้ และ (3) การขยายความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม โดยทั้งสองฝ่ายตกลงยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าสำคัญหลายรายการ
1. ปูฐานเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ในเอเชียใต้
เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับบังกลาเทศในฐานะ ตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในกลุ่มประเทศคู่ค้า FTA รายใหม่ของเกาหลีใต้ ด้วยประชากรราว 170 ล้านคน ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดผู้บริโภคมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งการเปิดตลาดภายใต้ CEPA จะช่วยขยายตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเกาหลีใต้ พร้อมเปิดโอกาสให้เกาหลีเชื่อมโยงการลงทุนและอุตสาหกรรมของตนเข้ากับฐานการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มขนาดใหญ่ของบังกลาเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ
2. เพิ่มแต้มต่อให้ K-Food และสินค้าส่งออกสำคัญ
บังกลาเทศจะยกเลิกภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญของเกาหลีใต้ อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (รามยอน) ผลิตภัณฑ์กาแฟแปรรูป สาหร่ายปรุงรส และขนมขบเคี้ยว ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของ K-Food ในตลาดบังกลาเทศ สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม บังกลาเทศจะยกเลิกภาษี น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ไปบังกลาเทศ รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญสำหรับรถยนต์แบบ CKD และชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมด ขณะที่รถยนต์สำเร็จรูปแบบ CBU จะได้รับการปฏิบัติที่ไม่ด้อยกว่าประเทศคู่ค้าอื่น ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสของค่ายรถยนต์เกาหลีในตลาดที่ความต้องการรถยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้
เกาหลีใต้ยังสามารถเจรจาให้ยกเลิกภาษีสินค้าบางรายการที่บังกลาเทศไม่ได้เปิดตลาดภายใต้ FTA ฉบับอื่น เช่น น้ำมันพื้นฐานสำหรับผลิตน้ำมันหล่อลื่น (lube base oil) และเครื่องซักผ้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของสินค้าเกาหลี
3. กฎถิ่นกำเนิดเอื้อต่อการใช้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
CEPA กำหนด กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าที่มีความยืดหยุ่น สำหรับสินค้าส่งออกหลักของเกาหลีใต้ เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ตลอดจน K-Food และ K-Beauty ทำให้ผู้ประกอบการเกาหลียังสามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีได้ แม้จะใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ไม่มีถิ่นกำเนิดในเกาหลีใต้บางส่วนในกระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทมีหลักเกณฑ์เข้มงวดเพื่อคุ้มครองการผลิตภายในประเทศ เช่น สาหร่ายปรุงรส ซึ่งกำหนดให้วัตถุดิบหลักต้องมีถิ่นกำเนิดภายในภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงการผลิตภายในประเทศกับการส่งออก ขณะที่สินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมงสดกำหนดให้ใช้วัตถุดิบที่มีถิ่นกำเนิดตามหลักเกณฑ์ เพื่อคำนึงถึงความอ่อนไหวของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
4. เปิดทางธุรกิจเกาหลีเข้าสู่ภาคบริการกว่า 90 สาขา
นอกเหนือจากการค้าสินค้า CEPA ยังเปิดทางให้ธุรกิจเกาหลีเข้าสู่ภาคบริการของบังกลาเทศ กว่า 90 สาขา อาทิ K-Content, e-Learning บริการสุขภาพ โทรคมนาคม ก่อสร้าง และการจัดจำหน่าย
รัฐบาลเกาหลีใต้คาดว่า การเปิดตลาดดังกล่าวจะสร้างโอกาสให้บริษัทเกาหลีในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ การศึกษา สุขภาพ และบริการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจและความเป็นเมืองของบังกลาเทศ
5. ขยายโอกาสด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม
บังกลาเทศจะทยอยยกเลิกภาษีเหล็ก ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเกาหลีใต้ ขณะที่ เครื่องจักรก่อสร้างขนาดใหญ่ เครื่องจักรการเกษตร และเครื่องจักรสิ่งทอ จะได้รับการยกเลิกภาษีทันที พร้อมเปิดตลาดบริการที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและวิศวกรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสให้บริษัทเกาหลีเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของบังกลาเทศ ทั้ง ถนน รถไฟ ท่าเรือ และโรงไฟฟ้า รวมถึงส่งออกเหล็ก เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเข้าร่วมงานด้านการออกแบบ ก่อสร้าง และวิศวกรรม
6. ยกระดับสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบด้าน
CEPA ยังครอบคลุมความร่วมมือที่กว้างกว่าการค้าสินค้า ทั้ง โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม สิ่งทอ ฮาลาล การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พลังงาน ทรัพยากร ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจสะอาด โดยมุ่งเชื่อมโยงความต้องการของบังกลาเทศในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับอุตสาหกรรมเข้ากับเทคโนโลยี การลงทุน และศักยภาพของภาคธุรกิจเกาหลีใต้
นาย นาย ยอ ฮันกู อดีตรัฐมนตรีการค้าเกาหลีใต้ ระบุว่า CEPA จะเชื่อมโยงภาคธุรกิจเกาหลีกับตลาดบังกลาเทศที่มีประชากรราว 170 ล้านคน และเป็นกลไกสำคัญในการขยายความสัมพันธ์จากการค้าสินค้าไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินขั้นตอนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ CEPA เป็นแพลตฟอร์มที่เอื้อต่อการเติบโตร่วมกันของทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้จะเร่งสรุปรายละเอียดทางเทคนิคที่เหลือ ก่อนดำเนินขั้นตอนสำหรับ การลงนามและการมีผลบังคับใช้ของ CEPA พร้อมจัดกิจกรรมชี้แจงภาคอุตสาหกรรมและจัดทำคู่มือเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้อย่างเต็มที่
ข้อคิดเห็น
Korea–Bangladesh CEPA สะท้อนยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ในการ กระจายตลาดส่งออกและขยายเครือข่ายความตกลงทางการค้าไปยังตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพ โดยบังกลาเทศถือเป็นตลาดสำคัญในเอเชียใต้ ด้วยขนาดประชากรและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเกาหลีใต้มองว่าเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดส่งออกเดิม
สำหรับไทย ผลที่ควรจับตาในระยะนี้คือ การแข่งขันในตลาดบังกลาเทศที่อาจเพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าที่เกาหลีใต้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมีความทับซ้อนกับสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าขั้นกลาง ขณะที่ผลกระทบต่อตลาดเกาหลีใต้ยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจน จนกว่าจะมีรายละเอียดการเปิดตลาดของเกาหลีใต้ให้แก่สินค้าบังกลาเทศ รวมถึงตารางการลดภาษีและกฎถิ่นกำเนิดสินค้าในระดับรายสินค้า
ในอีกด้านหนึ่ง ความตกลงดังกล่าวอาจจะสร้างโอกาสสำหรับไทยใน 2 มิติ ได้แก่ การขยายการส่งออกสินค้า วัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางเข้าสู่บังกลาเทศ ซึ่งกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเกาหลีที่ดำเนินธุรกิจหรือขยายการลงทุนในบังกลาเทศ โดยเฉพาะโอกาสในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเกาหลี เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ CEPA ให้ความสำคัญหลายสาขาเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานการผลิตและมีความเชื่อมโยงทางการค้ากับเกาหลีอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ พลาสติก เครื่องจักร วัสดุอุตสาหกรรม และสิ่งทอ จึงเป็นช่องทางสำหรับการพัฒนา การจับคู่ธุรกิจ และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ระหว่างผู้ผลิตไทยกับบริษัทเกาหลี
อย่างไรก็ดี โอกาสดังกล่าวยังไม่ควรตีความว่าจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการส่งออกไทยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากไทยในการผลิตสินค้าเกาหลีเพื่อส่งออกไปบังกลาเทศจะขึ้นอยู่กับกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและเงื่อนไขการได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ CEPA ของแต่ละรายการสินค้า จึงจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของความตกลงเมื่อมีการเปิดเผยฉบับสมบูรณ์
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–เกาหลีที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ โดยทั้งสองประเทศมีกรอบการค้าเสรีร่วมกันอยู่แล้วผ่าน ASEAN–Korea FTA (AKFTA) และ RCEP และอยู่ระหว่างผลักดันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–เกาหลีใต้ เพื่อเพิ่มการเปิดตลาดและขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพ
ดังนั้น ในระยะต่อไปผู้ประกอบการไทยควรติดตามรายละเอียด Korea–Bangladesh CEPA ในระดับรายสินค้า ควบคู่กับการสำรวจความต้องการของผู้นำเข้า ผู้ผลิต และบริษัทเกาหลีที่มีธุรกิจในบังกลาเทศ เพื่อระบุกลุ่มสินค้าที่ไทยอาจเผชิญการแข่งขันจากสิทธิทางภาษีของเกาหลี รวมถึงค้นหาโอกาสในการส่งออกวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเกาหลีอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การประเมินผลกระทบเชิงบวกหรือลบควรดำเนินการเมื่อรายละเอียดการเปิดตลาดและเงื่อนไขของ CEPA มีความชัดเจนมากขึ้น
***************************************
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล