fb
เวียดนามเตือนภาคธุรกิจปรับกลยุทธ์การค้า เร่งกระจายตลาดและบริหารความเสี่ยง รับผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง

เวียดนามเตือนภาคธุรกิจปรับกลยุทธ์การค้า เร่งกระจายตลาดและบริหารความเสี่ยง รับผลกระทบความขัดแย้งตะวันออกกลาง

โดย
Tran
ลงเมื่อ 06 มีนาคม 2569 16:00
สคต. ณ นครโฮจิมินห์ (เวียดนาม) (TTC, Ho Chi Minh City (Vietnam))
3
  1. เนื้อข่าว 

 ภายหลังการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญและถือเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ประกอบกับการที่ทั้งสองฝ่ายประกาศความพร้อมในการดำเนินความขัดแย้งในลักษณะยืดเยื้อภายในช่วงเวลาเพียง 24–48 ชั่วโมง ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเป็นวงกว้างต่อเสถียรภาพของเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศทั้งทางทะเลและทางอากาศ ตลอดจนต่อความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานโลกโดยรวม

image.png

ผลกระทบในระยะแรกสะท้อนผ่านความผันผวนของตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบ และต้นทุนค่าระวางขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และรองรับการขนส่งพลังงานของโลกประมาณร้อยละ 20 ได้เผชิญภาวะการดำเนินการที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ภายหลังจากที่อิหร่านประกาศเตือนภัยด้านความปลอดภัยในการเดินเรือ ส่งผลให้ผู้ให้บริการขนส่งทางทะเลจำนวนมากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ อันทำให้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นและระยะเวลาการขนส่งขยายตัวออกไปอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ประกาศปิดน่านฟ้าด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ส่งผลให้เที่ยวบินขนส่งสินค้าจำนวนมากต้องปรับเส้นทางการบินหรือถูกยกเลิก ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งและค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวมีแนวโน้มสร้างแรงกดดันต่อระบบการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศในระยะต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้มีหนังสือเวียนเลขที่ 229/XNK-TLH ลงวันที่ 2 มีนาคม 2569 ถึงสมาคมธุรกิจนำเข้า–ส่งออกและโลจิสติกส์ทั่วประเทศ เพื่อให้รับทราบถึงความเสี่ยงที่ภาคธุรกิจเวียดนามอาจเผชิญจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการปรับแนวทางดำเนินธุรกิจและวางยุทธศาสตร์เชิงรุกโดยเร่งด่วน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศ 

จากการประเมินของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า คาดว่าระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน และเชื้อเพลิงในตลาดโลกจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความผันผวนของตลาดพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกิจกรรมการผลิตและการค้าของเวียดนาม โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงทางการค้ากับตลาดตะวันออกกลางในระดับสูง ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งทั้งทางทะเลและทางอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ของภาคการส่งออกขยายตัว และอาจกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการส่งออก รวมถึงศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในตลาดการค้าระหว่างประเทศในระยะต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนและความไม่แน่นอนในระดับสูง กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้เสนอแนวทางดำเนินการเร่งด่วนจำนวน 5 ประการ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของภาคธุรกิจในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. การขยายและกระจายตลาดการค้า รวมถึงแหล่งจัดหาวัตถุดิบ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหรือคู่ค้าจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งจัดทำแผนสำรองเชิงยุทธศาสตร์สำหรับรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในระยะยาว

  2. การทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาทางการค้า โดยเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุสุดวิสัย (force majeure) กลไกการชดเชยความเสียหายจากความเสี่ยงทางการค้าและการจัดให้มีความคุ้มครองประกันภัยสินค้าอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับการค้ากับตลาดที่มีความเปราะบางด้านความมั่นคง

  3. การติดตามและประเมินข้อมูลสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มอัตราค่าระวางขนส่ง ตลอดจนค่าธรรมเนียมและค่าบริการเพิ่มเติมด้านโลจิสติกส์ เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

  4. การจัดทำแผนบรรเทาความเสี่ยงและแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อจำกัดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมการค้าและการผลิต

  5. การใช้ประโยชน์จากกลไกสนับสนุนของภาครัฐ โดยเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายสำนักงานการค้าเวียดนามในต่างประเทศ เพื่อแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ขยายตลาดศักยภาพ และทดแทนคำสั่งซื้อที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว

ในระยะต่อไป กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าได้ย้ำถึงความจำเป็นในการติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลและการแจ้งเตือนเชิงสถานการณ์แก่ภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ยังมีแผนศึกษาและส่งเสริมความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพของระบบการค้าและโลจิสติกส์ของเวียดนามในการรับมือกับความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว ทั้งนี้ แม้ว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเคยส่งผลกระทบต่อระบบการค้าระหว่างประเทศมาแล้วหลายครั้งในอดีต แต่ลักษณะการขยายตัวของความขัดแย้งในครั้งนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในวงกว้างและทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อโครงสร้างการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภายใต้บริบทดังกล่าว การดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุกตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น รักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการเวียดนามในตลาดโลกให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

 (แหล่งที่มา https://vneconomy.vn/ ฉบับวันที่ 2 มีนาคม 2569)

  1. วิเคราะห์ผลกระทบ

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องได้ขยายวงครอบคลุมหลายพื้นที่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้สถานการณ์ด้านความมั่นคงและการเมืองในอิสราเอลและประเทศใกล้เคียงเข้าสู่ภาวะเปราะบาง หลายประเทศในภูมิภาคประกาศภาวะฉุกเฉินและใช้มาตรการปิดหรือจำกัดน่านฟ้า ส่งผลให้สายการบินระงับหรือปรับเส้นทางเที่ยวบินไป–กลับอิสราเอล ขณะที่ท่าเรือหลักยังคงเปิดดำเนินการแต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมด้านความปลอดภัยที่เข้มงวด สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การตอบโต้ทางทหารของอิหร่านต่ออิสราเอลและฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) รวมถึงบทบาทของกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน และกลุ่มฮูตี (Houthi) ในเยเมน ซึ่งได้เพิ่มแรงกดดันต่ออิสราเอลและขยายการควบคุมเส้นทางเดินเรือเข้าสู่ทะเลแดง อันเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญที่เชื่อมเอเชียกับยุโรป ได้ยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก เมื่อพิจารณาร่วมกับการยกระดับความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องโดยยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย จึงก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อเสถียรภาพของระบบการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ในมิติของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยสายการเดินเรือจำนวนมากจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ส่งผลให้ระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นและต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายตัวไปสู่การปิดหรือจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การลำเลียงพลังงานที่รองรับการค้าพลังงานทางทะเลของโลกประมาณร้อยละ 20 ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ค่าระวางเรือ ค่าขนส่งทางอากาศ และค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ ผลกระทบดังกล่าวได้ถ่ายทอดไปยังโครงสร้างต้นทุนการผลิตต้นทุนโลจิสติกส์ และระดับราคาสินค้าในตลาดโลก อันอาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายภูมิภาคผ่านกลไกต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง ผลกระทบจากความผันผวนดังกล่าวสะท้อนโดยตรงต่อภาคการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ข้อมูลจากสมาคมนายหน้าและตัวแทนเรือเวียดนาม (Vietnam Shipbroker and Agent Association: VISABA) ระบุว่า สายเรือต่างชาติได้ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมและค่าบริการโลจิสติกส์ในอัตราประมาณร้อยละ 10–20 ภายหลังสถานการณ์ความตึงเครียดทวีความรุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกของผู้ประกอบการเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมส่งออกหลัก เช่น สินค้าเกษตร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า นอกจากนี้ ความล่าช้าในการขนส่งยังส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตแบบทันเวลา (just-in-time production) ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่สินค้าเกษตร เช่น ผลไม้และอาหารทะเล ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของเวียดนาม ต้องเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพสินค้าจากระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น รวมถึงต้นทุนการจัดเก็บและการควบคุมอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งเส้นทางขนส่งทางอากาศไปยังประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับยังได้รับผลกระทบจากการปิดหรือจำกัดน่านฟ้า ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์และระยะเวลาการขนส่งขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายใต้บริบทดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้ออกข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาคธุรกิจและสมาคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้ดำเนินการประเมินผลกระทบรายสาขาอุตสาหกรรม พร้อมระบุอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานและเสนอแนวทางแก้ไขเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการเติบโตของการส่งออกตามมติเลขที่ 01/NQ-CP ปี 2569 โดยเน้นการดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ การกระจายตลาดและแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การค้นหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน การปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาทางการค้าให้สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และการเสริมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมการค้าและลดผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก

วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้มิได้เป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงเฉพาะภูมิภาค หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญต่อเสถียรภาพของระบบการค้าโลกและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ การพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ และการประสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกับเครือข่ายการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าผู้ประกอบการเวียดนามจะสามารถลดความสูญเสีย รักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งออก และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อได้มากเพียงใด

  1. นำเสนอโอกาส/แนวทาง

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบต่อระบบการค้าและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่านกลไกการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน ค่าระวางขนส่ง และค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่ง อันเป็นผลจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงในเส้นทางเดินเรือและเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของการดำเนินงานในเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางขนส่งในทะเลแดง ได้ก่อให้เกิดแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ระยะเวลาการขนส่งยาวนานขึ้นและต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนการผลิตและการส่งออกในหลายอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้าเกษตร อาหารทะเล สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีการพึ่งพาการขนส่งระหว่างประเทศในระดับสูง

สำหรับผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศไทยและในเวียดนาม ความผันผวนของต้นทุนโลจิสติกส์และความไม่แน่นอนของเส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศอาจส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเกิดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของการส่งมอบสินค้าและการบริหารสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม ที่ใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลา หรือสินค้าที่มีความอ่อนไหวต่อระยะเวลาการขนส่ง เช่น สินค้าเกษตร อาหาร และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวภาคธุรกิจควรเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน โดยให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออกและแหล่งจัดหาวัตถุดิบ การทบทวนเงื่อนไขสัญญาทางการค้าและกลไกการบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ ตลอดจนการติดตามแนวโน้มค่าระวางขนส่งและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและลดผลกระทบจากความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางการค้าโลก

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังอาจเปิดโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการปรับตำแหน่งทางการค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากบทบาทของไทยและเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางการส่งออกสำคัญของภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทยสามารถขยายความร่วมมือด้านการผลิต การจัดหาวัตถุดิบ และการกระจายสินค้าในเวียดนามซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ควบคู่กับการพัฒนากลไกบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ต่อความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

News 2 - 6 March 2026 - US - Israel - Iran-Edit.pdf
Share :
Instagram